Tuesday, February 26, 2013

ไม่เจริญตัณหา ไม่เจริญอุปาทาน

ให้มันไร้การยึดเกาะไปลูกนะ  ไม่ต้องเอาไปไว้ตรงไหนจิต เรียกว่า ให้มันไม่ด้วยตัวมันเอง ไม่ๆๆๆ เนื่องด้วยตัวมันเองลูก คลาย เรียกว่ารีแลกซ์ รีแลกซ์  คลาย ให้คลายตัวมันเอง ไม่ต้องไปเน้นเอาไว้ตรงไหนเลยลูก  ถ้าลูกไปเน้นเอาไว้ตรงไหนจิต  มันเกาะตรงนั้นเลย เค้าเรียกว่ามันเจริญอุปาทานซ้อนไง ซ้อนสภาพจิต


อันนี้มันคลายตัวมันเอง คลาย แล้วลูกก็วางเป็นว่างเป็น ไร้การยึดเกาะเป็นเค้าเรียกไม่เกาะไม่ยึดเป็น  ไม่ต้องเอาไว้ตรงไหนลูก เรียกว่าทุกอย่างก็คือไม่ไปเลย  นั่นแหละมันจะได้คลายจากทุกสิ่งคลายจากทุกอย่าง  เรียกไม่ยึดไม่เกาะไม่เจริญสมุทัยลูกไม่เจริญอุปาทานไม่เจริญเหตุ ก็จบแล้ว ไม่ต้องไปมรรคผลนิพพานแบบไหนอีก ไม่ต้อง ทุกอย่างก็คือว่างอยู่แล้วลูก ทุกอย่างก็คือไม่อยู่แล้ว มันไม่ใช่ตรงอะไรอยู่แล้ว ภายในก็ไม่ใช่ภายนอกก็ไม่ใช่  ไม่ใช่ตรงภายนอกหรือว่าภายใน  นั่นแหละทุกอย่างก็ไม่นั่นแหละลูก ไม่นอกไม่ใน ที่ไม่นอกไม่ในนี้ก้คือไม่มุ่งนั่นเอง ไม่มุ่งนอกไม่มุ่งในไม่เกาะนอกไม่เกาะใน ไม่ใช่ตรงอะไรซักอย่างหนึ่ง นั่นแหละลูกก็เรียกว่าไร้เป็น ไร้ภพไร้ชาติเป็น เรียกว่าไร้อุปาทานเป็น

ไม่ใช่ตรงอะไรคือตรงจิตก็ไม่ใช่  ฉะนั้นลูกจะไปเน้นตรงจิตทรงตรงรู้ทรงอะไรซักนิดหนึ่งหรือว่าดูอาการซักหน่อยหนึ่งก็ไม่ใช่ลูก นั่นมันแค่อุปโลกน์ใช้  ชั่วคราว อุปโลกน์ใช้จิตชั่วคราว อุปโลกน์ใช้รู้ชั่วคราว อุปโลกน์ใช้เห็นชั่วคราว เค้าเรียกว่าใช้ชั่วคราว แต่ไม่ใช่เพื่ออยู่เพื่อยึดอะไร ฉะนั้นมันจะเป็นของชั่วคราวได้ก็ต่อเมื่อลูกทิ้งเป็น มันจะเป็นการใช้ชั่วคราวอาศัยใช้ชั่วคราวได้ก็ต่อเมื่อทิ้งเป็นลูก ก็เรียกว่าโดยไม่อยู่แล้วเป็น ไม่นอกไม่ใน อยู่แล้วเป็น ไม่ใช่เอาจิตไว้ตรงไหนไงลูก ไม่ใช่ตรงรู้ ไม่ใช่ตรงเห็น ไม่ใช่ตรงจิต เค้าเรียกว่าไม่จับจด ไม่จมปลัก ไม่เกาะ ไม่แช่ ไม่ทรง โดยที่ไม่อยู่แล้วเนี่ย มันไม่ทรงตัวมันเอง มันไม่แช่ ตัวมันเอง จิตไม่แช่จิต จิตไม่ทรงในสภาวะจิต โดยที่ไม่อยู่แล้วเนี่ยลูก ไม่เนื่องด้วยตัวมันเอง ไม่เนื่องด้วยสภาพของมันเอง ฉะนั้นทุกอย่างก็คือไม่อยู่เรื่อยๆเลย มันจะได้ไม่เป็นมุมหนึ่งมุมใด ที่เราหลง หลงเข้าไปต้อง หลงเข้าไปตั้งกับมัน หลงเข้าไปอึ้งกับมัน หลงเข้าไปเนิ่นนานกับมัน หลงเข้าไปเหนียวแน่นกับมัน ส่วนหนึ่งส่วนใด ทุกอย่างก็คือไม่อยู่เรื่อยๆ แล้วมันจะไม่นอกไม่ในไปเอง ไม่หลงนอกหลงในไปเอง ไม่คามุมในมุมนอกไปเองลูก นอกก็คือทุกอย่าง ในก็คือกายก็คือจิต ไม่ต้องหาที่เกาะ ไม่ต้องหาที่ยึดลูก ไม่ต้องหาสรณะ วางกระทั่งสรณะเอง นั่นแหละคือจบเลยลูก

ไม่ต้องหาที่พึ่ง วางกระทั่งที่พึ่งเองนั่นน่ะจบเลย ไม่มีพุทธะพระอรหันต์ที่ไหนไปหาที่พึ่งหรอกลูก ไม่มี ไม่ได้พึ่งอะไรอยู่แล้วไงลูก เค้าเรียกว่าไม่อยู่แล้ว ไม่ใช่การยึดเกาะอยู่แล้ว และไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว ลูกหยุดหาเมื่อไรก็จบเมื่อนั้นทันที ฉะนั้นทุกอย่างก็คือความไม่ยึดติดลูก การที่ไม่เนื่องด้วยตัวมันเองนี่แหละ ไม่แช่ไม่ทรงทุกอย่างก็คือไม่ต้องไม่ตั้ง มันจะได้ไม่หนักไม่ตึง สิ่งหนึ่งสิ่งใด มันจะได้ไม่หมกมุ่น กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด ลูก ทุกอย่างก็คือไม่นั่นแหละ สัมผัสแล้วแล้วไปเกี่ยวข้องแล้วแล้วไป แบบรวดเร็วฉับพลัน อัตโนมัติ แบบแล้วๆไป แบบแล้วๆไป มันจะได้เรียกว่ามันแค่อาศัยจริง ๆ ไม่ใช่ติดลม ไม่ต้องเอาจิตไว้ตรงไหน เพราะที่เอาไว้ตรงไหนเนี่ยมันไม่ใช่จิตลูก มันอุปาทานทั้งนั้นเลย ไอ้ตรงนั้นตรงนี้เนี่ยมันอุปาทานทั้งนั้นลูก

จิตมันมีอุปาทานแล้วมันก็ไปด้วยกันทั้งจิตทั้งอุปาทาน ตรงนี้ตรงนั้นตรงอะไรอะไรนั่นน่ะ ดังนั้นไม่ใช่ตรงอะไรเมื่อไม่ใช่ตรงอะไร มันก็เรียกว่ามันไม่เป็นอุปาทานในอะไรทั้งหมด มันไม่ยึด จึงบอกว่าทั้งหมดก็คือไม่อยู่แล้วลูก ไม่ใช่ตรงทุกอย่างนั่นแหละ ทุกอย่างก็คือไม่ ถ้าไม่ใช่ตรงอะไร ถ้าไม่ใช่ตรงไม่ใช่ตรงทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละลูก ไม่นี้ก็คือไม่ใช่ตรงทุกสิ่ง ไม่ใช่ตรงทุกอย่างนั่นแหละ เรียกว่ามันเนื้อหาของความไม่ยึดไม่เกาะจริงๆ ลูกก็ตรงต่อนิพพานอยู่แล้วนิพพานอยู่แล้ว ไม่ใช่การเสาะแสวงทุกสรณะที่พึ่ง ลูกก็ตรงต่อนิพพานอยู่แล้วไม่เกาะไม่ยึดอะไรอยู่แล้ว ไม่ใช่หาที่พึ่งหาสรณะที่ยึดเหนี่ยว ไม่ต้องเอาจิตไว้ตรงไหนลูก ไม่ต้องเอาจิตไว้ตรงไหน ไม่ต้องเอาจิตไว้ตรงอะไร ไม่ต้อง ไม่ต้อง ไม่ต้อง ไม่ต้อง ไม่ต้อง แล้วมันก็คลายตัวมันเอง ของมันเอง นั่นแหละมันก็ไม่เนื่องด้วยตัวมันเองของมันเอง ไม่ต้องเอาไว้ตรงไหนเลยลูกจิตไม่ต้องเลยในสรรพสิ่งสรรพธาตุ ภายนอกภายใน ในอะไรซักอย่างหนึ่งตั้งแต่ ปลายผมจรดปลายเล็บเท้าปลีกย่อยนั่นนี่ สรรพสิ่งไม่ต้องเอาไว้ตรงไหนเลยลูกไม่เลยมันก็คลายตัวมันเองของมันเอง เค้าเรียกว่ามันไม่ผูกพัน มันไม่เจริญตัวผูกพัน ที่เอาจิตไว้ตรงนั้นตรงนี้มันไม่ใช่จิตแล้วลูกมันอุปาทาน อุปาทานมันซ้อนจิต แล้วจิตมันก็ไปด้วยอุปาทาน ไปด้วยตัณหา ไปตรงอะไร เค้าเรียกมันไปตรงอะไรอะไร เนี่ยแหละมันไปด้วยอุปาทานตัณหา

ฉะนั้นลูกก็ไม่อยู่แล้วโดยที่ไม่อยู่แล้วทุกอย่าง ก็ไม่อยูแล้วไม่ใช่ตรงที่ทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละลูกตลอด มันก็จะไม่เป็นแง่เป็นมุมของวัฎฎะใดๆ แล้วมันก็จะกลายเป็นอานุภาพของการโปรดไปเอง เอาไว้ตรงตัวมันเองก็ไม่ใช่ลูกจิต ไม่ต้องเอาไว้ตรงไหน จิตในจิตก็ไม่ใช่ ถ้าจิตในจิตนี่ยิ่งฝังลึก ไม่เนื่องด้วยตัวมันเอง ไม่เนื่องด้วยตัวมันเอง แต่นั้นลูกก็โดยที่มไต้องไม่ตั้งนั้นแหละ มันก็ยังเค้าเรียกว่านิโรธให้ได้ตลอดยุติสมุทัยให้ได้ตลอดเลย คือมันไม่เป็นเหตุกับอะไรอะไร มันยุติสมุทัยให้ได้ตลอดเลย ก็โดยที่ไม่ต้องไม่ตั้งนั้นแหละ ที่มันไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้วเนี่ย ที่มันไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้วเนี่ยลูก ที่มันไม่ต้องไม่ตั้งแบบไหนอย่างไรอยู่แล้วนี่แหละ มันก็ยุติสมุทัยให้ได้ตลอดยุติเหตุให้ได้ตลอด

ฉะนั้นโดยที่ไม่ตั้งไม่ต้องอยู่แล้วเนี่ย มันจะไม่มีลักษณะของความพยายามที่จะเป็นตัวมันเอง แต่อย่างใด นั่นแหละเรียกว่ามันยุติสมุทัยจริงๆ ก็จะกลายเป็นเนื้อหาของนิโรธเรียกว่าดับอยู่แล้วลูกสว่างอยู่แล้ว มันจะไม่มีความพยายามที่มันจะเป็นตัวมันเองในส่วนไหนลูก มันมีแต่คลาย คลายตัวมันเอง จะเอารู้ไว้ตรงไหนก็ไม่ต้องอีกเอาเห็นไว้ตรงไหนก็ไม่ต้องอีก จิตก็คือรู้ รู้ก็คือจิตนั่นแหละลูก เรียกว่าจิตวิญญาน ลูกก็โดยไม่อยู่แล้วแบบภาครวมทั้งหมด ทุกอย่างคือไม่ ไม่เอาไว้ตรงไหนแล้วมันก็เลิกเคว้งคว้างนั่นนะ ที่มันเคว้งคว้างเพราะมันจะหาที่อยู่ๆจิต ฉะนั้นอุปาทานตัณหามันจะหาที่อยู่เคว้งคว้าง เคว้งคว้าง ถ้าโดยไม่อยู่แล้วมันไม่หามันก็เลิกเคว้งคว้างทันที เรียกว่าว่างอยู่แล้ว เรียกว่าไร้อยู่แล้ว ลูก จะเลิกกวัดแกว่ง ถ้าลูกเลิกหามันก็จะเลิกกวัดแกว่ง มันก็เลิกไปเอง  มันต้องกล้าทิ้งนะ กล้า ๆ ทิ้ง ถ้ามันไม่กล้าทิ้งมันก็ ไร้ไม่เป็นว่างไม่เป็นซักที ไร้ไม่เป็นซักที หมดตัวหมดตนไม่เป็นในจิตในวิญญานซักที

กล้าทิ้งนั่นแหละเราก็ไม่ต้อง ไม่ต้องอย่างเดียว ไม่ต้องเอาไว้ตรงไหน จิต รู้เห็นไม่ต้องเอาไว้ตรงไหน นั่นแหละมันก็ทิ้งตัวมันเองทิ้งรู้ทิ้งเห็น ไม่เนื่องด้วยรู้ ไม่เนื่องด้วยเห็น ไม่เนื่องด้วย จิต มันจะอยู่ไม่อยู่ มันจะไปไม่ไป มันจะหวั่นใหว ก็ช่างมันลูกก็ ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่ต้องไปเจ้ากี้เจ้าการ ไม่ต้องไปร้อนตามสภาพมันจะแบบไหนอย่างไรก็ไม่เกี่ยว ก็ไม่ต้องไปร้อนตาม ไม่ต้องไปยุ่ง เพราะไม่ต้องไม่ตั้งก็คือไม่ ไม่เกี่ยวกับสภาพหรือสภาวะลักษณะทุกอย่างทางความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ไม่เกี่ยว คือไม่ต้องไปยุ่งซ้อนลงไป ไม่ต้องไปผูก ไม่ต้องไปแก้ไขอะไรในในสรรพสิ่ง ในสรรพธาตุ ไม่ว่ารูป ไม่ว่านาม ไม่ว่ากายว่าจิต สภาวะอารมณ์แบบไหน ไม่ต้องไปคอยผูกคอยแก้อะไรมันก็คือไม่ต้องนั่นแหละลูก ลูกก็ไม่ต้องไม่ตั้งเหมือนเดิม ธรรมชาติมีแต่มันก็ไม่เกาะในธรรมชาติ ธาตุมีก็ไม่เกาะในธาตุ ธรรมมีแต่ก็ไม่เกาะในธรรม ลูกก็ไม่ต้องไม่ตั้งเหมือนเดิม ไม่ใช่จะไปดับธรรมดับธาตุดับธรรมชาติ ดับสภาวะ มันไม่ใช่ลูก

อันนี้หมายถึงไม่เกาะ หมายถึงไม่เข้าไปยึด โดยที่ไม่ตั้งไม่ต้องอยู่แล้วนั่นแหละมันไม่เข้าไปยึด ไม่เข้าไปเกาะ ไม่เข้าไปกรรม มันไม่กรรมของมันเอง มันไม่เกาะของมันเอง โดยที่ไม่ต้องไม่ตั้งนั่นน่ะ รู้มั้ยว่ามันไม่เกาะของมันเอง ไม่กรรมของมันไปเอง มันไม่ยึดของมันไปเอง ธาตุจะมีหรือไม่มีก็ไม่เกี่ยวรูปจะมีหรือไม่มีก็ไม่เกี่ยว นามจะมีหรือไม่มีก้ไม่เกี่ยวสภาวะจิตอารมณ์ใจ จะมีไม่มีไม่เกี่ยว โดยที่ไม่ตั้งโดยที่ไม่ต้องมันก็ไม่ยึดของมันไปเอง ไม่เกาะของมันไปเอง ทุกอย่างก็คือไม่ มันจะมีมากมีน้อยอย่างไรในสรรพสิ่ง สรรพธาตุทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหลายมันก็ไม่เกี่ยวถ้าโดยไม่แล้วมันก็ไม่เข้าไปเกาะเอง มันก็ไม่เข้าไปยึดเอง ไม่ว่าอะไร อะไรมันก็ไม่ยึดไปเอง ไม่เกาะไปเองไม่ใช่ว่ารูปอย่ามีเสียงอย่ามี กลิ่นอย่ามีรสอย่ามีสรรพสิ่งสรรพธาตุอย่ามี ไม่ใช่ ไม่ใช่การปฎิเสธ แต่มันหมายถึงความไม่ยึดติด ฉะนั้นอารมณ์จะมีไม่มีลูกก็ไม่ต้องไม่ตั้งเหมือนเดิม ไม่อะไรกับอะไรเหมือนเดิม มันก็ไม่ไปเกาะในอารมณ์เองที่มี

ฉะนั้นจิตมันจะมีหรือไม่มีก็ไม่เกี่ยว ก็โดยที่ไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้วเหมือนเดิม มันก็ไม่เกาะไปเอง มันก็ไม่ยึดของมันไปเองลูก ในสภาพจิตทั้งหลาย และก็ไม่ใช่การเอาจิตไว้ตรงไหนเลย จิตในจิตก็ไม่ใช่ จิตไว้ตรงจิตก็ไม่ใช่ ไม่ใช่การเอาจิตไว้ตรงจิต ไม่ใช่การเอาจิตไว้ตรงไหนเลยเรียกว่าโดยไร้อยู่แล้ว โดยไม่อยู่แล้ว โดยปราศจากตัณหาขับเคลื่อนธาตุขันธ์ อยู่แล้วลูก ไม่ใช่อะไรตรงอะไร นั่นแหละลูกก็โดยที่ไม่ต้อง ไม่ตั้งอยู่แล้วนั่นแหละ มันจะไม่เป็นเหตุไม่เป็นปัจยการณ์ ในทุกสิ่งทุกอย่าง เค้าเรียกไม่เป็นกลไกของวัฎฎะ เป็นรหัสนัยของนิโรธอยู่แล้วลูก ดับอยู่แล้ว ดับที่ไม่ต้องพยายามดับ ก็โดยที่ไม่ต้องไม่ตั้งนั่นนะมันดับอยู่แล้ว ไม่ใช่ดับแบบไปคอยดับ  

No comments:

Post a Comment