Thursday, February 7, 2013

เลิกเอาตัณหาพาไปนิพพาน

นิพพานนั้นถือเป็นที่สุดแห่งความปรารถนาของผู้ปฏิบัติธรรมแทบจะทุกคน เพราะผู้ที่เข้ามาปฏิบัติธรรมนั้นก็มักจะต้องเริ่มจากการเกิดทุกข์อันเป็นเงื่อนไขแรกที่จะเกิดปัญญาในการออกจากทุกข์ ออกจากสังสารวัฏเสียก่อน ถ้าใครไม่ทุกข์ หรือไม่รู้สึกถึงความทุกข์ในเบื้องต้น ก็คงจะไม่หันหน้าเข้าหาธรรมแน่ๆ

ด้วยเหตุนี้เองที่เราไม่ควรจะไปให้ธรรมกับคนที่ยังสุขสบายอยู่บนกองบุญโดยไม่สนใจธรรม เพราะจะเป็นกรรมกับเขาเสียเปล่าๆหากว่าเขาปรามาสเอา เงียบไว้ดีที่สุด

ส่วนคนที่ทุกข์นั้นก็ไม่ต้องห่วงอะไร อย่างน้อยก็เข้าทางอริยสัจ 4 ในข้อแรกแล้ว เพียงแต่ว่าจะเจอเนื้อหาจริงหรือปลอมนั่นก็แล้วแต่บุญกรรมด้วย หรือถ้าทุกข์แต่ก็ยังหนาด้วยทิฏฐิและปัญญายังไม่เห็นว่าโลกนี้มีแต่ทุกข์อยู่ ก็ต้องปล่อยให้คางเหลืองกันก่อน จึงค่อยสอยทีหลัง

แต่ใครเลยจะไปคิดว่าเมื่อถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้วจะต้องหมดตัว หมดตน หมดจิต หมดใจ ไม่อะไรกับอะไร!!! บอกได้เลยว่าน้อยคนนักที่จะรับได้

ผู้ปฏิบัติธรรมในขั้นต้นนั้น ทุกคนจะรู้สึกว่าหนทางยังอีกยาวไกล ต้องปฏิบัติอีกมาก ยังไม่จบง่ายๆหรอก นี่ก็เป็นทิฏฐิที่เอามาบังตัวเองเสียตั้งแต่ในเบื้องต้น และทำให้ผู้ที่มาเจอสัจธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตเข้า ถึงกับอึ้งกิมกี่ เซ็งซิมอี้ไปเลย เมื่อท่านดันมาบอกตอนจบให้ซะนี่ คือทุกอย่างมันจบอยู่แล้ว

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจึงมีตั้งแต่ งงรับประทานที่อยู่ๆมีคนมาบอกตอนจบตอนที่หนังเพิ่งเริ่มฉาย บางคนปฏิฆะ เพราะมันค้านกับความเชื่อของตนอย่างแรงที่ต้องทำให้มาก เพียรให้มากก่อน ยังจบไม่ได้ ขอกูลุยก่อน(ฮา) บางคนก็เหวอ เพราะจริงๆแล้ว กูยังไม่พร้อมจะจบ อ้าวก็ชีวิตยังสดใส อนาคตยังอีกยาวไกล ขอสร้างเนื้อสร้างตัวก่อนดิ ขอแค่ธรรมะพัฒนาจิตใจก็พอ นิพพานไปไกลๆ (ฮา)

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นจากความสิ้นหวังในเส้นทางอันยาวไกลและเหนื่อยยากของการปฏิบัติธรรมประกอบกับความสะดวกสบายทางโลกที่คอยจะปรนเปรอเราอยู่ตลอดเวลา เพราะต้องยอมรับกันจริงๆว่าความยากลำบากของการปฏิบัติธรรมนั้น ทำให้เปอร์เซ็นต์ของความสำเร็จน้อยกว่า 1% มากๆ และสามารถปัดเศษเป็นศูนย์ได้ทันที ไม่เชื่อลองดูภาพหลวงปู่ทั้งหลายที่อยู่บนหิ้งดูสิแล้วจะเข้าใจว่ามันยากเข็ญขนาดไหน(ฮา)

ส่วนการปฏิบัติที่ต้องพากเพียรชนิดเลือดตาแทบกระเด็นนี้ก็เกิดจากการที่ไม่รู้นั่นแหละครับว่า นิพพานคืออะไร ที่รู้กันอย่างเชี่ยวชาญก็คือวิธีการปฏิบัติ ขั้นตอนต่างๆ พิธีกรรม พิธีการ และอื่นๆที่ไม่เกี่ยวอะไรกับนิพพานเลย เช่นพวกสอนให้เอาตัณหาพาเข้านิพพานนี่ก็เหลือเกิน ถ้าเอาตัณหาไปเข้าอาบอบนวดก็ว่าไปอย่าง นี่เอาตัณหาพาเข้านิพพาน คงจะเจอหรอกนะ 555

การไปเจริญตัณหานั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเจริญพันธุ์ของสัตว์หรอกครับ ทำไปๆ ดันไปๆ ก็มีแต่ชาติหน้าตอนบ่ายๆ หรือไม่ ดีหน่อยก็ก่อนบ่ายคลายเครียด เพราะเจริญไปก็มีแต่ ตัณหา กิเลส อุปาทานทั้งนั้น มันจะนิพพานได้อย่างไร

พอเอาตัณหาพาไปนิพพานมันก็เป็นเรื่องยากทันทีครับ เพราะตัณหานั้นมีธรรมชาติของมันคือ ดึงดัน ต่อสู้ ดิ้นรน บีบคั้น ซึ่งก็ก่อให้เกิดความอึดอัดขัดเคือง ระคายเคืองไปเรื่อย เปรียบเหมือนกับคนที่เดินทางในทะเลทราย คือทรมานก็ทรมาน มองไปทางไหนก็มีแต่ทรายกับแดด หาไอ้โน่น ไอ้นี่ประทังชีวิตไปเรื่อย เพื่อที่จะรอให้ถึงจุดหมาย ซึ่งก็ไม่ถึงสักที ระหว่างทางมันจึงทุกข์เพิ่มขึ้น ในขณะที่นิพพานโดยรหัสนัยแห่งไตรลักษณ์ก็คือ ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บังคับสภาพไม่ได้และไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตน สรุปก็คือทุกอย่างมันไม่ยึดกันอยู่แล้ว ยึดอย่างไรก็ยึดไม่ได้เหมือนเม็ดทรายนั่นแหละ การเอาตัณหาพาเข้านิพพานก็เลยเป็นการเดินห่างออกจากนิพพานไปในทันที เพราะตัณหานั้นมันคือการมุ่งที่จะยึดกับอะไรสักอย่างตลอดเวลา แต่ถ้าตัณหาจะพาไปอาบอบนวดที่ไหนนั้นผมไม่รู้ครับ(ฮา)

ซึ่งทุกวันนี้มีหลายสำนักครับที่สอนแบบนี้ สอนให้เจริญในสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านบอกให้ดับ ตัณหาน่ะ พระพุทธเจ้าท่านให้ดับ ไม่ได้ให้เจริญครับ เพราะตัณหานั้นมันพุ่งต่อไปข้างหน้าแล้วก็งอกต่อเป็นกรรมกิเลส กรรมอนุสัย กรรมอื่นๆได้อีกมากมาย ที่ไม่ใช่นิพพาน

เนื้อหาของพระพุทธศาสนาจริงๆ จะให้อธิบายสั้นๆก็คือ เพราะสรรรพสัตว์หลง พระพุทธเจ้าท่านจึงต้องมากระซิบบอกความจริงให้หยุดหลงกันเสียที ต้องใช้คำว่า "หยุดหลง" นะครับ เมื่อรู้ความจริงแล้ว ก็วางใจกับภาพมายาที่รู้ที่เห็นที่สัมผัสว่ามันไม่ใช่อะไร ก็จะแจ้งว่านิพพานอยู่แล้วทันที เพราะหลงไปเองว่าไม่นิพพาน มันก็เลยกระเสือกกระสนสร้างกรรมมาบังนิพพานกันเรื่อยไป ดังนั้นก็ไม่ต้องปฏิบัติอะไร เพื่อที่จะออกจากความหลงอีก การได้รู้ความจริงมันก็เลิกหลงได้ทันทีอยู่แล้ว ดังนั้นไม่มีใครมีธุระอะไรอื่นกับสัจธรรม นอกจากการฟังให้เข้าใจว่าความจริงมันนิพพานอยู่แล้ว ก็จบเลย

ก็นิพพานไม่มีอะไร ไม่ใช่อะไร พอเอาตัณหาไปทำเอา แสวงหาเอา มันจึงเชื่อว่านิพพาน"มี"อยู่ที่ไหนสักแห่งหลังจบสิ้นการปฏิบัติ ที่สุดมันก็ทำใจให้เชื่อได้ยากว่า นิพพานมันไม่มีอะไร เพราะโดยความรู้สึกคือ มันไม่คุ้มกับความเหนื่อยยากที่พากเพียรกันมาหลายปีหรือหลายสิบปี ซึ่งทุกคนก็ปฏิบัติกันอยู่บนทัศนคติที่เห็นว่านิพพานเป็นรางวัลแห่งชีวิต พอมีคนมาบอกว่านิพพานไม่ใช่อะไร ไม่มีอะไร มันเลยไม่เชื่อ ต่อต้าน มันก็ไม่กล้าทิ้งตัวทิ้งตนนั่นแหละ ชอบนักไอ้ระหว่างทางการปฏิบัติน่ะ เพราะมันมีอะไรให้ทำเยอะดี เคยชินอยู่กับความรู้สึกว่าต้องมีนิพพานเป็นรางวัลที่บั้นปลาย แต่พอเห็นว่าปลายทางเป็นหุบเหวลึกที่ต้องทิ้งตัวตน กูก็ขอกลับไปวนใหม่ดีกว่า...กลัว 555

นิพพานนั้น จะอธิบายกันง่ายๆก็เข้าข่าย "สูงสุดสู่สามัญ" ครับ ไม่ใช่สูงสุดแล้วกลายไปเป็นอะไรที่พิเศษกว่าสังสารวัฏนะ ที่บอกว่าสู่สามัญก็เพราะมันไม่มีอะไรไง ไร้ตัวไร้ตน หมดตัวหมดตน ก็แค่ทุกอย่างเราหลงไปกันเอง เราละเมอด้วยพิษไข้ความหลงไปกันเอง ก็แค่ฟังถึงความจริงอันสูงสุดก็เลิกหลงได้ทันที ก็ทำไมไม่ "ตื่นสู่สามัญ" เสียเลย ตอนนี้ ตรงนี้ ไม่ต้องขึ้นไปสูงสุดให้เหนื่อยยากหรอก ความจริงก็คือความจริง ฟังจบมันก็เลิกละเมอ ก็โอเคอยู่แล้ว ไม่ต้องไปปฏิบัติเพื่อแจ้งในความจริงอะไรอีก เพราะอย่างนั้นมันก็หลงไปทำกันเอง ก็ปลงขันธ์ ปลงกายปลงใจที่มีอยู่นี้แหละ ก็กลับไปสู่เนื้อหาเดิมที่มันไม่มีอะไรอยู่แล้วเอง

หลวงปู่ หลวงตาทั้งหลายที่บำเพ็ญเพียรกันเลือดตาแทบกระเด็นนั้น เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ปลงกายปลงจิตทิ้งครับ หรือที่เรียกว่าเห็นจิตให้ฆ่าจิตนั่นแหละ แต่โดยความเป็นจริงแล้ว การปลงกายปลงจิต หรือไม่อะไรกับอะไรนั่นแหละ คือการสลัดความหลงออกไป เป็นการ"ฆ่าจิต" แบบที่สอนกันในขั้นสุดท้ายในระบบวิปัสสนากรรมฐาน การไม่อะไรกับอะไรเป็นอุบายที่จะกันไม่ให้เรา "เอาจิตไปฆ่าจิต" เพราะจิตมันก็ติดหลงอยู่ พอปลงกายปลงจิตแล้วก็จะตรงเนื้อหานิพพานทันที

บางพระองค์เจริญกันจนถึงที่สุดแล้ว แก่จนจะไม่ไหวแล้วก็ไปต่อไปเป็น หยุดก็ไม่ได้กลัวของเก่าหาย พอมีคนมาบอกให้หยุดปั๊บ จบเลยทันที รู้ทีหลังว่าอ้าวกูหลงไปเอง แต่โดยความที่ไม่รู้รหัสนัยของพระนิพพานว่ามันพ้นไปจากความมี ความเป็น ความสาละวนทั้งหลายในสังสารวัฏ จึงสอนลูกศิษย์ลูกหาโดยใช้อนุสัยเดิมๆที่เคยทำมา โดยบัญญัติเก่าๆ อิงจากประสบการเดิมๆที่เคยทำมา แล้วก็บอกว่าทำตามนี้เดี๋ยวนิพพานเอง แล้วดูสิครับ ทุกวันนี้เจริญสติด้วยตัณหากันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ละคนก็ตัวกูเพียบเลย แต่ละสำนักทะเลาะกันอย่างกับอะไรดี กลายเป็นลูกศิษย์ต้องไปรับกรรมส่วนของอาจารย์ซะงั้น

นิพพานนั้นนอกเหนือไปจาก "ความเป็นธรรมคู่" ซึ่งนั่นก็แปลว่า มันไม่มีความแตกต่างระหว่างรูปหรือนามอยู่แล้ว คือมันมีอยู่เพราะเราไปรับรู้ ให้ค่า ให้ความหมาย สมมติให้มันเป็นมันมีขึ้นมา แล้วก็ไปยึดมันเอง ทุกอย่างมันอนัตตาอยู่แล้ว ไม่เป็นตัวตนอยู่แล้ว โดยบทสรุปก็คือทุกอย่างก็ช่างมันเลย ไม่ต้องใส่ใจ ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องเจริญขันธ์ เดี๋ยวโมหะ ตัณหา อุปาทานจะดับของมันเอง โดยไม่ต้องมีเราเข้าไปดับ แต่วิถีทางเช่นนี้ก็ต้องยอมรับว่ามันสวนทางกับโลกที่ใช้ตัณหาในการขับเคลื่อน ขับดันไปข้างหน้า ดังนั้นสติปัฏฐานจริงๆจึงทำให้คนหมดอยากครับ ไม่ใช่ทำให้อยากปฏิบัติ จะเอาตัณหาซึ่งเป็นกิเลสหลงโลกไปใช้กับสัจธรรมไม่ได้ เพราะมันพาไปคนละทางเลย

แล้วก็เลิกเสียทีที่ชอบไปตีความ วางสเปคของพระอริยเจ้า พระอริยสงฆ์ว่าต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้น่ะ บางคนเลยเถิดไปตีความว่าอริยบุคคลนั้นพฤติกรรมราวกับว่าเป็นผัก คือทำอะไรก็ไม่ได้เลย ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้ พวกนี้ยิ่งแล้วใหญ่ ไอ้ที่เป็นผักน่ะคือไอ้พวกที่ปฏิบัติเอาทั้งนั้น อุปาทานในสเปคที่ได้อ่านมาว่าต้องวางตัวอย่างนั้นอย่างนี้ถึงจะอริยะ คือไปกดข่มสภาวะธาตุ สภาวะธรรมเอาไว้ มันก็เลยซื่อบื้อ จมแช่กลายเป็นผักในที่สุด

ก็ถ้านิพพานมันไม่ใช่อะไร ไม่เป็นอะไรแล้ว อริยะก็ไม่ใช่อะไร ไม่เป็นอะไรแม้แต่อย่างเดียวเช่นกัน ภายนอกเราอาจจะเห็นว่าเป็น เห็นว่ามี เหมือนหลงโลกก็ได้ เหมือนหลงธรรมก็ได้ แล้วแต่จะเห็น แต่จริงๆแล้ว อริยบุคคลไม่มีจิตที่เกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งกับอะไรทั้งสิ้น อะไรผ่านเข้ามาก็ผ่านไปไม่ติดขัดข้องคากับอะไร "มี" มันก็เลยเหมือนไม่มี "เป็น"มันก็เลยเหมือนไม่เป็น อริยบุคคลทำได้ทุกอย่างนั่นแหละครับ เพียงแต่ทำไปแบบไม่อะไรกับอะไร ทุกอย่างตอบสนองไปตามเหตุปัจจัยแบบอัตโนมัติไปเอง ไม่ได้เป็นผักที่ไม่ตอนสนองกับอะไรเลย

ไม่แค่นี้หรอกครับ ยังมีแง่มุมทิฏฐิมากมายที่เอามาสอนกันผิดๆ ทำกันผิดๆ มันก็เลยไม่จบไงเล่า มัวแต่ไปเอ๊ะอ๊ะกับสิ่งที่อ่านที่ศึกษามาผิดๆทั้งนั้น

ก็ล้างความหลงกันไปเลย เพราะทุกอย่างมัน "ไม่" อยู่แล้ว ไม่เป็นตัวเป็นตนอะไรอยู่แล้ว แล้วจะเอาใครไปปฏิบัติอะไรเล่า มันก็หลงไปเองทั้งนั้น ฟังความจริงอันเป็นสัจธรรมตรงๆไม่ต้องคิดไม่ต้องปรุงแล้วก็จบได้เลย ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ต้องศึกษาอะไรอีก

No comments:

Post a Comment