Monday, February 25, 2013

จบเป็น

บทถอดความเทศนาธรรมไฟล์เสียง จบเป็น
หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต

เอ้าขอขมากรรมซึ่งกันและกันก่อนซิ
มนุษย์ทั้งหลาย อมนุษย์ทั้งหลาย น้อมใจกันขอขมากรรมโดยพร้อมเพรียงกัน
นโมตัสสะ ภะคะวโต อะระหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นโมตัสสะ ภะคะวโต อะระหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นโมตัสสะ ภะคะวโต อะระหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

กายกรรมทั้งหลาย วจีกรรมทั้งหลาย มโนกรรมทั้งหลาย
กรรมทั้งหมดทั้งสิ้น ในทุกภพทุกชาติ ทุกกัลป์ทุกกัป ทุกพุทธันดร
ที่เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลาย อมนุษย์ทั้งหลาย
จิตญาณทั้งหลาย ทั้ง 3 ภพภูมิ ตั้งแต่อเวจีมหานรก จนถึงพรหมโลก รวมถึงเขตแดนพิเศษ แห่งการใช้กรรม
และเหล่าเจ้าหน้าที่ทั้งหลายผู้ดูแลทุกชั้นทุกภูมิ

กรรมอันใด ที่เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลาย ไม่ตรงต่อพระสัจธรรม เพิกเฉยเมินเฉย วิพากษ์ วิจัย วิจารณ์ ลังเลสงสัย ในพระสัจธรรม
กรรมอันใด ที่เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลาย ยังหลงห่วงหาอาวรณ์ หลงยึดติดในสรรพสิ่งทั้งปวง
กรรมอันใด ที่เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้เคยขัดขวาง ผู้หนึ่งผู้ใด มิให้ตรงต่อพระสัจธรรม
กรรมอันใดที่เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลาย ยังหลงวกวน ในธาตุในขันธ์ และเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ผู้อื่นหลงวกวนในธาตุในขันธ์
กรรมอันใด ที่เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลายได้เคยขัดขวาง ได้เคยวิพากษ์ วิจัย วิจารณ์ การโปรดสัตว์แห่งองค์พุทธะ พระมหาโพธิสัตว์
กรรมอันใดที่เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้เคยผิดศีลผิดธรรม ผิดต่อสามีผู้อื่น ผิดต่อภรรยาผู้อื่น
กรรมอันใด ที่ได้เคยทำร้ายทำลาย ในของๆสงฆ์ ได้เคยเป็นหนี้สงฆ์
กรรมอันใด ที่ได้ประมาทปรามาส ทำร้ายทำลาย ในองค์คุณเบื้องสูง
องค์คุณพระมหาพุทธะ องค์คุณพุทธะ องค์คุณพระมหาโพธิสัตว์ องค์คุณพระโพธิสัตว์ องค์คุณพระมหาปัจเจกพุทธเจ้า องค์คุณพระปัจเจกพุทธเจ้า องค์คุณพระมหาอรหันต์ องค์คุณพระอรหันต์ พระอริยเจ้า พระอริยสงฆ์ และหมู่สงฆ์ทั้งหลาย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พุทธสถานทั้งหลาย
กรรมอันใด ที่ได้เคยปฏิฆะปรามาส ต่อองค์คุณแห่งบิดามารดา ครูอุปปัฌาอาจารย์ ผู้มีพระคุณทั้งหมดทั้งสิ้น และเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย

กรรมทั้งหมดทั้งมวล ที่ไม่ตรงต่อพระสัจธรรม

ขอน้อมบารมีเบื้องสูง องค์คุณพุทธะ พระมหาโพธิสัตว์ และองค์คุณแห่งหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต จงได้โปรดเป็นประธาน ยกโทษ และอโหสิกรรม เพื่อให้กรรมทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นโมฆะกรรม และให้เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลาย จิตญาณในทุกภูมิทุกชั้น จงได้แจ้งตรงต่อพระสัจธรรม อย่างฉับพลัน และมีเนื้อหาแห่งการโปรดสัตว์ ตามองค์พุทธะ พระมหาโพธิสัตว์ ณ กาลบัดนี้ด้วยเทอญ

โส.......อโหสิๆๆ

จงใช้ธาตุขันธ์ กายใจที่มีอยู่แล้วนี้ให้เป็นสากลในการบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกัน
สากล...ไม่ใช่เป็นเรื่องจำเพาะตน หรือเพื่อตน
ให้กายนี้จิตนี้มันเป็นสากลในประโยชน์ทั้งหลาย  อยู่ร่วมกันเยอะๆ หลายชีวิต จิตวิญญาณนั้นลูกก็เสียสละร่วมกัน ศาสตร์นอกศาสตร์ใน สิ่งนี้ไม่ต้องให้บอก ให้มันเป็นเนื้อหาของความสำนึกขึ้นด้วยจิตนี้ ของทุกคนเอง
แล้วก็เป็นการอยู่ที่วางการเป็นการอยู่เอง เรียกว่าทั้งหมดคือความไม่ยึดติด ลูกจึงจะตรงต่อความหลุดพ้นในตัวมันเอง  นอกเหนือสุข นอกเหนือทุกข์ เรียกว่าทุกธาตุทุกขันธ์ ไม่ว่าสภาพกายหรือสภาพจิตก็ให้มัน relax ตัวมันเองตลอด โดยรหัสนัยที่ว่าอย่าตั้งซ้อน อย่าต้องซ้อน อย่าจึ้ง อย่าจ้อง อย่าต้อง อย่าตั้ง อย่าไป fix ซ้อนลงไปในธาตุหนึ่งขันธ์ใด เพียงเท่านี้ มันก็จะมีสภาพที่มัน relax ในตัวของมันเองอยู่แล้วเป็นปกติ  เรียกว่าคลายตัวมันเอง เรียกว่าเป็นธาตุเป็นขันธ์ที่ไม่อุปาทานทับซ้อน เป็นกายเป็นจิต เป็นชีวิตที่ไม่มีอุปาทานซ้อน เพียงเท่านี้ลูกก็นอกเหนือสุข นอกเหนือทุกข์ อย่างปุถุชนคนทั้งหลายเป็นแล้ว ไม่อุปาทานซ้อนกับการเป็นการอยู่ทั้งหลาย แล้วลูกก็จะตรงต่อเนื้อหาแห่งความหลุดพ้นในตัวมันเองมากที่สุด ไม่ใช่ข้างหน้าลูก ปัจจุบันนี้เลย ขอให้มัน relax เป็นเท่านั้นแหละ คลายเป็น ไอ้ที่คลายเป็นนี้ ลูกก็แค่ลดตั้งลดต้องของลูกเองลงเท่านั้นแหละมันก็คลายแล้วลูก มันไม่มีอะไรยุ่งยากมากความหรอก ไอ้ที่มันยุ่งมันยาก ก็เพราะว่าตัณหามันเยอะลูก โมหะมันเยอะ ตัณหามันเยอะ ลูกเจริญตัณหามากเกินไป ดิ้นรนมากเกินไป หลงใช้ธาตุ หลงใช้ขันธ์มากเกินไป มันก็เลยปัญหามันเยอะ เวทนามันก็จะเยอะ วิบากมันก็เยอะตาม มันเยอะตามไปหมดเลย ประเด็นที่สำคัญไม่ใช่เป็นการอยู่เพื่อยึดการอยู่ลูก ไม่ได้อยู่เพื่อที่จะยึดอะไร เพราะว่ามันยึดมาเยอะแล้ว พยายามยึดกันขนาดไหนก็ยึดอะไรไม่ได้เลยสักสิ่งสักอย่าง ตายทิ้งหมดทุกรูปทุกนาม ไม่ว่ามนุษย์หรืออมนุษย์ทั้งหลายเหมือนกันหมด อยู่ในภูมิหนึ่งชั้นใดไม่ได้นานหรอก ก็ได้เปลี่ยนภูมิ เปลี่ยนชั้นไปเรื่อย สรุปแล้วมันก็คือยึดอะไรไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ยังหลงยึดก็เพราะว่ามันหลง ดังนั้นลูกก็ให้จบ ในเนื้อหาของโมหะนี้ก็ให้จบเป็น เรียกว่า ไม่ใช่เพื่อยึดสิ่งใด การเป็นการอยู่ทั้งหลายให้มันตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมที่มันแล้วๆไปในตัวของมันเองตลอด เหมือนกับลมหายใจที่เข้าแล้วออก ออกแล้วเข้า เข้าแล้วออก ผ่านมาผ่านไปอยู่แล้วตลอดลูก ไม่ผิดสัจธรรม

แต่ถ้ามุ่งยึดมุ่งอยู่น่ะ นั่นแหละมันผิดสัจธรรม แล้วตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งที่กดดันกับลูกเอง โดยเวทนามันจะเกิด ขนาดกายแห่งตนเอง จิตแห่งตนเอง ก็ในตนเองแท้ๆ ก็ยังเป็นสิ่งที่ยึดไม่อยู่เลยลูก  มันก็เปลี่ยนไปๆ ผ่านไปๆ แก่ไปๆ ตายไปๆ นี่ขนาดในกายในจิตแห่งตนนะ ใกล้ตัวเองที่สุดแล้ว ก็ยังเป็นสิ่งที่ยึดไม่ได้ ยึดไม่อยู่เลย นั่งกก นอนกก อะไรอยู่อย่างนี้ก็ยังยึดไม่ได้เลยลูก ยึดไม่ได้เลย ยังเสื่อมไป ยังสลายไป ยังแก่ไป ยังตายทิ้งไป  อนิจจังตลอดเวลา กระนั้นในส่วนนี้ก็ให้หูตาสว่างขึ้นมา จิตใจสว่างไสวขึ้นมา ถึงการที่มันจะควรคลายตัวมันเอง ไม่ใช่เพื่อหมกมุ่นมัวเมาในการเป็นการอยู่ทั้งหลาย ให้มันหูตาสว่างขึ้นมา ให้มันดวงใจสว่างไสวขึ้นมา ว่าในตัวมันเองนี้มันก็ยึดไม่ได้อยู่แล้วในตัวมันเองเนี้ยลูก ลูกก็จะได้โหลดเป็น มันจะได้โหลดตัณหา โหลดโมหะ โหลดอุปาทานในตัวเองเป็น แล้วนั่นแหละ ก็จะได้กระจ่างถึงความที่มันนอกเหนือทุกข์ มันเป็นอย่างไร

จริงๆแล้วเราก็ไปหลงทุกข์เองน่ะลูก หลงทำให้มันทุกข์ไปเอง ไปหลงยึด ไปหลงผูกพันเหนียวแน่น ให้มันทุกข์ไปเสียเองนี่แหละ มันหลงไปเสียเอง ฉะนั้นถ้ามันหลงมากมันก็จะทุกข์มากหน่อย ถ้าหลงน้อยมันก็จะทุกข์น้อยหน่อย ทุกวันนั่นแหละลูก ว่ากันเป็นวินาทีเลย ไม่ว่าจะวินาทีไหน ชั่วโมงไหน วันไหน ว่ากันเป็นขณะ ขณะจิตไปเลยลูก ขณะไหนถ้ามันตั้งมากหน่อย ขณะนั้นมันก็จะกดดันในตัวมันเองมากหน่อย จะทุกข์ในตัวมันเองมากหน่อย ว่ากันเป็นขณะจิตไปเลย เป็นภพเป็นชาตินี้มันก็ยังยาวไกลไป ว่ากันในปัจจุบันนี้น่ะลูก ฉะนั้นในหมู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เมื่อไม่ฉลาดในเนื้อหาแห่งสัจธรรม มันก็จะโง่เขลากับการสร้างกรรมใส่ตัวเอง ไอ้สร้างกรรมใส่ตัวเองนี่มันคืออย่างไร ก็คือมันกรรมในตัวเองนี่แหละลูก แปลง่ายๆเลยก็คือ มันก็คือกรรมในตัวเองนี่แหละ มันยึดในตัวมันเองนี่แหละ ยึดกาย ยึดจิต ยึดรู้ ยึดเห็น ยึดความนึกความคิด ยึดความรู้สึก ยึดในอารมณ์ทั้งหลายเนี่ย นี่เขาเรียกว่ามันโง่เกี่ยวกับเรื่องกรรมในตัวเอง นี่แหละที่มันเป็นเหตุของความทุกข์ในแต่ละเวลานาทีของลูกเอง ทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้ามันคลายเสียบ้างนะ มัน relax เสียบ้างนะ มันได้ผ่อน มันได้โหลด มันได้ลด ตัวจริงจัง ตัวจดจ่อ จึ้งจ้องต้องตั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างในวิถีจิต ในวิถีชีวิต ในแต่ละขณะอารมณ์เนี่ย ลูกก็โหลดลงลดลง ไอ้โมหะกรรมในตัวเองนี่มันก็คลาย มันก็ลดลงด้วย เรียกว่าแบบไม่หลงน่ะ ไม่หลงทุกข์ไปเสียเอง ไม่หลงสร้างทุกข์ไปเสียเอง นี่แหละเขาเรียกว่าให้มันได้ตรงต่อเนื้อหาแห่งพุทธะอรหันต์ขึ้นมา ให้สมกับที่กราบไว้ ไหว้ไว้ สักการะบูชาเอาไว้ เนื้อหาท่านเป็นอย่างไร ลูกก็จะได้ตรงต่อเนื้อหาของท่าน ไม่ใช่เอาแต่กราบ เอาแต่ไหว้ เอาแต่สวดมนต์ เอาแต่อ้อนวอน เอาแต่ร้องขอ แต่ใจไม่เคยตรงเนื้อหาต่อการวางในตัวมันเองเลยแล้วลูกจะตรงต่อเนื้อหา รู้จักพุทธะได้ยังไง

กราบพระแต่ก็ไม่ถึงพระ ไหว้พระแต่ก็ไม่ถึงพระ นี่ ก็เพราะว่าลูกไม่เคยตรงต่อเนื้อหาในการวางตัวมันเอง ลูกก็เลยไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาของพุทธอรหันต์ได้ ก็จะได้แค่ลูบๆคลำๆ อยู่แค่เปลือก แค่กระพี้ อยู่แค่รูปแบบซึ่งมันไม่ใช่ของจริง เป็นเพียงสิ่งที่อุปโลกน์ขึ้น ชั่วคราวหนึ่งๆ กาลหนึ่งๆ แล้วก็ผ่านไป ปรับเปลี่ยนหมุนเวียนไป ตามกลไกแห่งอนิจจัง

ต่อใดเมื่อลูกรู้จักวางในตัวมันเองได้ในขณะไหน นั่นแหละ ขณะนั้นลูกก็จะได้ตรงต่อเนื้อหาของพุทธอรหันต์อย่างแท้จริงขึ้นมา คือทั้งหมด คือความไม่ยึดติด และ ความหลุดพ้นในตัวมันเอง อันนี้แหละลูกที่จะไม่หลงทุกข์ทั้งหลายอีกต่อไป มันจะไม่เหมือนกับหมู่สรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วไปในวัฏฏะวนทั้งหลาย มีแต่มุ่งอยู่ มุ่งยึด มุ่งยึด มุ่งอยู่อะไร ดังนั้นชีวิตอย่างนี้อย่างนั้นจึงระคนด้วยความทุกข์ ระคนด้วย ความยากลำบากอยู่ตลอด และถ้ามันมีมากขึ้นๆอย่างนั้น มันจะกลายเป็นวิกฤตร่วมกันในโลกในสังสารวัฏแห่งหมู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ว่ามนุษย์หรืออมนุษย์ 15.25

No comments:

Post a Comment