Monday, February 4, 2013

พระพุทธศาสนาไม่ใช่ระบบการศึกษาหรือศาสนาแห่งปัญญา

ด้วยความเข้าใจผิดข้างต้นนี่แหละครับ ที่ก่อให้เกิดการศึกษาสัจธรรมเพื่อปัญญา แล้วก็เป็นปัญญาเพื่อการหลุดพ้นเป็นลำดับสุดท้าย

ซึ่งส่วนใหญ่...หรือแทบจะทั้งหมด ไปติดอยู่ที่ปัญญาทั้งนั้น ทิ้งปัญญาไม่ได้ กลัวไร้ตัวไร้ตนกันหมด

สัจธรรมแห่งองค์พุทธะนั้น ไม่ได้มีขึ้นเพื่อการเจริญปัญญาครับ แต่เป็นไปเพื่อการล้างความหลงของสรรพสัตว์ และสัจธรรมของพระพุทธองค์นั้นสรุปรวบยอดแห่งปัญญามาเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องศึกษาลัดสั้นไปที่จบให้ตนเองได้เลย

ในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ก็ไม่ได้ให้ใครศึกษาพระธรรม มีแต่การฟังเทศนาธรรมเช้าเย็น พระองค์ท่านก็ตอบปัญหาธรรมให้ญาติโยมและพระสาวกทั้งหลาย ให้คลี่คลายออกจากความหลงที่ติดขัดข้องคาอยู่

ต่อเมื่อในรุ่นหลังๆมา ได้มีการจดบันทึกรายละเอียดต่างๆของเนื้อหาสัจธรรมมากขึ้นๆ ลงรายละเอียดไปถึงขั้นตอนวิธีการ มีการแบ่งหมวดหมู่ จำแนกแยกแยะเนื้อหาที่บันทึกขึ้น ก่อให้เกิดโครงสร้าง วิถี วิธีการ จนซับซ้อนเกินกว่าที่ผู้ศึกษาจะหาบทสรุปเองได้ ประกอบกับการสะท้อนสัจธรรมจากจิตสู่จิตได้ถูกกีดกันไปเป็นอีกนิกายหนึ่ง จึงก่อให้เกิดระบบการศึกษา การเรียนการสอนขึ้น แล้วก็กลายเป็นศาสนาแห่งปัญญา แบบที่หลงเข้าใจผิดกันในปัจจุบัน พอทุกคนคิดว่ายุคนี้เป็นรุ่งอรุญแห่งปัญญา มันก็เลยกลายเป็นอัสดงแห่งเนื้อหาสัจธรรมไปพร้อมๆกันนั่นแหละ เพราะมันแต่ไปเจริญปัญญาอย่างเดียว

ในความเป็นจริงแล้วเนื้อหาสัจธรรมนั้นไม่มีอะไรเลย เพราะนิพพานนั้นว่างเปล่าจากความหมายในความมี ความเป็นใดๆ สัจธรรมที่เราได้ยินได้ฟัง ได้อ่านจึงเป็นเพียงเนื้อหาที่สมมติขึ้น อุปโลกน์ขึ้นเพื่อล้างโมหะความหลงที่ว่าทุกสรรพสิ่งที่สัตว์โลกรับรู้ผ่านทางผัสสะ อายตนะมีและเป็นจริง

สัจธรรมจึงมีขื้นเพราะมีแง่มุมความหลงของสรรพสัตว์เท่านั้น ใครหลงแง่มุมไหนก็ล้างตรงนั้น ส่วนเนื้อหาอื่นๆที่ตนไม่ได้ติดขัดข้องคา ถ้าไม่รู้ก็ไม่เป็นอะไร เพราะมันจบอยู่แล้วไม่ต้องเข้าไปติดก่อนแล้วจึงหลุด เพราะแบบนั้นมันคือหลงปัญญา ปัญญาก็เป็นเรื่องสมมติ แล้วก็หลงไม่พอในการเจริญไปเสียเอง มันจึงจบไม่ลง

ด้วยเหตุนี้บางคนถึงกับบรรลุฉับพลันได้ง่ายๆ เพราะหลงน้อย บางคนที่ติดขัดข้องคามากหน่อย ก็จะค่อยๆคลายออกจากความหลงเมื่อฟังสัจธรรมมากเข้า ไม่ต้องนั่งศึกษาพระไตรปิฏกทั้งหมดเองเพื่อหาทางพ้นทุกข์ ไม่อย่างนั้นพวกเปรียญเก้าก็คงเป็นพระอรหันต์กันหมดแล้ว แต่เท่าที่เห็น รู้สึกจะเป็นแต่ผู้เชี่ยวชาญ กูรู กูรู้ ในการอ้างอิงสำนวนเสียส่วนใหญ่

ปัญญาที่จะพาให้หลุดพ้นจริงๆนั้นเป็นปัญญาชนิดตัด(ตัดสังสารวัฏ) เป็นโลกุตรปัญญา เป็นปัญญาที่แจ้งออกจากโมหะความหลงแล้ว คือมันจะเป็นปัญญาที่ตัดรอนอัตตาตัวตนอย่างเดียว ไม่ต่อ ไม่เจริญ อะไรๆก็ไม่ อะไรๆก็ไม่มีความเห็นความหมาย เพราะทุกสิ่งมันคือสมมติ มันจึงเป็นปัญญาที่เกิดจากอนัตตา คือว่างจากตัวตน ไม่ใช่โลกียปัญญาที่เอาตัวเอาตนเข้าไปขบคิด เชื่อมโยงเนื้อหา วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์เพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาสัจธรรม สะกดจดจำ จำแนกแบ่งหมวดหมู่ ตีความให้ค่า ปัญญาแบบนี้เป็นปัญญาที่ดำเนินอยู่บนโมหะความหลง ไปหลงยึดบนสมมติว่ามีจริง เป็นจริง ยิ่งเจริญปัญญาแบบนี้ก็จะยิ่งเพิ่มพูนอัตตาตัวตน เพราะยิ่งรู้ก็ยิ่งยึด สังเกตได้คือ ยิ่งศึกษายิ่งวกวนในความเป็นสังสารวัฏไม่รู้จบ ตั้งตนเป็นกูรู กูรู้กันมากมาย แต่จริงๆสิ้นหวัง จนกระทั่งสอนกันได้แต่ธรรมคู่ประเภททำดี เว้นชั่ว สะสมบุญเยอะๆนั่นแหละ เพราะตัวเองก็ไม่รู้รหัสนัยแห่งพระนิพพานเหมือนกันจึงหลงสอนไปแบบนั้น

ระบบการคิด วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ นั้นเป็นระบบที่ตั้งอยู่บนอนุสัยของความเป็นสัตว์ จะเอามาใช้เพื่อเข้าถึงเนื้อหาสัจธรรมอันไม่ใช่อะไร และพ้นไปจากสมมติบัญญัติทั้งปวงไม่ได้ มันไม่ใช่ที่เข้าใจเนื้อหาพระไตรปิฏกทั้งหมดแล้วจะนิพพาน แต่มันอยู่ที่จบเป็นไหม รู้รหัสนัยแห่งพระนิพพานที่จะหยุดให้ตัวเองเป็นไหม ไม่ใช่อะไรก็เจริญปัญญาตะพึดตะพือไปเรื่อย เพราะปัญญาแบบนี้มันไม่เคยพอ ยิ่งเจริญยิ่งติด และแก้ยากกว่าที่จะคลายออก

สภาวะธรรมมันก็มีให้พิจารณกันได้ไม่จบสิ้นอยู่แล้ว ธรรมมัน "มี" ก็เพราะหลงว่ามี แต่เนื้อหาสัจธรรมจริงๆน่ะ มันไม่มีอะไรเลย ว่างจากทุกอย่าง เนื้อหาจริงๆก็แค่จบให้กับตัวเองเป็น รู้จักวางจิตวางใจเป็น ไม่ต้องไปเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งกับสภาวะใดๆ ไม่ใช่เจริญปัญญาให้เต็มเหนี่ยวแล้วรอคอยนิพพานไปข้างหน้า มันไม่ใช่ หยุดตรงนี้ก็จบตรงนี้ทันที ตรงเนื้อหาสัจธรรมหรือพระนิพพานทันที

เนื้อหาสัจธรรมแท้จริงๆจึงไม่ใช่การศึกษา หรือการเอาสัจธรรมไปสนทนาเพื่อเจริญปัญญาก็ไม่ใช่ หากผู้นำสัจธรรมไปเผยแพร่ ไม่รู้รหัสนัยนี้ ก็จะนำสัจธรรมไปพาให้คนอื่นวนในปัญญาได้อีกไม่รู้จบ ตามอนุสัยเดิมของตน คือ ยังยึดติดกับวิธีการ ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางและความละเอียดอ่อนของการสื่อสัจธรรม ไม่เด็ดขาด ไม่กล้าฟัน ไม่กล้าล้างแง่ล้างมุมให้หมด ไม่พาเข้าหาบทสรุปให้จบ สังเกตได้คือ ไอ้วงไหนก็ตาม ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คนเข้ามาร่วมมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหน้าเก่าก็ไม่ไปไหน(เพราะจบไม่เป็น) หน้าใหม่ก็มาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั่นแหละครับผิดธรรมแล้ว กลายเป็นการเอาสัจธรรมไปเจริญปัญญากันแล้ว เป็นแบบนี้ก็ไม่จบ แถมยังเป็นกรรมกับตัวเองซ้อนเข้าไปอีก เพราะไปติดในสิ่งที่ตัวเองสอนเขาเอาไว้

สัจธรรมจริงๆไม่ใช่เนื้อหาที่จะทำให้ mass หรือ เป็นเนื้อหาเพื่อมวลชนได้ง่ายๆ เพราะ สัจธรรมนั้นเป็นปัจจัตตัง คือรู้ได้ด้วยตนเองเท่านั้น สัจธรรมแท้จึงต้องสะท้อนจากจิตสู่จิต สะท้อนจากว่างเพื่อล้างสังสารวัฏ ผลที่เกิดนั้น เกิดภายในใจของผู้รับโดยตรง ก็คือการคลายออกจากความยึดติดนั่นเอง ดูได้จากเทศนาธรรมตอนเดียวกัน คนหนึ่งฟังแล้วสว่างโพล่งออกทันที คนหนึ่งฟังแล้วก็ไม่คลาย ขึ้นกับว่ารหัสนัยในเทศนาธรรมตอนนั้นไปตรงหรือ "โดน" ใคร

การที่พยายามทำสัจธรรมให้เป็นสาธารณะนั้น ไม่ใช่ว่าใครก็ทำได้นะครับ ขื้นอยู่กับบารมีของผู้นั้นด้วยว่า มีบารมีพอที่จะส่งผ่านอานุภาพของสัจธรรมไปสู่สรรพสัตว์ได้ขนาดไหน ถ้าเอาความเป็นสังสารวัฏไปเผยแพร่ สัจธรรมก็จะไม่มีอานุภาพ เพราะผู้เผยแพร่เองไม่ได้มีเนื้อหาที่ตรงต่อสัจธรรม

นี่คือความผิดพลาดหลักๆของผู้เผยแพร่พระพุทธศาสนา คือ พยายามทำให้มันมีจุดร่วมกับคนหมู่มาก พยายามดัดแปลงเนื้อหาให้ "ตรงจริต" กับคนส่วนใหญ่มากเกินไป ลดทอนส่วนที่คนส่วนใหญ่รับไม่ได้ มันเลยไม่สามารถลบแง่ลบมุมความหลงให้ใครได้ เพราะฟังแล้วอ่านแล้วก็เป็นกลางๆ หาบทสรุปไม่เจอ หรือไม่กล้าสรุปเพราะเนื้อหาสัจธรรมนั้นมันขัดจริตของสรรพสัตว์ที่หวงตัวหวงตนเสียยิ่งกว่าอะไร การเผยแพร่สัจธรรมนั้นจึงต้องสมุจเฉทเด็ดขาด เพราะความห่วงหาอาลัยอาวรณ์ และความลังเลสงสัยในสรรพสัตว์ที่มีเยอะ จึงต้องให้กำลังความเด็ดขาดไปกับเนื้อหาสัจธรรมด้วย

สัจธรรมไม่ใช่การเลือกใช้คำซ้ำๆวนๆ เก๋ๆ พูดแล้วเท่ พูดแล้วมีคนเคารพนับถือว่าทรงภูมิ เพราะเนื้อหาสัจธรรมแท้ๆนั้นสามัญอย่างที่สุด พูดสัจธรรมแล้วจะเหมือนผู้ไม่ทรงภูมิเสียมากกว่า เพราะเนื้อหาสัจธรรมนั้นเรียบง่ายมากๆ เพื่อลดกำแพงภาษาและอุปสรรคในการทำความเข้าใจของผู้รับลงจนหมด ยิ่งกำแพงกั้นความเข้าใจน้อยลงเท่าไหร่ อานุภาพของสัจธรรมก็จะมากตามไปด้วย  และเมื่อสะท้อนออกไปแล้ว ก็จะมีอานุภาพคลี่คลายสรรพสัตว์ออกจากทุกข์ได้ฉับพลันทันที โดยไม่ทิ้งร่องรอยของเนื้อหาเอาไว้ในสัญญาความจำให้ไปขบต่อแต่อย่างใด (ยกเว้นแต่จะฟังแบบจับผิด)

พูดง่ายๆคือฟังแล้วล้างหมดนั่นแหละ ล้างแม้กระทั่งเนื้อหาสัจธรรมเอง ฟังจบก็จำเนื้อหาอะไรไม่ได้ คลายออกอย่างเดียว ว่างอย่างเดียว หมดจด ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆเอาไว้ให้ติดขัดข้องคาในปัญญา ในสัญญาความจำอีก ถ้าพูดสัจธรรมแล้วคนฟังเอาไปวนคิด ไปวนวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ ขบถึงเนื้อหาที่อยู่ข้างในคำพูดนั้น เพราะสิ่งที่พูดไปดันมีความหมายระหว่างบรรทัดเยอะ เว้นให้คนจินตนาการหรือคิดต่อเยอะ มันก็จะออกแนวสัจธรรมเพื่อการเจริญปัญญาแบบที่เป็นๆกันอยู่ในปัจจุบันครับ ถ้าแบบนี้ก็อย่าทำดีกว่าครับ เป็นกรรมเปล่าๆ ไม่มีประโยชน์อะไรกับสังสารวัฏ เพราะแบบนี้มีเยอะแล้วครับ

ส่วนพวกที่ฟังด้วยทิฏฐินี่ก็ช่างมันเถิด เพราะมันพยายามที่จะติดขัดข้องคาในตัวมันเอง ขัดขาตัวเองตลอด ทั้งๆที่หลวงพ่อก็บอกแล้วว่าฟังอย่าเอาอะไร ฟังแบบไม่อะไรกับอะไร

บารมีในการโปรดนั้นเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลครับ ไม่ใช่ว่าคนไข้ที่หายป่วยจากโรคสังสารวัฏแล้วจะเป็นหมอกันได้หมดครับ

No comments:

Post a Comment