Thursday, February 7, 2013

พระไตรปิฏก...คนละตู้เดียวกัน

แน่ใจแล้วหรือครับว่าเราอ่านพระไตรปิฏกตู้เดียวกัน
แน่ใจแล้วหรือครับว่าสิ่งที่เราอ่านได้จากพระไตรปิฏกคือสัจธรรมแท้
แน่ใจแล้วหรือครับว่าเนื้อหาที่เราได้จากพระไตรปิฏกนั้นไม่ใช่เศษชิ้นส่วนความเห็นผิดๆจากใครสักคนที่เรานับถือ

เพราะสังสารวัฏนั้นเกิดจากการรับรู้ของจิตที่ถูกครอบงำด้วยโมหะ ซึ่งโมหะนั้นก็เป็นรากฐานให้กับทิฏฐิและโลกียปัญญาที่เกิดจากการเข้าไปคิด เข้าไปวิเคราะห์ เข้าไปหาความหมาย เข้าไปหาบทสรุป ดังนั้นจึงแปลได้ว่า เราอ่านพระไตรปิฏกคนละตู้กันครับ แม้ว่าจะยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าหยิบมาจากตู้เดียวกันจริงๆก็เถอะ

เพราะอะไรทราบไหมครับ?

ก็เพราะพระไตรปิฏกที่บันทึกเนื้อความของสัจธรรมนั้นคือวัตถุชิ้นหนึ่ง ถ้าพิมพ์พร้อมๆกัน เอามาทาบกันหน้าต่อหน้าตัวอักษรก็จะทาบทับตรงกันเป๊ะไม่มีผิดเพี้ยน แต่จิตญาณที่เวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนั้นก็มีลักษณะของกรรมและวิบากกรรมแตกต่างกันไป เหมือนลายนิ้วมือที่ไม่เหมือนกัน เหมือนรหัสพันธุกรรมที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งจิตญาณทั้งหมดทั้งมวลที่ยังหลงอยู่ในสังสารวัฏนั้นก็มุ่งไปเพราะตัณหาที่มีลักษณะเฉพาะของตนซึ่งแตกต่างกันออกไปนั่นเอง เราจึงเห็นว่าแต่ละคนก็ชอบอะไรไม่เหมือนกัน เกลียดอะไรไม่เหมือนกัน บางคนเกลียดเสื้อแดง บางคนเกลียดเสื้อเหลือง ไม่ต้องเกลียดกันหรอกครับ หลุมเดียวกันแท้ๆ(ฮา)

ในเมื่อแต่ละคนก็มีตัณหาและพื้นฐานกรรมเฉพาะตนที่ต่างกันแล้ว(หลงเอาเองว่ามันต่างกันน่ะนะ) ก็จะก่อให้เกิดความสนใจไม่เหมือนกัน และทำให้การรับรู้ในสิ่งต่างๆไม่เหมือนกันไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งไอ้ "ความรับรู้" หรือภาษาอังกฤษว่า perception นี่แหละครับ ที่ทำให้ ถึงแม้ว่าคุณจะยืนยันว่าหยิบพระไตรปิฏกจากตู้เดียวกันจริงๆ มันก็ทำให้คุณอ่านพระไตรปิฏกคนละเล่มกัน ไม่แตกต่างการจากดูหนังหรอกครับ ดูเรื่องเดียวกันยังได้ข้อคิดต่างกัน ก็เพราะความรับรู้เฉพาะตัวของแต่ละคนแท้ๆ

และแทบจะไม่มีทางเลยครับที่คุณจะเริ่มอ่าน เริ่มศึกษาพระไตรปิฏกด้วยตนเองแล้วจะพบทางพ้นทุกข์ได้ ไม่อย่างนั้นระบบการศึกษาพระอภิธรรมที่มีมาอย่างยาวนานคงจะสร้างพระอรหันต์เอาไว้เป็นเนื้อนาบุญกับสังสารวัฏจำนวนมากแล้ว แต่เท่าที่เห็นนี่ยังไม่มีเลยครับ เห็นแต่เปรียญ...แล้วจะศึกษาไปหาอะไรเล่า

หรืออย่างที่มีใครก็ไม่รู้ได้กล่าวไว้ว่าพระพุทธศาสนาเป็น "ระบบการศึกษา" นี่ก็เป็นการชี้นำที่ผิดมหันต์เหมือนกัน คิดดูก็แล้วกันว่า เอาแค่ประโยคเพียงประโยคเดียวของใครก็ไม่รู้ ได้ชี้นำให้คนจำนวนมากไป "ศึกษา" แล้วก็นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตเพื่อจะได้เวียนว่ายในสังสารวัฏอย่างมีความสุข!!

ไม่แค่นั้นนะครับ ทุกวันนี้มีคนอีกหลายจำพวกที่ "ประยุกต์" ใช้เปลือก,กระพี้หรือแม้แต่เนื้อหาสัจธรรมไปในการสร้างความเจริญทางโลก ทางวัตถุให้กับตนเอง เช่น สวดมนต์และทำบุญแบบเอาเป็นเอาตายเพียงเพื่อที่จะให้กิจการงานของตนเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา แล้วก็บอกว่าเป็นความสำเร็จจากพระพุทธเจ้า หรือ การนำเอาคำสอนที่ผิดๆไปผสมปนเปกับแนวทางสะกดจิตตัวเองเพื่อให้เกิดความสำเร็จในชีวิตแล้วก็บอกว่ามันเป็นอภิมหาโคตรพ่อโคตรแม่ของความลับอันยิ่งใหญ่แห่งมวลมนุษย์ชาติ(ฮา)

ถามจริงๆว่าพระพุทธเจ้าสรรเสริญความสำเร็จทางโลกหรือความสำเร็จทางธรรมตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ....ก็ตั้งแต่ที่มีคนเข้าไปอ่านเอาเอง คิดเองเออเองแล้วก็เอาไปบิดเบือนเองนั่นแหละ ก็พระพุทธองค์ท่านสรุปว่าไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนแล้วยังจะยึดเอาความสำเร็จอะไรอีกเล่า

ความวิปริตผิดเพี้ยนในพระสัจธรรมทั้งหมดทั้งมวลนี้เริ่มต้นจาก การหลงเข้าไปอ่าน เข้าไปจมแช่ จดจ่ออยู่กับเนื้อหาจำนวนมากมายมหาศาลที่บันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฏก..จนหลงทางไปเสียเอง อ่านหน้าลืมหลัง อ่านย้อนหลังลืมหน้า หลงทุกข์อยู่กับการพยายามที่จะจำเนื้อหาเข้าใจเนื้อหาในพระไตรปิฏกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยู่อย่างนั้นจนนานวันเข้าก็สับสนไปแล้วว่าอะไรคือเนื้อหาแท้ของสัจธรรม หลงเข้าไปตีความส่วนของเนื้อหาผิดๆตามจริตตนแล้วก็ไปยึดติด พอเหนียวแน่นมากๆเข้าก็ตัดส่วนออกมาขยายความ บิดเบือนเนื้อหาจนเพี้ยนไปหมด แล้วก็เกิดมีผู้คนจำนวนมากที่ดันมีจริตคล้ายๆตน ตามมาเป็นสาวกจนเกิดเป็นแนวทางเฉพาะตนขึ้น แล้วก็แบ่งแยกเป็นนิกาย เป็นสาย เป็นสำนัก เป็นตำหนัก ฯลฯ มั่วไปหมด

นี่คือผลของการเอาตัวกูเข้าไปศึกษา การเอาความรับรู้ ทัศนะ ทิฏฐิ ปัญญาทั้งหลายที่ตนมีอยู่(โดยไม่รู้ว่าถูกโมหะครอบงำ)ไปศึกษา แล้วก็หาข้อสรุปให้ตัวเองไม่ได้ หรือสรุปได้ก็สรุปผิด มันจึงไม่มีวันจบได้เลย แบบที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านเคยบอกเอาไว้ว่า พวกนี้ชอบเตะเข้าประตูตัวเองนั่นแหละครับ

ส่วนไอ้ที่เถียงๆกันในอินเตอร์เน็ตนั่นก็เหมือนกัน มันก็เกิดเพราะทุกคนถือว่าสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของกูเป็นใหญ่...โดยไม่ได้คิดว่าจะรับผิดชอบการสื่อสารเนื้อหาที่ผิดๆนั้นแต่อย่างใด(เพราะไม่รู้ตัวว่าผิด) ทุกวันนี้มันก็มีแต่คนเข้าไปสำรอกขยะแห่งทิฏฐิ ขยะแห่งปัญญาที่ผิดเพี้ยนเละเทะจนไปปิดบังเนื้อหาแท้ของสัจธรรมหมดแล้ว อย่างนี้จะโทษใครได้เล่า นี่คือเหตุที่ทำให้พระไตรปิฏกที่ทุกคนยึดถือและศึกษาอยู่นี้กลายเป็นพระไตรปิฏกฉบับ "ของกู" ไปโดยไม่มีใครรู้ตัวครับ

ที่เห็นคุยกันในเว็บบอร์ดแล้วรู้เรื่องหรือเข้าใจกันนี่ก็อย่าคิดว่าเข้าใจเนื้อหาตรงกันนะครับ มันคุยเรื่องเดียวกันก็จริงแต่มันก็อาจจะเข้าใจคนละแง่มุมก็ได้ มันจึงไม่มีใครคลายจากความหลงเลยสักคน นี่คือเหตุผลที่ว่าการสะท้อนสัจธรรมนั้นต้องมาจากว่างหรือสุญญตาเท่านั้น จะเอาตัวตนไปเผยแพร่สัจธรรมไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นว่าเอาแง่มุมไปชนแง่มุม สังเกตง่ายๆคือถ้าคุยแล้วต่อยืดยาวไปเรื่อยๆนี่เป็นทิฏฐิแล้ว เป็นเรื่องของสังสารวัฏแล้ว กลายเป็นมุมต่อมุมแล้ว แต่ถ้าคุยกันแล้วจบ คุยกันแล้วดับ นี่คือการสะท้อนสัจธรรมที่แท้จริง

เพราะสัจธรรมแท้นั้นดับสังสารวัฏครับ ไม่ใช่พาให้ใครไปวนอีก แต่ถ้าพระไตรปิฏกตู้นั้นทำให้คุณวกวน จนต้องโทษใครสักคนหนึ่ง ก็แนะนำให้ไปส่องกระจกดูครับ ตัวการก็ยืนอยู่ตรงหน้าคุณนั่นแหละ(ฮา)

No comments:

Post a Comment