Wednesday, February 27, 2013

เลิกตอกย้ำโมหะตน

จากที่ได้สนทนากับผู้คนมากหน้าหลายตาถึงเรื่องปฏิบัติธรรมบ้าง นิพพานบ้าง ฯลฯ ก็พบว่ามีความเชื่ออย่างหนึ่งที่ถูกสอนตอกย้ำกันมามากมาย ความเชื่อนั้นก็คือ ความเชื่อที่ว่า เรายังหลงอยู่ เรายังมีกิเลสอยู่ เรายังเพลินอยู่ เรายังยึดติดอยู่ มนุษย์เรายังเป็นสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดบังอยู่ โดยหารู้ไม่ว่าความเชื่อเหล่านี้เองที่เป็นทิฏฐิบดบังสัจธรรมไปเสียเอง

ถามว่าหลงจริงไหม?

หลงก็หลงไม่จริง ติดก็ติดไม่จริงครับ ก็มันอนิจจังอยู่แล้ว จะเอาอะไรไปจริง เดี๋ยวมันก็หายหลงถ้าไม่ไปตอกย้ำมัน แต่ไอ้ที่ไปสอนกันแบบนี้เขาเรียกว่า ไปตอกย้ำโมหะอุปาทานของตน ของผู้อื่น ซ้ำๆย้ำๆอยู่ตลอด โดยที่ไม่รู้ความจริงอีกประการหนึ่งว่า โมหะอวิชชาทั้งหลายก้เป็นเพียงสภาวธรรมที่มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว คือ หลงได้ก็หมดหลงได้ เจอแบบนี้บ่อยๆก็ขี้เกียจอธิบายล่ะ เขียนเป็นบทความมันซะเลยก็แล้วกัน

โมหะอวิชชานั้นก็เป็นสภาวธรรมแบบหนึ่งที่ไม่มีความหมายอะไร เพียงแต่ที่แสบคือ มันมากับรู้กับเห็น กับการรับรู้ผ่านผัสสะอายตนะทั้งหลาย ซึ่งถ้าไม่ไปตอกย้ำมัน มันก็จะผ่านไปเองโดยที่ไม่ต้องมีเราเข้าไปพยายามแก้ไขอะไร เพราะไอ้ที่เข้าไปแก้ก็หลงไปอีก

และพอไปตอกย้ำว่าเรายังไม่จบ เรายังไม่บรรลุ โมหะตัณหากับสิ่งอื่นๆมันจะตามมาเป็นพรวนเลย ก็เลยเอาตัวเอง(ที่มันไม่มีอยู่แล้ว เป็นแต่เพียงสักกายทิฏฐิชั่วครั้งชั่วคราว) เอาไปหลงปฏิบัติธรรม หลงไปค้นหาเส้นทาง หลงไปเดินทาง หลงไปลำบาก หลงไปยาก หลงไปง่าย หลงไปทำ หลงไปเพ่ง หลงไปเผลอ หลงไปทรงจิตทรงสติ หลงไปท้อ หลงไปเชื่อ หลงไปใช้ปัญญาที่เจือโมหะตนไปพิจารณาสภาวธรรมที่มันไม่ใช่อะไร ซึ่งนั่นก็ได้แต่หลงไปพิจารณาสมมติบัญญัติที่ปิดบังความจริงที่อยู่ตรงหน้าทนโท่ และยังไปหลงไปในสภาวะอื่นๆอีกมากมาย สุดท้ายก็ไม่เจอนิพพานเสียที ได้แต่สภาวะอะไรก็ไม่รู้

ตอกย้ำแบบนี้ แทนที่โมหะมันจะดับไปเอง แจ้งในนิพพานเอง ก็กลายเป็นโมหะที่ปิดบังสัจธรรมอย่างต่อเนื่อง ยิ่งพยายามหาทางหลุดพ้น ยิ่งพยายามดิ้นรนมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งโดนโมหะที่เคลือบแฝงอยู่ในรูปของการรู้ การดู การเห็น การได้ยิน สัมผัส ผ่านทางผัสสะอายตนะ ผ่านทางปัญญาในการพิจารณาขบคิดใคร่ครวญ หลงไปสรุปธรรมกลายเป็นโมหะทิฏฐิในธรรม ปิดบังสัจธรรม แล้วก็กลับไปวนหลงรอบใหม่เป็นอย่างนี้ไม่รู้จบ หลอนซะไม่มี

สุดท้ายก็หาทางออกไม่ได้เพราะติดโมหะตน แล้วจะรู้ความจริงไหมว่ามันไม่มีทางเข้าทางออกจากอะไร เพราะโมหะมันจรมาแล้วก็จรไปของมันเอง ย้ำนะว่ามันไปของมันเอง โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไร นี่แหละคือธรรมโดยธรรมอยู่แล้ว จะเอาตัวเองไปปฏิบัติธรรมได้ที่ไหนเล่า

มีคนถามว่า อ้าว!!! แล้วไม่ทำอะไรมันจะหมดหลงได้ยังไง?

ถามตอกย้ำอีกแล้ว ก็เพียงแค่ฟังสัจธรรมให้มันตรงเนื้อหา ไม่ต้องแปลและตีความต่อ สัจธรรมที่มันว่างอยู่แล้วก็จะเข้าไปล้างโมหะอุปาทานที่ปิดบังอยู่เอง แล้วมันจะค่อยๆหยุดดิ้นรนคลายออกจากตัณหาไปเอง ไม่ใช่ว่าจะต้องเข้าใจเนื้อหาเสียก่อน เพราะความเข้าใจ มันก็มีเราเข้าไปแค่ปรุงแต่งในความเข้าใจนั้น ก็เป็นตัวเข้าไปทำเหมือนกัน จะเอาเรา เอารู้ของเรา เอาอัตตาของเราไปเข้านิพพานมันไม่ตลกไปหน่อยเหรอท่านทั้งหลาย ในเมื่อนิพพานนั้นว่างจากตัวตน ไม่ใช่ว่างจากสภาวะ

อานุภาพสัจธรรมนั้นส่งตรงจากจิตสู่จิต แต่ละดวงจิตจะได้รับอานุภาพมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับกรรมที่ปิดบังอยู่ ดังนั้นก็ไม่ต้องไปตั้งท่าจะทำความเข้าใจให้ยุ่งยาก อย่าเอาวิถีแห่งโลกียวิสัยไปเข้าถึงเนื้อหาพระสัจธรรมเลย เหนื่อยเปล่า เพราะนั่นก็เป็นตัวตั้งทำเอา เป็นตัณหาซ้อนในปัญญา

ให้ฟังสัจธรรมไปแบบไม่ต้องหวังผลว่าจะแจ้งเมื่อไหร่ คลายเมื่อไหร่ บรรลุยังไง แจ้งตรงไหน ฟังแบบไม่ต้องมีโจทย์หรือตั้งโจทย์ว่าเรายังหลง เรายังมีอวิชชาอยู่ แบบนั้นมันก็บัง ไปตอกย้ำโมหะตนทำไม ปกติมันก็หลงกันอยู่แล้วก็ไม่ต้องไปตอกย้ำให้กลายเป็นหลงซ้ำซ้อน หลงเรื้อรังอีก

เห็นองคุลิมาลไหม ฆ่าคนมาเป็นพัน ฟังประโยคเดียวจบ อายท่านไหมล่ะนั่น ที่ท่านฟังแล้วจบก็เพราะท่านไม่ได้คิดว่าตัวเองผิด ตัวเองหลง ตัวเองชั่วอะไร ท่านไม่มีทิฏฐิที่จะบังสัจธรรมเลย แค่ฟังก็จบ มีแต่คนสมัยนี้แหละที่เอาคำครูบาอาจารย์ที่สอนกันมาผิดๆมาตอกย้ำโมหะตน เอาคำสอนพระพุทธเจ้ามาตีความแบบผิดๆแล้วก็เอามาบังตัวเองจากสัจธรรม แถมยังเอาทัศนคติที่มีต่อตัวเอง ทิฏฐิที่ตนมีต่อตัวเองเอามายึดมาตอกย้ำจนบังไม่รู้กี่ตลบ งานนี้ก็ไม่รู้จะโทษใคร

งานนี้จะหมดโมหะอวิชชาได้ ไม่ใช่หลงไปทำหรือปฏิบัติอะไรอีก แล้วก็เลิกตอกย้ำโมหะตนได้แล้ว มันจะดรามาไปไหน เพราะนิพพานไม่เนื่องด้วยเหตุปัจจัย นอกเหนือการปรุงแต่งทุกชนิด ทุกอย่างก็ช่างมันแม้กระทั่งความสงสัยก็ไม่เว้น แค่เพียงเอ๊ะอ๊ะขึ้นมาจะหาความเห็นความหมายเมื่อไหร่ มันก็หลงไปกับสมมติเรียบร้อยโรงเรียนสังสารวัฏแล้ว

จะให้เร็วหน่อยก็ไปประกาศสละประกาศถอนความยึดติดทั้งหลาย(คลิกที่นี่) แล้วก็ขอขมากรรมบ่อยๆ อานุภาพแห่งองค์คุณองค์ธรรม มหาบารมีทั้งหลายก็จะเชื่อมโยงมาเพื่อล้างโมหะอุปาทานไปเอง ฟังสัจธรรมจะได้เข้า(ไปที่)ใจมากขึ้น แล้วนั่นแหละโมหะมันจะคลายออกเอง แจ้งไปเอง โดยไม่ต้องเอาโมหะของตนไปหลงทำอะไรอีก ไม่งั้นก็หลอนไม่เลิกซะที

โอเค๊

No comments:

Post a Comment