Saturday, February 2, 2013

พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนเรื่องความดี-ความเลว

ผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้แล้วว่ากฏไตรลักษณ์และอริยสัจ4 อันเป็นเนื้อหาหลักของพระพุทธศาสนาคืออะไร แต่ถ้าใครไม่รู้ ผมจะอธิบายสั้นๆให้เข้าใจก่อนครับ

กฏไตรลักษณ์คือ ลักษณะของสรรพสิ่งทั้งมวลที่เป็นสภาพธรรมโดยธรรมชาติของมันเองอยู่แล้วทุกๆอย่าง ไม่มีข้อยกเว้นกับสิ่งใด คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ แปลว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสาระ คงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตน

อริยสัจ 4 คือ ความเป็นจริงแห่งอริยะ 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หรือแปลไทยได้ว่า

ทุกข์ คือ ความทนได้ยาก ความอึดอัดคับแค้น ปฏิฆะขัดเคือง

สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์อันหมายถึงโมหะอวิชชาหรือความหลงเอาว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นตัวเป็นตน ทุกสิ่งทุกอย่างมีจริง

นิโรธ คือ ความดับลงของเหตุแห่งทุกข์ หรือความดับลงแห่งความหลง อันจะทำให้เนื้อหาเดิมแท้ที่มันแจ้งอยู่แล้วแทงทะลุออกจากเมฆหมอกแห่งความหลงได้

มรรค คือ อริยมรรค วิถีแห่งการสลายอัตตาตัวตนอันเกิดจากความหลงเข้าไปยึดติด

สังเกตไหมครับว่า เนื้อหาหลักของพระพุทธศาสนาไม่ได้สอนเรื่องความดี-ความชั่ว!!! หรือถ้าไม่เชื่อก็ไปเปิดดูพระสูตรสำคัญๆต่างๆได้เลยว่ามีไหมที่สอนเรื่องความดี

เพราะอะไรรู้ไหมครับ?

ก็เพราะว่าความดีหรือความชั่วนั้นก็เป็นพียงธรรมคู่อันเป็นมายา ซึ่งเป็นเพียง "ผล" จากสมุทัยทั้งนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะมายึดติดเอาเป็นเอาตายเพื่อดับเหตุแห่งทุกข์

เรื่องใหญ่ล่ะทีนี้!!!

ไม่เชื่อไปดูได้เลยว่าคนทำดีทุกข์ไหมครับ มันก็ทุกข์เหมือนกัน คนทำชั่วก็ทุกข์เหมือนกัน ดังนั้นการสอนให้คนเพียรทำแต่ความดีก็ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ครับ

การเน้นสอนเรื่องทำดีนั้นเป็นเนื้อหาของศาสนาอื่น แต่ไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงห้ามไม่ให้ใครทำความดี เพียงแต่จะทำอะไรๆก็อย่าไปยึด จะทำอะไรก็ไม่ต้องคิดสะระตะว่ามันจะดีไหม ก็ทำไปตามเหตุปัจจัย ไม่ต้องคิดซับซ้อน คิดกำกับลงไปว่ากำลังทำดีเป็นการตอกย้ำ จะทำก็ทำๆไป แต่พอทำแล้วก็แล้วไป ไม่ต้องไปตอกย้ำเชิดชู หรือนึกถึงบ่อยๆ พูดถึงบ่อยๆ ให้จิตเป็นกุศล ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นกรรมซ้อนลงในบุญที่ผ่านไปแล้วนั้นอีก

ส่วนถ้าทำเลว ทำไม่ดีลงไปแล้วก็ขอขมาต่อกัน อโหสิกรรมให้กันแล้วก็ไม่ต้องเอาไปตอกย้ำให้เป็นบทเรียนหรืออุทาหรณ์ใดๆอีก เพราะอุทาหรณ์มันก็สอนใจใครไม่ได้จริงหรอกครับ ถ้าเจอเจ้ากรรมนายเวรที่เคยเป็นคู่กรณีกัน อุทาหรณ์อะไรก็เอาไม่อยู่ ยังไงเสียมันก็ต้องชดใช้กันอยู่แล้ว ยกเว้นแต่ว่าจะอโหสิกรรมให้กันไปก่อน

ดังนั้นไอ้ที่ไปสอนให้เพียรทำความดี หมั่นทำความดีนั่นก็คือการสอนให้คนเข้าไปยึดติดในความดีอีก ซึ่งผิดธรรม ไม่ว่าดีหรือเลวก็ยึดไม่ได้อยู่แล้ว ไอ้การเพียรเข้าไปทำความดีก็เหมือนกัน ขนาดทำดียังต้องเพียรนี่มันก็มากเกินไป ทำดีก็ให้เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่เข้ามา แต่ไม่ต้องไปสร้างเหตุหรือดิ้นรนอะไรให้มันมากมาย ไม่อย่างนั้น การทำดีก็จะนำความทุกข์มาให้อีก ทำเท่าไหร่ก็ไม่พอเสียที

ทุกอย่างนั่นแหละ เมื่อทำแล้วก็ให้มันผ่านไป ไม่ต้องมาแบกมันอีก เพราะแบกดีก็ทุกข์ เพราะทำดีมันก็หวังดีไงเล่า ความคาดหวังทุกชนิดก็ทุกข์นั่นแหละ

อย่างเวลาเรากวาดบ้านถูกบ้าน หุงข้าว ซักผ้าก็ทำไป ไม่ต้องไปคิดหรอกว่ามันเป็นการทำดีให้พ่อให้แม่หรือให้ใคร ไม่ต้องไปให้ความหมายว่ามันคือความดีซ้อนลงไปอีก มันก็เป็นกุศลอยู่แล้ว ถ้าไปคิดว่ากำลังทำดี เดี๋ยวก็หวังเอาอีก ยึดเอาอีก เป็นตัณหาในความดี หวังว่าคนอื่นเขาจะเห็นความดี พอไม่มีใครเห็นความดีก็น้อยใจอีก บ้าไปกันใหญ่ ดังนั้นจะทำอะไรก็ไม่ต้องไปแบ่งแยกหรอกว่าอันนี้ดีอันนี้ไม่ดี ตอบสนองทุกอย่างตามเหตุปัจจัยแล้วก็ให้มันจบแค่นั้น ทำแล้วก็ให้แล้วไปไม่ต้องดิตใจอะไร

ทำดีเอาดี ทำบุญเอาบุญ มันก็จะเผื่อภพชาติเอาไว้ข้างหน้ารอเขย่าขวัญเราไปเรื่อยๆ เป็นหนังสยองขวัญเรื่องยาวที่ไม่มีตอนจบนั่นแหละ อยู่ๆไปก็อกสั่นขวัญแขวนว่าชีวิตจะพลาด จะซวยเมื่อไหร่...หลงทั้งนั้น

ทำดีแบบทำเอามันเป็นการลงทุนครับ ไม่ใช่การทำบุญ นัยยะแห่งการทำบุญที่แท้นั้นก็คือสละออก จาคะออก ให้ออกไปแบบไม่หวังอะไร ผลบุญนั้นมันให้ผลอยู่แล้วแน่นอน แต่พอมีความอยากในบุญนั้นกำกับเข้าไปอีก แทนที่จะเป็นบุญอย่างเดียว กลับเจือเอาตัณหา เจือเอากิเลสซ้อนเข้าไปด้วย

ก็เห็นได้จากที่เดี๋ยวนี้เวลาไปทำบุญ พอทำเสร็จก็จะให้อธิษฐานขอความสุขความเจริญ ขอนิพพาน ขอให้ประสบความสำเร็จทางโลก ขอๆๆๆ ขอไปเรื่อย ทุกวันนี้คนส่วนใหญ่จึงทำบุญเหมือนเปรตขอส่วนบุญ เป็นเหมือนการลงทุนในบุญแทน เตรียมเสบียงอย่างละโมบโลภมาก แบบนี้ก็สอนกันผิด จะไปเอาวิถีทางโลกมาใช้กับบุญได้ยังไงเล่า มันก็กลายเป็นส่งเสริมตัณหาเท่านั้นเอง

หรืออีกพวกคือพวกทำบุญเอาหน้า ทำบุญออกหน้า จะทำอะไรดีๆก็ต้องมีคนเห็นมีคนป่าวประกาศให้ ไม่งั้นจะรู้สึกว่าไม่ได้ทำ พวกนี้ก็บ้าเกินไป บ้าบุญ เอาอัตตาทำบุญ ก็รอเสวยผลบุญให้เข็ดก็แล้วกัน

สื่อทุกวันนี้สอนจนคนเกลียดชังความเลว เชิดชูความดีกันจนปิดบังสัจธรรมไปหมด คือมันยึดดี เกลียดชังความเลวจนเกร็ง จนเครียดไปหมดแล้ว เลวนั้นก็ยังไม่ใช่เลวจริงๆ เลวจริงๆไม่มี ดีจริงๆก็ไม่มี

ในสังสารวัฏมันมีแค่การเบียดเบียนและการไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันเท่านั้น แต่เพื่อให้คนกลัวนรกกันมากๆ เกลียดชังกันมากๆ มันเลยไปหาคำมาเรียกการเบียดเบียนกันว่า "เลว" คนที่เบียดเบียนผู้อื่นหรือทำเลว สมัยนี้ไปดูได้เลย ผิดพลาดครั้งเดียวก็ถูกตราหน้าว่าเลวจนแทบจะจมดิน ลงนรกทั้งเป็นไปเลย ซึ่งมันก็ไม่ใช่อีกนั่นแหละ ผิดแล้วๆก็ให้มันแล้วไป จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเบียนเบียนซึ่งกันและกันก็อโหสิกรรมกันไป เพราะดีก็หลง เลวก็หลงพอกันนั่นแหละ

ในทางพระพุทธศาสนานั้นไม่มีคำว่าตราบาปนะครับ ไม่มีใครตีตราใครว่าเลว ว่าดีได้จริง ในคำขอขมากรรมหรือศีลข้อแรกนั้นใช้คำว่า "เบียดเบียนผู้อื่น" นะครับ ไม่มีการใช้คำว่า "เลว" แม้แต่น้อย เพราะมันไม่ใช่เป็นการทำเลวกับผู้อื่น แต่มันเป็นการ "เบียดเบียน" ต่างหาก

ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ถ้าผิดแล้วก็แล้วไป กรรมที่ทำไปแล้วก็จะให้ผลอยู่แล้วแน่นอน ไม่ต้องไปย้อนเอามาตอกย้ำ มาประนาม มาสาปแช่งกันอีก ไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นการยึดติดที่เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น เป็นกรรมซ้อนกรรมหลายชั้นไม่จบไม่สิ้น ผู้ที่เบียดเบียนผู้อื่นยังไงก็จะได้วิบากกรรมจากการเบียดเบียนนั้นคืนสนองอยู่แล้ว ไม่ว่าใครก็ตาม หากเจอวิบากกรรมมากๆเข้าไปจนกระอักก็จะเรียนรู้จนเกิดปัญญาในการเลิกเบียดเบียนไปเองในที่สุด

วาทกรรมการแบ่งดีแบ่งเลวนี่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดวิบากกรรมในสังสารวัฏมากๆ ยิ่งแบ่งดีแบ่งเลวมากก็ยิ่งหลงเบียดเบียนกันมากขึ้น เพราะพอมันหลงว่ามีดีมีเลวขึ้นมา ก็จะอุปโลกน์ฝ่ายธรรม ฝ่ายอธรรมขึ้นมาห้ำหั่นฟาดฟันกัน แบ่งแยก แตกแยกกัน จะเอาชนะคะคานกัน พยายามทำให้ทุกคนเป็นฝ่ายธรรม ซึ่งโดยสัจจะความเป็นจริงแล้วธรรมหรืออธรรมมันก็ไม่มีทั้งนั้น หลงกันไปเอง ดังนั้นเรื่องความดีความเลวนี่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธศาสนาแน่ๆ

ขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังทรงให้โอกาสคนอย่างองคุลีมาลเลย แล้วเราเป็นใครที่จะไปตราบาปหรือไปประนามคนอื่นเล่า

เรื่องติดดี ติดเลวนี่เป็นประเด็นใหญ่ที่คนส่วนใหญ่ติดกันมาก เกือบทั้งหมดนั่นแหละ เพราะโดนครอบงำมาอย่างหนักหน่วงยาวนานจากระบบการศึกษา การเรียนการสอนที่ถ่ายทอดกันมาผิดๆ

ก็ไม่ว่าจะดีหรือเลว ก็ "ไม่" กับมันเอาไว้ตลอด ให้มันนอกเหนือดี นอกเหนือเลวเอาไว้ เท่านี้มันก็บรรลุ ลุล่วงจากกรรมทั้งหลายแล้ว เมื่อใดก็ตามที่ตัณหาหมดสิ้นลง ความเบียดเบียนก็ไม่มีต่อทั้งกับผู้อื่นและตนเองครับ

No comments:

Post a Comment