Monday, February 4, 2013

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ดับกิเลส

จริงๆถ้าชาวพุทธเฉลียวใจกันสักนิดนึง คงไม่มีใครไปนั่งสมาธิ เดินจงกรมเพื่อดับกิเลสหรอกครับ

ก็เพราะว่ากฏไตรลักษณ์นั้นเป็นสามัญลักษณะ 3 ประการที่เป็นสถานะพื้นฐานของทุกสรรพสิ่ง แม้กระทั่งกาย จิต โมหะ ตัณหา อุปาทาน ก็ล้วนอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ความเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา ทุกขัง ความเสื่อมไปเป็นธรรมดา อนัตตา ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนอย่างแท้จริง

ด้วยเหตุนี้ กิเลสทุกสายพันธุ์ก็เหมือนกันหมด ทั้ง โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นแล้วมันก็ดับของมันไปเองเมื่อเหตุหมด ไม่ได้เป็นมลทินกับอะไร ไม่ได้ทำให้ใครต่ำหรือโสมม ก็หลงไปตอกย้ำมันเองไม่ต้องโทษใคร ทั้งที่จริงๆแล้วกิเลสก็เป็นเพียงสภาวธรรมที่ไม่มีความหมายอะไร เพราะมันอนัตตาอยู่แล้ว จะเอาใครไปมีความหมายกับมันได้เล่านอกเสียจากหลงเอานั่นแหละ

นักปฏิบัติและชาวพุทธทั้งหลายนั้นไปตั้งแง่รังเกียจกิเลสในรูปแบบต่างๆ พยายามจะกำจัดมัน พยายามจะตัดมัน พยายามจะดับมัน รู้สึกผิดบาปขึ้นมาเมื่อกิเลสกำเริบ โดยคิดเอาเองว่าหากไม่มีกิเลสแล้วก็จะพ้นทุกข์บรรลุธรรม..รู้หรือเปล่าว่า การไปรังเกียจกิเลสก็เป็นกิเลสตัณหาซ้อนกิเลสตัณหาอีกที เรียกว่านักปฏิบัติทั้งหลายโดนตัณหาตลบหลังกันถ้วนหน้าไปเรียบร้อยแล้ว

และที่มัวแต่ไปพยายามดับกิเลส ตัดกิเลสนั้นก็โมหะอวิชชาล้วนๆ หลงปรุงแต่งไปเองว่า เรามีกิเลส เราไม่ดี เรายังไม่บริบูรณ์ เราเป็นคนบาป เรายังหลงอยู่ สติเรายังไม่ตื่นพร้อม มี"เรา"เป็นประธานไปซะทุกเรื่อง ทุกประโยคที่ตอกย้ำตัวตนลงไป นั่นแหละอัตตาซ้อนในธรรม ทุกอย่างเกิดจากความหลงว่าเป็นตัวตนหรือสักกายทิฏฐิทั้งนั้น

เมื่อไหร่ก็ตามที่หลงไปพยายามดับกิเลส เมื่อนั้นการปรุงแต่งบนโมหะอวิชชาว่ามีตัวตน(สักกายทิฏฐิ)ก็เกิดขึ้นแล้วทันที จิตมันหลงไปอุปาทานสภาวะนั้นแล้ว เกิดเป็นตัวตน(ชั่วคราว)บนสภาวะธรรมที่เราสมมติว่ามันคือกิเลสขึ้นมา สมมติเอาว่ามันไม่ดี เป็นสมมติบัญญัติที่แปะป้ายให้กับสภาวะธรรมหนึ่งที่อิงตัณหา-วิภวตัณหาในการเกิด ซึ่งโดยความเป็นจริงแห่งสัจธรมแล้ว มันไม่มีความหมายอะไรเลย พูดง่ายๆคือ มันเป็นความหลงไปพยายามที่จะดับสิ่งที่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วนั่นเอง แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ เพราะดันไปอุปาทานเอากับจิตของตน ปรุงแต่งเป็นโมหะจิตขึ้นมา จนกลายเป็นสักกายทิฏฐิตอกย้ำซ้ำซ้อนแบบไม่รู้ตัว กิเลสนั้นก็ไม่หายไปไหนเพราะมันก็ติดอยู่กับสักกายทิฏฐิของตนนั่นแหละ

หรือบางคนอาจจะบอกว่า เราไม่ได้ดับกิเลส เพียงแต่เราแค่ดูกิเลสด้วยสติตั้งมั่นเป็นกลางจนมันดับไปเพื่อให้เกิดปัญญาหลุดพ้นเอง....

???

เล่นภาพช้านะครับ...."เรา" เอา "สติ" ไปดูกิเลสด้วยความเป็นกลาง...กลางจากอะไร? ตัวตนรึ? คติ-อคติรึ?

บอกให้ก็ได้ว่าต่อให้ดูไปกี่หมื่นกี่แสนครั้งก็ละกิเลสไม่ได้หรอกครับ เพราะการ"ดู" นั้นมันก็คือการปรุงแต่งในการดู จนเกิดเป็นจิตผู้รู้ขึ้นมา แล้วดูไปบนสมมติแห่งสภาวะที่ปิดบังสัจธรรมความเป็นจริงอยู่ เป็นการดูผ่านสักกายทิฏฐิที่นักปฏิบัติทั้งหลายพยายามละกันแทบตาย คือดูแล้วอุปาทานเห็นว่ามันเป็นกิเลส แต่จริงๆเป็นเพียงสภาวะธรรมที่ไม่มีความหมายอะไร "ดู" นั้นคือกิริยาที่มีตัว "เรา" เป็นประธานในการหลงเข้าไปดู เกิดเป็นนามธรรม มันมี"เรา"คอยมีวิภวตัณหาคอยผลักไสกิเลสที่ถูกดูอยู่เรื่อย ดูปั๊บรูปธรรมหรือสิ่งที่ถูกดูก็เกิดขึ้น เสร็จแล้วก็ทำได้แต่การวางรูปนั่นแหละ แต่วางตัวรู้ของตัวเองไม่เป็น แล้วนามรูปน่ะโมหะทั้งนั้นนะจ๊ะ วังเวงล่ะงานนี้

เพราะอะไร?

ก็ทุกสิ่งล้วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว มันจึงหมดสิทธิ์ที่"เรา"จะเข้าไปทำอะไร หรือเข้าไปดับอะไร เพราะมันก็จะเกิดและดับเองตามเหตุและปัจจัยที่มากระทบ แต่เมื่อหลงว่าเป็นเรา โดยอนุมานเอาจากการเห็น ได้ยิน สัมผัสผ่านอายตนะ มันก็เลยหลงมีเราขึ้นมาเป็นเจ้าของกิเลส หลงมีเราขึ้นมาอึดอัดขัดเคือง หลงมีเราขึ้นมาตัดสินให้ค่ากิเลส หลงมีเราเลือกที่จะดับกิเลสหรือปล่อยให้มันเป็นไป สุดท้ายก็เลยหลงมีเราขึ้นมาดูกิเลส เพื่อที่จะหลงไปมีปัญญา หารู้ไม่ว่าแค่ไปดูมันก็อุปาทานบนกิเลสแล้ว กิเลสปรากฏมีขึ้นแล้ว กิเลสจึงเป็นกิเลสขึ้นมา แถมปัญญาที่ได้จากการไปหลงดูมันก็คือปัญญาจากอวิชชาที่เคลือยแฝงอยู่นั่นเอง เป็นโมหะในปัญญาจ๊ะ ของปลอมยกแผง เอามั๊ย

โดยความเป็นจริงที่ผู้คนทั้งหลายไม่รู้นี่แหละว่ากิเลสตัณหาทั้งหลายก็เป็นเพียงสภาวะธรรมภายใต้กฏไตรลักษณ์เหมือนกัน ไม่ต้องไปพยายามดับมัน พอหมดเหตุหมดเชื้อ ไม่ต่อเชื้อให้มันมันก็ดับของมันเองอยู่แล้ว พอมีเราเข้าไปดู เข้าไปดับ เข้าคอย เข้าไปเฝ้าระวังจิต ทีนี้ล่ะมันอยู่ยาวเลย เพราะ "ตัวเอง" หรือ สักกายทิฏฐิ นั่นแหละที่เป็นต้นทางของตัณหาตัวจริงเสียงจริงเลย

อีกอย่างคือ กิเลส ไม่ใช่สิ่งที่สกปรกน่ารังเกียจอะไร ที่เราไปตั้งแง่รังเกียจมันก็เพราะทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่ดูเหมือนจะเลวร้าย แล้วเราก็พยายามกำจัดมันเพื่อให้โลกมันน่าอยู่ขึ้น เราหวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น ตัณหามันหลอกให้เรารังเกียจมันเพื่อที่มันจะได้แอบซ่อนตัวอยู่กับเราต่อไป จัดฉากหลอกให้เราวางตัวล่อเป้าแล้วมันก็ยังลอยนวลอยู่ ว่าแล้วแล้วมันก็หลอกให้เรามีตัณหากับความดีอีก คนอยากดีเต็มบ้านเต็มเมืองคิดหรือว่ามันจะไม่ยุ่งเหยิง มันก็สาละวนพอๆกันนั่นแหละ หมดอยาก หมดไม่อยาก ได้เดี๋ยวมันก็เลิกยุ่งไปเอง

จะกิเลสกี่ตระกูลก็ช่างมันเลย...ปล่อย ไม่ต้องไปปฏิฆะมัน ไม่ต้องไปดิ้นรนที่จะกำจัดมัน ไม่ต้องดิ้นรนที่จะทำจิตให้ขาวรอบ ขาวกลูต้าอะไรเลย เพราะมันจะเจือไปด้วยโมหะ ตัณหา ที่อยากจะให้มันดี ที่อยากจะให้มันพ้นทุกข์ ที่อยากจะให้มันขาวรอบ

น่าเสียดายที่ "ตัว" ท่านทั้งหลาย(สักกายทิฏฐิ) ซึ่งติดมากับการรู้การเห็นการพิจารณานั้น หมดสิทธิ์ที่จะแจ้งในนิพพานโดยเด็ดขาด เพราะไอ้นั่นน่ะ สังสารวัฏล้วนๆ ก็ทิ้งมันซะเลย เลิกฝึกดูฝึกรู้ เพราะยิ่งฝึกก็ยิ่งไปเจริญสักกายทิฏฐิในการดูการรู้การพิจารณาไปเรื่อย เมื่อทิ้งรู้แล้วนั่นแหละ มันก็จะรู้เปล่าๆของมันไปเอง โดยไร้คติอคติ ไร้ความลำเอียง ไร้ความหมาย ไร้ตัณหาอุปาทาน ไร้สักกายทิฏฐิซ้อนในการรู้นั้นๆ

นี่แหละคือการละสักกายทิฏฐิโดยที่ไม่ต้องไปสาละวนละอะไรเลย

No comments:

Post a Comment