Friday, February 22, 2013

ความแตกต่างระหว่าง "รู้" กับ "รู้เรื่อง"

สำนักปฏิบัติส่วนใหญ่ เมื่อให้ลูกศิษย์ฝึกปฏิบัติจนได้ที่แล้ว ก็ให้มาส่งอารมณ์หรือส่งการบ้านกับครูบาอาจารย์ที่คุมการปฏิบัติอยู่

ผมเองเมื่อสมัยปฏิบัติวิปัสสนาอยู่ก็ทำแบบนี้เหมือนกัน แต่มีข้อสงสัยว่า ทำไมบางที สภาวธรรมเดียวกันไปเล่าให้ครูบาอาจารย์หลายท่านฟัง ก็ได้คำตอบต่อสภาวธรรมนั้นๆแตกต่างกันไป สิ่งนี้ทำให้ผมถึงกับ  "ไปต่อไม่เป็น" เอาเลยทีเดียว จนวันที่ได้ฟังสัจธรรมจากหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต ความจริงทุกอย่างจึงได้รับการคลี่คลายแบบไม่มีอะไรขัดแย้งกันแม้แต่เรื่องเดียว

การที่นักปฏิบัติสามารถนำสภาวธรรมมาเล่าให้ครูบาอาจารย์หรือเพื่อนๆฟังได้อย่างเป็นตุเป็นตะนั้น เกิดจากสติปรุงแต่ง หรือ การซ้อนตัวเองลงบนสติ เพื่อตามดูตามรู้สภาวธรรมให้เป็นปัจจุบัน นั่นแหละครับ หลงไปแล้ว หลงไปดู หลงไปส่งการบ้าน คนตรวจก็หลงตรวจเอาอีก ช่วยกันวนอยู่กับโมหะอวิชชาออกไม่ได้สักที

นักปฏิบัติแทบทั้งหมดเข้าใจว่าตนเองกำลังเจริญสติโดยการตามดูตามรู้สภาวธรรมแบบที่พระพุทธเจ้าสอน หารู้ไม่ว่ากำลังไปปรุงแต่งในการดูการรู้ ไปสืบค้นเทียบเคียงความหมายของสภาวธรรมทั้งหลาย แล้วก็ย้อนกลับมาปรุงแต่งเป็นความหมาย ร้อยเรียงเป็นความต่อเนื่องของสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จนก่อให้เกิดเป็น "เรื่องราว" ยืดยาว เอามาคุยอวดกันได้อย่างเมามัน หารู้ไม่ว่านั่นคือ โลกียสติ เป็นสติแบบปุถุชน เป็นสติแบบที่เอาไว้ใช้ทำงานทำการ เอาไว้ขับรถ เอาไว้ทำครัว ทำกับข้าว ฯลฯ ไม่ใช่ โลกุตรสติหรือ มหาสติ หรือสติอริยะอย่างที่พระพุทธองค์ทรงบอกกล่าวเอาไว้ตั้งแต่ดั้งเดิม และไอ้ปัญญาที่ได้ก็เป็นโลกียปัญญา ที่รังแต่จะสร้างอัตตาในปัญญานั่นแหละ

ดังนั้นการที่เข้าไป "ฝึก" สติให้มากจึงไม่ได้ทำให้ใครบรรลุ จะมีก็แต่อัตตาในสติ อัตตาในปัญญา ฝึกไปก็นึกว่าตัวเองเจ๋ง จบแล้วบรรลุแล้ว พอเอาเข้าจริง มีแต่พวกไปทรงตัวเองในสติทั้งนั้น อึดอัดขัดเคืองในตัวเองตลอด พอฝึกมากๆเข้าแทนที่จะเจ๋ง ก็กลายเป็นเอ๋งแทน ทนไม่ได้ทนไม่ไหว เจออะไรกระแทกแรงๆหน่อย รีบข่มกันใหญ่ รีบดูกันใหญ่ ยิ่งดูยิ่งตอกย้ำอุปาทาน ยิ่งดูยิ่งเจ็บ นักปฏิบัติทั้งหลายที่ไปเจริญรู้ผ่านทางผัสสะอายตนะทั้งหลายจึงมีความรู้สึกไว เจอกระแทกจิตใจแรงๆก็จะเจ็บกว่าปกติ ทำไงก็ไม่บรรลุ พอมีอะไรมากระทบก็ได้แต่ดุสภาวะและวางสภาวะ แต่ไอ้ดัวที่ดู ที่วาง ที่ว่างนั่นล่ะมันคืออะไร ถ้าไม่ใช่อวิชชา

การที่ไปหลงตามดูตามรู้นั่นแหละครับคือ ตัณหาที่ขับเคลื่อนสติอยู่ ตัณหาขับเคลื่อนเพราะมันไม่เข้าใจสัจธรรมความเป็นจริง มันก็เลยพยายามที่จะดูที่จะรู้ พิจารณา(ปรุงแต่ง)ความหมายต่างๆให้เห็นตามกฏไตรลักษณ์ มันก็เลยเกิดอุปาทานความคาดหวังกับการดูการรู้ ปรุงแต่งในการดูการรู้จนเกิดเป็นทิฏฐิ หรือความเห็นความหมาย ความเห็นความหมายจึงเกิดจากการปรุงแต่ง การไป"ตัดสิน" และการหลงสรุปเอาว่า "ตน"เข้าใจตรงกับกฏไตรลักษณ์แล้ว หารู้ไม่ว่าไอ้ตัวที่ไปพิจารณานั่นเองก็คือ สักกายทิฏฐิ หรือ หลงไปเห็น หลงไปมีความหมายบนสภาวะธรรมต่างๆที่ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตนเจ้าของอยู่แล้ว นั่นแหละที่เรียกว่าหลงเห็นว่าเป็นตัวตน หลงก็คือโมหะ หลงก็คืออวิชชา และไอ้ที่ไปหลงรู้ก็ไม่ใช่วิชชา แต่มันก็คืออวิชชาตัวเดิมมันหลอกให้ดีใจเล่นว่าเข้าใจกฏไตรลักษณ์แล้วนั่นเอง

ทีนี้ถามว่าไปเจริญสักกายทิฏฐิแล้วมันจะละสักกายทิฏฐิได้ไงที่รัก?

นี่แหละคือเหตุที่ยิ่งพยายามปฏิบัติ พยายามจะเจริญสติภาวนา ก็กลับกลายเป็นการไปเจริญสักกายทิฏฐิแทน พี่เล่นแบบนี้ ต่อให้ปฏิบัติไป  7 วัน 7 เดือน 7 ปี 7 ชั่วโคตร แบบที่สร้างอุปาทานกันน่ะมันก็ไม่จบหรอก ต่อให้ 7 พุทธันดรก็ไม่จบ ถ้าไม่ได้ฟังบทสรุปแห่งสัจธรรม ที่ตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานจริงๆ ถึงแม้วันหนึ่งข้างหน้าอันไกลโพ้นอาจจะจบให้ตัวเองได้ แต่ก็รากเลือดล่ะจ๊ะ เรียกว่าจบแบบสะบักสะบอม...เอาไหม?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การ"เข้าใจ"กฏไตรลักษณ์ ไม่ใช่การ"ตรงต่อเนื้อหา"ไตรลักษณ์ เพราะการเข้าใจก็คือการหลงไปปรุงแต่ง ปรุงแต่งเอาบนโมหะทิฏฐิ แต่การตรงต่อกฏไตรลักษณ์นั้นก็คือการแจ้งตรงต่อเนื้อหานิพพาน ซึ่งมันเป็นหนังคนละม้วนเลยจ้า

ดังนั้นมันจึงไม่ใช่ที่ความเข้าใจ แต่คือการวางตัวมันเอง คลายตัวมันเองที่คอยพยายามซ้อนลงในจิตในใจ คอยพยายามที่จะรู้จะเข้าใจนั่นแหละ

เหมือนอย่างที่พร่ำบอกมาเกือบๆสามปีนั่นแหละว่า ไม่มีใครแจ้งในเนื้อหาพระนิพพานตอนเป็นปุถุชน มันต้องปล่อยทิ้งให้หมดเสียก่อน พอตรงต่อที่ว่างจากตัวตน หรือตรงต่ออนัตตาแล้วนั่นแหละก็คือการแจ้งตรงต่อนิพพาน มันยิ่งกว่าความเข้าใจอีกนะจ๊ะขอบอก

ส่วนไอ้ความพยายามกระเสือกกระสน พยายามที่จะเข้าใจนั้นเป็นเพียง โลกียปัญญา ตัณหาในปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจที่ไม่ต่างอะไรกับการอ่านหนังสือแม้แต่น้อย ตามดูตามรู้แบบนี้ไปเรื่อยๆก็อนุบาลตลอด ถ้าจะแจ้งตรงต่อเนื้อหานิพพาน ตรงต่อโลกุตรปัญญาได้นั้น ก็ต้อง ปล่อยตัวมันเอง วางตัวมันเอง คลายตัวมันเองจนตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานไปเอง แล้วโลกุตรปัญญาอันเป็นเนื้อหาแห่งพระนิพพานจะเกิดขึ้นเอง ไปทำเอาไม่ได้เลยจ้ะที่รัก

ซึ่งถ้าพยายามเอาตัวเองไปเจริญสติ มันก็กลายเป็นมิจฉาสติ เอาตัวเองไปเจริญปัญญาก็กลายเป็นมิจฉาปัญญาหรือโมหะในปัญญา เอาตัวเองไปเจริญความเห็นความหมายก็กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ เอาตัวเองไปเจริญรู้ เจริญเห็นก็กลายเป็นสักกายทิฏฐิ สรุปคือเข้าไม่ถึงความจริงแห่งสัจธรรมเลย ได้แต่การปรุงแต่งไปบนสมมติทั้งนั้น

ส่วนสติอริยะนั้น "รู้" อย่างเดียว ไม่มี "เรื่อง" เข้ามาเกี่ยว รู้เปล่าๆปราศจากความเห็นความหมาย รู้เสร็จแล้วก็ดับไปตรงนั้น  รู้แล้วดับลงทุกๆขณะ ไม่มีสันตติ(ความต่อเนื่อง) ไม่ต่อไม่ตาม เพราะหมดตัวตน หมดตัณหาซ้อนลงในสติ รู้แล้วก็ไม่ต่อไปจนกลายเป็นตัณหาอุปาทาน อริยบุคคลจึงไม่มีเรื่องอะไรจะมาคุยหรือส่งการบ้านอีก เพราะการรู้หรือสภาวธรรมต่างๆมันดับของมันเอง จบของมันเอง นิพพานของมันเอง รู้แบบอริยะจึงเหมือนไม่รู้ เหมือนคนโง่ เหมือนคนไม่มีปัญญา นักปฏิบัติที่อีโก้ทางธรรมจัดๆก็หลงไปประมาทปรามาสเอา ไม่รู้ปรามาสไปกี่ท่านแล้วล่ะที่รัก ไปขอขมาซะนะ เดี๋ยวจะซวยเอา

จะให้ตรงต่อสติอริยะง่ายนิดเดียว ไม่ต้องกำหนด ไม่ต้องตามดูตามรู้ ไม่ต้องปฏิบัติ ทุกสภาวะ ธรรมารมณ์ที่ผ่านมาผ่านไปก็ช่างมัน ปล่อยมัน รู้ไม่รู้ก็ปล่อยให้สติมันทำงานตามธรรมชาติของมันเอง นั่นแหละคือการปล่อยให้รู้อริยะได้ทำงานอย่างอิสระจนเกิดเป็นมหาสติ มหาสัมปชัญญะขึ้น รู้อริยะนั้นมันไม่ขี้เกียจหรอกนะถึงต้องไปฝึกมัน

และถึงแม้ว่าจะทิ้งรู้ มันก็รู้เปล่าๆของมันเองโดยอัตโนมัติ แต่ไอ้รู้เปล่าๆเนี่ย ทำเอาไม่ได้เลย แล้วก็ไม่ต้องกลัว ไม่ใช่ทิ้งรู้แล้วไม่รู้ อย่าทึกทักเอาตามตรรกะหลงๆของตัวเอง ก็บอกอยู่นี่ไงว่ามันรู้ของมันเอง ตื่นออกจากสภาวะของมันเอง เพียงแต่มันรู้แบบไม่รู้"เรื่อง" และต่อให้มีเรื่องปรุงแต่งขึ้นมาตามเหตุปัจจัยแห่งธาตุขันธ์ มันก็จะไม่มีความหมายซ้อนย้ำลงไปในเรื่องปรุงแต่งนั้นๆ สุดท้ายก็ดับเองตามเหตุปัจจัยที่หมดลง ไม่ต่อไม่ตาม ไม่ติดในสมมติของเรื่องราวที่ปรุงแต่งนั้นๆ อันนี้แหละที่เรียกว่ารู้บริสุทธิ์แบบอริยะ ส่วนไอ้รู้ที่ไปรู้แต่เรื่อง มีแต่เรื่องนั่นน่ะคือการหลงรู้ไปบนสมมติ มันถึงไม่แทงลงไปตรงสัจธรรมความเป็นจริงเสียที

นี่คือทั้งหมดทั้งมวลเบื้องลึกเบื้องหลังแห่งสติอริยะแท้ๆ และสติปุถุชนที่หมกมุ่นฝึกกันอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง น่าจะชัดแล้วนะที่รัก ไม่งั้นก็ไม่ไหวจะเคลียร์(ฮา)

No comments:

Post a Comment