Saturday, February 2, 2013

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไรเลย!!!

ไม่ต้องตกใจครับ และไม่ได้เข้ารกเข้าพงด้วย
แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไรพวกเราเลยจริงๆ!!!

เพราะอะไร?

พระพุทธเจ้าท่านทรงนำเอา สัจธรรมความเป็นจริงที่มัน "โดยธรรม โดยเนื้อหา" อยู่แล้ว มา "ประกาศ" หรือสะท้อนให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้รับรู้ ได้เข้าใจให้ตรงตามความเป็นจริง จะได้เลิกหลง ล้างโมหะอวิชชาให้สิ้น แล้วจะแจ้งในสัจธรรมหรือนิพพานด้วยตนเอง


ดังนั้นที่บอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ "สอน" นั้นก็เพราะว่า สัจธรรมไม่ได้มีเอาไว้ศึกษา ไม่ได้มีเอาไว้วิเคราะห์ วิจัยวิจารณ์ หาความเห็นความหมาย จัดหมวดหมู่แยกเนื้อหา จัดเก็บเป็นฐานข้อมูลเอาไว้อ้างอิงให้ปุถุชนได้ถกเถียง(แถ)หาปัญญาในความมืดได้อย่างยั่งยืน แต่มีเอาไว้เพื่อล้างสังสารวัฏ ถ้าหมดสังสารวัฏเมื่อไหร่สัจธรรมซึ่งเป็นสมมติบัญญัติที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมาก็จะหมดความหมายไปด้วย

ถ้าบอกว่าพระพุทธเจ้าท่านทรง "สอน" เราถึงความเป็นจริง การสอนนั้นก็จะเกิดนัยยะแห่งกระบวนการศึกษา เรียนรู้ วิเคราะห์ ปรงแต่ง จดจำตามมา ซึ่งทั้งหมดในกระบวนการศึกษาพระธรรมหรือสัจธรรมนั้น เป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดสังสารวัฏโดยตรง

ถามว่าพระพุทธเจ้าท่านมาล้างสังสารวัฏ แล้วการที่ท่านมาประกาศสัจธรรมเพื่อความสว่างไสวแห่งเนื้อหาเดิมแท้ ท่านคงไม่ได้ต้องการให้เราไปวนในธาตุขันธ์จนเกิดเป็นสังสารวัฏซ้อนลงในสัจธรรมจนมืดตึ๊ดตื๋อหรอก...จริงไหมครับ?

ดังนั้นสัจธรรมที่แท้จึงมีลักษณะที่เข้าใจง่าย สั้น ตรง ไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องแปล ไม่ต้องย่อย ไม่มีความหมายซ้อน 2-3 ชั้น ไม่ก่อให้เกิดการใช้ขันธ์ในการตีความมากเกินไป ไม่ชี้สั่งให้ทำ (ไม่ต้องทำ) และที่สำคัญคือต้องได้บทสรุปที่ตรงต่อเนื้อหา ไม่อย่างนั้นก็จะเกิดการวนในขันธ์ในการหาคำตอบ(ที่ไม่ใช่)อีก

คิดดูก็แล้วกันว่าการศึกษาสัจธรรมที่ทำให้คนวนจนมืดมัวไปหมดน่ะ มันใช่สัจธรรมหรือเปล่าเล่า?

ดังนั้นไอ้ที่บอกว่าพระพุทธศาสนาคือระบบการศึกษาน่ะ มันเป็นเพียงการตีความอันคับแคบของเถรวาทเท่านั้นเอง เพราเถรวาทนั้นมีพระไตรปิฏกที่สมบูรณ์ที่สุด

แต่ในความที่มันสมบูรณ์ที่สุดนั่นแหละ จึงทำให้ชาวพุทธทั้งหลายเข้าไปยึดติดอยู่กับจำนวนหน้ากระดาษ ปริมาณเนื้อหาอันมหาศาลและ จำนวนตู้ที่บรรจุว่าเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งประเสริฐ จึงเกิดเป็นกระบวนการศึกษาพระอภิธรรมขึ้นมาภายหลังยุคพุทธกาล แต่ที่สุดแล้วการศึกษาในระบบแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ศึกษาได้บทสรุปอันเป็นเนื้อหาสัจธรรมที่แท้จริงเลยแม้แต่คนเดียว

ในยุคพุทธกาลนั้น ไม่มีการศึกษาสัจธรรมครับ ฟังสัจธรรมแล้วก็จบได้เลย คลายออกได้เลยทันที ยุคพุทธกาลจึงไม่มีหลักสูตรการศึกษา ไม่มีคอร์สสอนกรรมฐาน(เพราะกรรมฐานเป็นของฤษีชีไพร) ทุกคนที่ได้ฟังสัจธรรมก็จะคลายออกจากอุปาทานความยึดติดเองโดยธรรมชาติ ไร้ขั้นตอน ไร้วิถีวิธีการ โดยไม่มีคำว่าเพื่อนิพพาน เพื่อนั่นเพื่อนี่มาค้ำคอล่อให้เกิดกิเลสในนิพพานซ้อนลงไปอีก

ย้ำอีกทีนะครับ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไรเราเลยแม้แต่นิดเดียว!!!

สิ่งที่ท่านทำคือชี้ทางออกให้ แล้วเรานั่นแหละจะต้องออกมาเอง ปลงสังสารวัฏทิ้งเอง ไม่ต้องไปศึกษาว่าท่านชี้อะไร ชี้อย่างไร แล้วจะออกอย่างไร หรือทำอะไรก่อนที่จะออกได้

และท่านก็ไม่สามารถอุ้มใครออกจากสังสารวัฏได้ด้วย และถึงทำได้ท่านก็ไม่ทำ เดี๋ยวมันจะเคยตัว(ฮา)

ก็ท่านบอกอยู่แล้วว่าสังสารวัฏนั้นเกิดจากโมหะอวิชชา ก็ละมันเสีย ปลงมันเสีย โมหะอวิชชามันก็ติดอยู่กับ "รู้" อยู่กับ "เห็น" อยู่กับ "เป็น" ของเรานั่นแหละ

ก็เพียงแค่ "ไม่ต้อง" อะไรกับอะไรเอาไว้ตลอด มันก็ไม่ไหลไปกับโมหะอวิชชาแล้ว นั่นแหละจบได้ทันที เพราะขณะจิตที่เกิดขึ้นมาจากการหลงไปนั้นก็คือสังสารวัฏ หนึ่งขณะจิตที่หลงก็คือหนึ่งขณะหรือหนึ่งภพแห่งสังสารวัฏ

เมื่อขณะจิตที่ประกอบไปด้วยความหลงดับลง สังสารวัฏจึงดับลงทันที ไม่ต้องรอบำเพ็ญหรือรอภาวนาให้จนถึงที่สุดก่อนแล้วค่อยไปนิพพาน...ไม่ใช่

นิพพานไม่ใช่ที่อยู่หรือเขตแดนพิเศษใดๆ แต่นิพพานนั้นคือความไม่ยึดติดกับสภาวะธาตุ สภาวะธรรมใดๆ นิพพานจึงไม่เป็นตัวตนอะไร และนิพพานนั้นมันอยู่แล้วตลอด ทุกที่ทุกเวลา ตามกฏไตรลักษณ์...หรือใครจะเถียงว่ากูไม่อยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์!!!

ต่อเมื่อโมหะดับลงเมื่อไหร่ก็จะแจ้งเองว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้วตลอด

ดังนั้นไม่ต้องไปศึกษาหรอกครับ เพราะไม่มีใครแจ้งตอนเป็นปุถุชนแม้แต่คนเดียว เปิดใจฟังสัจธรรมตรงๆเดี๋ยวก็รู้เอง

No comments:

Post a Comment