Thursday, February 7, 2013

เฮ้อ...สัจธรรม!!!

ผมเชื่อว่าเมื่อเขียนบทความตอนนี้ลงเว็บแล้ว จะมีคนเกลียดผมขึ้นอีกเป็นกอง แต่ช่างเถอะ..ไม่ลังเล

ครั้งหนึ่งผมเคยได้แชตคุยกับลูกศิษย์หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านหนึ่ง ผมขอใช้นามแฝงว่า Jane Doe ก็แล้วกันครับ บทสนาเป็นไปดังนี้ครับ

Jane Doe: สวัสดีค่ะ
Prince: สวัสดีครับ เป็นยังไงบ้าง
Jane Doe: ไม่อะไรกับอะไร...

หลังจากคำตอบสุดท้าย ผมไปไม่เป็นเลยครับ เลยเลิกคุยทันที นี่แหละที่ผมถึงได้จั่วหัวว่า เฮ้อ...สัจธรรม!!!

คือผมเข้าใจนะครับว่ากำลังอินกับสัจธรรม แต่การที่อะไรๆก็พูดสัจธรรมเป็นนกแก้วนกขุนทองว่า ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไร ตลอดเวลาโดยที่ไม่ดูบริบทของคู่สนทนาเลยแบบนี้ถือว่าปรามาสสัจธรรมนะครับ และนี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไปทั่วราวกับสัจธรรมเป็นของฮิตติดปากไปแล้ว

การพูดสัจธรรมส่งเดช ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคู่สนทนาที่สอดคล้องต่อสถานการณ์ตรงหน้า เหมือนหลบหนีไปอยู่ในโลกของสัจธรรม หรือพูดกันตรงๆว่ายึดตัวบัญญัติของสัจธรรม แบบนี้จะทำให้การสื่อสารผิดพลาดได้ ซึ่งการพูดสัจธรรมลักษณะนี้มันไม่เป็นธรรมชาติและไม่ยืดหยุ่นครับ ถ้ายิ่งทำแบบนี้บ่อยๆเข้า ก็จะยิ่งมีคนปฏิฆะสัจธรรม ปฏิฆะหลวงพ่อและวัดมากขึ้น และถ้ามันมากเกินไป ดีไม่ดีทุกคนอาจจะเห็นคุณเป็นคนคลั่งศาสนาไปเลยก็ได้ แม้ว่าคุณจะพูดวลีเดียวกับหลวงพ่อเป๊ะๆเลยนี่แหละ (ไม่เชื่อไปดูวิธีที่คุณคนอยู่ป่าสนทนากับผมสิครับ ท่านไม่ปล่อยให้ผมหลุดวงโคจรด้วยคำแปลกๆเลย ใช้คำเรียบง่าย แนบเนียนแต่อานุภาพของสัจธรรมน่ะสุดๆ)

คือต้องเข้าใจก่อนครับว่า เราอยู่บนโลกสมมติ แต่ไม่ใช่ว่าการที่มันเป็นโลกสมมติ แล้วเราจะวางตัวแปลกแยก หรือเอาสภาวะของตนที่ว่างอยู่แล้วมาปนกับสมมติเพราะมันแสนจะโคตรสับสนสำหรับทั้งตัวเองและคู่สนทนา

หรือกระทั่งการพูดสัจธรรมด้วยความสงสารสรรพสัตว์ พูดออกไปเพราะเห็นใจสรรพสัตว์ พูดเพราะเมตตาสรรพสัตว์ พูดเพราะหลวงพ่อให้พูด พูดเพราะเราสว่างแล้วพูดได้ พูดเพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ในการโปรดสรรพสัตว์ ฯลฯ ถ้ายังมีเหตุผลต่างๆเหล่านี้ครอบงำอยู่ การสื่อสัจธรรมที่สื่อออกไปก็จะแปลกแยกและมีแง่มุมไปตามนั้น พูดสัจธรรมมันต้องเนียนๆ ใช้ภาษาง่ายๆ ไม่ใช่การพูดจาเหมือนอยู่คนละโลกครับ

ปัญหาส่วนใหญ่ของการพูดสัจธรรม คือไปยึดเอาสมมติบัญญัติที่เป็นสื่อสัจธรรมว่าเป็นสัจธรรมเสียเอง ซึ่งสัจธรรมจริงๆนั้น เรียกได้ว่า มันไม่มีอะไรแตกต่างอยู่แล้วในทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะนิพพานหรือสังสารวัฏมันก็ไม่แตกต่าง พอหลงไปยึดสัจธรรม ก็มีสังสารวัฏขึ้นมา เกิดความแตกต่างทันที พอตอบเขาไม่ได้ก็ ไปโน่น ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไร แบบนี้ในโลกสมมติถือว่าเลี่ยงบาลีครับ ไม่ใช่ดับว่าง เพราะความหมายทั้งหมดในโลกสมมตินั้นเกิดขึ้นกับฝั่งคู่สนทนา ถึงแม้ว่าคุณจะบอกว่าคุณว่างก็เถอะ แม้ว่าคุณเข้าใจคำของหลวงพ่ออย่างแจ่มแจ้งก็เถอะ แต่ฝั่งคู่สนทนามันไม่รู้เรื่อง พูดสัจธรรมโดยที่ไม่ล้างแง่มุมให้หมดแบบนี้เป็นกรรมในการปรามาสสัจธรรมครับ

หรือคนที่ยึดหลวงพ่อฯก็เหมือนกัน บางคนเวลาพูดจะลอกคำหลวงพ่อมาพูดทั้งดุ้น แล้วก็บอกว่าคำหลวงพ่อพูดยังไงก็ไม่ผิด ถ้าผิดก็โน่นไปเคลียร์กับหลวงพ่อฯ...เอาเข้าไป

มีเหมือนกันที่กล่าวหาว่าผมพูดไม่ตรงสัจธรรมเพราะไม่มีคำที่หลวงพ่อใช้เลย เฮ้ออีกที

ผู้ที่จะพูดสัจธรรมได้แบบหลวงพ่อเป๊ะๆทั้งคำพูด ลีลาและอานุภาพได้นั้น บารมีต้องได้ด้วยนะครับ บารมีผมมันไม่ถึงไง ไม่กล้าก็อปครับ ผมจะพิมบทความก็ต่อเมื่อมันว่าง(จากการเลี้ยงลูก...ฮา) ผมเลยไม่เกร็งในการที่จะพูดออกไป ปล่อยไหลเลย ไม่ได้กลัวผิดด้วยเพราะ หลวงพ่อบอกเองว่าพอมันว่างแล้วมันจะออกมาเองเป็นอัตโนมัติ อัจฉริยะไปเอง ซึ่งผมก็เชื่อท่าน เราไม่ใช่ตัวเราอยู่แล้ว แต่เราเป็นเพียงช่องทางการสื่อสารเท่านั้น สัจธรรมจริงๆน่ะไม่ติดยึดรูปแบบหรอกครับ ว่างเอาไว้ อะไรๆก็เป็นสื่อสัจธรรมได้เหมือนกันหมด เหมือนทีวีน่ะ ตัวทีวีเองมีเนื้อหาเสียที่ไหน ทีวีมันรับเนื้อหาจากสถานีฐานทั้งนั้น

ดังนั้นใครที่บอกว่าตนเองใช้คำของหลวงพ่อเป๊ะๆไม่ผิดก็ รู้ไว้นะครับ แบบนั้นน่ะไปยึดติดรูปแบบเข้าให้แล้ว

การสื่อสารสัจธรรมออกไปนั้น ไม่ใช่มีแค่คำพูด แต่มันต้องว่างจริง ไม่ยึดจริง ถ้ายังยึดสัจธรรมอยู่ ถ้ายังยึดหลวงพ่ออยู่ สัจธรรมที่สื่อออกไปมันจะคลายคู่สนทนาอออกไม่หมดครับ ดีไม่ดีอาจจะไม่คลายเลยด้วยซ้ำ เพราะมันไม่ว่างจริง และการที่ยึดอยู่กับหลวงพ่อกับสัจธรรมนี่แหละ มันจึงทำให้เกิดเป็นวิธีการ รูปแบบขึ้นมาตีกรอบครอบงำการพูดสัจธรรมจนคับแคบไม่เป็นธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว ภาษาการแสดงเรียกว่า "แข็งเป็นท่อนไม้" ไร้ลีลาโดยสิ้นเชิง ซึ่งจริงๆการพูดสัจธรรมนั้นเป็นลีลาครับ ที่เรียกว่า ลีลาธรรม นั่นแหละ การแสดงธรรมทั้งหมดก็ถือเป็นมายาทั้งนั้น เมื่อการพูดสัจธรรมแข็งกระด้างมีเหลี่ยมมุมแล้ว คู่สนทนาจะสัมผัสได้ถึงความติดขัดข้องคา ความคับแคบตีบตันทันที ซึ่งถ้าจะเอาแต่โทษคู่สนทนาแบบนี้ก็อย่าพูดสัจธรรมดีกว่าครับ

ผมชอบฟังเรื่องราวที่หลวงพ่อแสดงธรรมต่อคู่สนทนาหรือกับบรรดาลูกศิษย์ทั้งในวัดและนอกวัดในวาระต่างๆมาก เพราะถือว่าเป็นลีลาการแสดงธรรมที่สุดยอดจริงๆ ทั้งน้ำเสียง จังหวะจะโคนในการปล่อยประโยค สีหน้าท่าทางของท่านนี่ลงตัวเป๊ะๆในการตีให้คู่สนทนาหลุดจากความหลงยึดชนิดเด็ดขาดบาดใจ..แต่ผมก็ไม่ได้ยึดลีลาหรือคำพูดของท่าน เพราะผมทำแบบท่านไม่ได้ บารมีมันไม่ถึงครับ รู้ตัว

การพูดสัจธรรมโดยใช้คำพูดของหลวงพ่อเป๊ะๆเพราะกลัวว่าถ้าใช้คำพูดของตนจะเกิดเป็นกรรมอีก แบบนี้ไม่ต้องพูดดีกว่าครับ ถามจริงๆถ้าว่างแล้วความกลัวมันจะมาจากไหน มาจากส่วนไหนของสุญญตาหรือครับ ว่างจริงแล้วมันจะกลัวกรรมได้หรือครับ ในเมื่อกรรมจริงๆก็ไม่มี สังสารวัฏจริงๆก็ไม่มี

ผมเขียนออกมาแบบนี้ก็อาจจะมีคนเคืองขึ้นมาอีกว่าจะเอายังไงกันแน่วะถึงจะถูก หรืออาจจะมีคนคิดไปอีกว่าทำไมการพูดสัจธรรมมันยากขนาดนี้

จริงๆมันก็ง่ายครับ ก็วางทั้งหลวงพ่อและสัจธรรมนั่นแหละ พอวางแล้วมันจะว่างจริง จากนั้นก็ปล่อยให้มันไหลออกมาเองโดยไม่ต้องไปฝืนยึดรูปแบบอะไรหรือพยายามอะไรซ้อนเข้าไปอีก ที่เหลือก็โต้ตอบกับปฏิกิริยาของคู่สนทนาให้ตรงเป้าตรงประเด็น อย่าพูดวลีหรือประโยคที่คุณคิดว่านี่คือทีเด็ดแต่ไม่เชื่อมโยงกับการสนทนาออกไป เพราะมันจะทำให้คู่สนทนาแปลควาว่าเป็นการเลี่ยงบาลีหรือตัดบท แม้ว่าคุณจะบอกว่าดับว่างก็ตาม คือดับว่างของคุณน่ะอาจจะใช่(หรือคิดเอาเอง) แต่คุณปล่อยให้คู่สนทนางงและปฏิฆะสัจธรรมนี่เป็นกรรมยิ่งกว่าอีกนะครับ ให้ธรรมครึ่งๆกลางๆแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน สิ่งที่คุณสื่อออกไปนั้นคู่สนทนาจะเป็นผู้ตัดสินครับว่าเข้าใจหรือไม่ ไม่ใช่คุณ นี่คือความจริงและกติกาบนโลกสมมติที่เราใช้ในการสื่อสารสัจธรรม

การเลือกเครื่องมือสื่อสารนั้นก็สำคัญ ผมว่าพูดเป็นคำพูดน่ะดีที่สุด เพราะผมเชื่อว่าทุกคนพูดคล่องกว่าเขียน เพราะเราพูดกันมาทั้งชีวิต ถ้าหากเลือกใช้เครื่องมือสื่อสารที่ตนเองไม่ชำนาญ จะกลายเป็นว่า ทักษะการใช้เครื่องมือสื่อสารที่กระท่อนกระแท่นนั้นก็จะบดบังและลดทอนอานุภาพของสัจธรรมไปเลย พูดง่ายๆว่าอุปสรรคจากเทคนิคการใช้เครื่องมือสื่อสารควรจะน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนมีกระบี่แต่ไร้กระบี่นั่นแหละ

อย่าลืมนะครับว่าสัจธรรมน่ะ ไม่เนื่องด้วยวิถี ไม่เนื่องด้วยวิธีการ ไม่เนื่องด้วยรูปแบบอะไรทั้งนั้น วางให้หมดแล้วมันจะเป็นไปเองครับ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือสิ่งที่ผมเห็นและสัมผัสได้จากลูกศิษย์หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตหลายๆท่าน มันไม่ใช่ความผิดอะไรหรอกครับ เป็นเพียงสภาวะที่ติดขัดข้องคาเท่านั้น ซึ่งที่สุดแล้วมันจะคลายไปเอง แต่ผมขอเขียนเอาไว้สักนิดเผื่อผู้ที่มาใหม่จะได้รู้เอาไว้ว่าอาการเหล่านี้นั้นแสดงว่าคุณได้เข้าไปยึดในสัจธรรมเข้าให้แล้ว

ส่วนจะสนใจหรือไม่สนใจ พอใจหรือไม่พอใจก็อโหสิครับ

2 comments:

  1. สุดยอดธรรม (ขอชื่นชมในธรรมที่ท่านแสดงครับ กระจ่างชัดจริงๆ) :)

    ReplyDelete
  2. โปร่งโล่ง..โพล่งงงเบา ไร้..ขอบเขต
    สาธุ...โสสสสสสสสส..หมดจิตหมดใจจ่ะ

    ReplyDelete