Monday, February 11, 2013

ต้นทุนของความดี

ทุกวันนี้เรารณรงค์กันให้ทำดี เป็นคนดีกันทั่วบ้านทั่วเมือง

ถามว่าจะดีกันไปไหน? มันจะทำให้โลกสงบสุขจริงหรือ?

ที่ถามแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะให้ใครเป็นคนเลวนะครับ

แต่ความดีมันก็มีต้นทุนของมันเอง...จริงๆไม่ใช่แค่ความดีหรอกครับที่มีต้นทุนของมันเอง แม้มแต่ความสุขก็มีต้นทุนของมันด้วยเช่นกัน

และที่สำคัญความดีไม่ได้ช่วยให้โลกสงบสุข ความเลวไม่ได้ทำให้สังคมโลกเสื่อมโทรม

ตัณหาต่างหากที่ทำให้มนุษย์เร่าร้อนและแสวงหา

ด้วยเหตุนี้การทำความดีเยอะๆก็ไม่ได้ช่วยให้โลกสงบสุข หรือการหาความสุขใส่ตัวเยอะๆก็ไม่ได้ทำให้ใครพ้นจากทุกข์เลยแม้แต่นิดเดียว จะมีผลเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว เสร็จแล้วก็ต้องออกแสวงหาทำความดี หาความสุขกันใหม่อีก

เรียกว่าแก้ปัญหาไม่ถูกจุด หรือเกาไม่ถูกที่คันก็ได้ คนทุกวันนี้ก็ได้แต่เกากันไปเรื่อยๆ หากินกับการรณรงค์ทำความดีไปเรื่อยๆไม่รู้จบ เสร็จแล้วไอ้ที่ตัวเองหลงทำหลงยึดนี่แหละ ก็กลับมาบังตัวเองจากสัจธรรมอีกทีหนึ่ง

ต้องถามกลับว่า ทำดีกันเยอะๆแล้วมันยังทุกข์กันอยู่ไหม? ถ้ายังทุกข์อยู่มันก็จะดิ้นรนแสวงหาทำความดีไปเรื่อยๆตามที่มีคนเขาบอกมาว่าจะทำให้โลกพบสันติสุข เหมือนการเติมน้ำลงในหม้อน้ำเดือดเพียงเพื่อหวังว่าน้ำที่ตั้งอยู่บนเตาร้อนระอุจะเย็นลงบ้างนั่นแหละ แล้วมันจะเย็นได้จริงหรือในเมื่อไฟที่เตายังติดร้อนแดงอยู่เลย

ไฟในเตานั้นก็คือตัณหานั่นแหละ ตัณหาอันเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวง ต้นเหตุของความดิ้นรนที่จะทำอะไรสักอย่างให้โลกมันดี ให้โลกมันสงบสุข แล้วก็ไล่ล่าทำความดีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย พอชื่นชมอิ่มบุญเสร็จ ก็บังเกิดความวังเวงขึ้นในใจ ต้องวิ่งทำความดีเพื่อมาเติมความรู้สึกอิ่มเอมนั้นอีก มันก็จะรู้สึก "ดีไม่พอ" อยู่ตลอดเวลา กลายเป็นยาเสพติดที่ต้องเสพเรื่อยๆไม่จบสิ้น ยิ่งเติมก็ยิ่งวังเวงในใจตนมากยิ่งขึ้น

ทำไมคนดีถึงได้วังเวง?

ก็เพราะพยายามที่จะหาที่ยึดเกาะ หาที่ยึดเหนี่ยวนั่นแหละถึงทำให้วังเวง ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งวังเวง ก็ทุกอย่างมันยึดเหนี่ยวได้จริงเสียที่ไหน ทุกเรื่องราว ทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นเพียงมายาที่เกิดขึ้นในความคิดปรุงแต่งเอาเองทั้งนั้น สภาพมันจึงไม่แตกต่างจากการวิ่งไล่เงาตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว อย่าว่าแต่คนดีเลยครับที่วังเวง คนเลวก็วังเวงเพราะวิ่งไล่ตามตัณหาตนเหมือนกัน

พูดง่ายๆคือ ทั้งดีทั้งเลวล้วนตกเป็นทาสของตัณหาเหมือนกัน ทั้งคู่ต่างก็ต้องดิ้นกระแด่วในกระทะร้อนๆของตัณหาอันเดียวกัน แต่ดันไปโทษกันเอง รู้แบบนี้แล้วทีนี้จะโทษใครดี?

ก็ไม่ต้องโทษใคร ไม่ต้องโทษว่าเป็นเพราะคนเลวที่ทำให้โลกไม่น่าอยู่ โลกนี้ไม่มีใครคิดว่าตัวเองทำเลวหรอก ทุกคนคิดว่าตนทำสิ่งที่เหมาะสมแล้วเท่านั้น แต่ผลมันออกมาดีบ้างเลวบ้างก็เพราะคนอื่นตัดสินกันเอาเองว่าอันนี้ดีอันนี้เลว ต่างคนต่างทิฏฐิ แล้วมันจะตรงกันได้ที่ไหน ด้วยเหตุนี้มันจึงขัดแย้งกันได้ทุกเรื่อง ทั้งที่จริงแล้วทุกเรื่องที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ล้วนเป็นไปโดยกรรมและผลของกรรมทั้งนั้น ซึ่งจริงๆแล้วไม่มีใครสมควรต้องแบกผลของอะไรแม้แต่นิดเดียว

ดังนั้นสิ่งต่างๆทั้งหลายก็ให้มันบริสุทธิ์โดยตัวมันเอง จะดำริทำอะไรก็ไม่ต้องหวังอะไร ไม่ต้องเพื่ออะไร ไม่ต้องเผื่ออะไร ไม่ต้องตั้งเป้าอะไร ไม่ต้องจริงจังอะไร ไม่ต้องหวังจะให้มันดี ไม่ต้องหวังจะให้มันมีประโยชน์  ไม่ต้องทำเพื่อใคร แล้วนั่นแหละมันก็จะเป็นความหลุดพ้นโดยตัวมันเองทันที จบตรงนั้นทันที ไม่มีภาระอะไรให้แบก ไม่มีผลอะไรให้รับ เปล่าๆแบบนั้น จะดีก็ช่างมัน ไม่ดีก็ช่างมัน จบโดยตัวมันเองอยู่แล้วทันที

ส่วนคนอื่นจะสาละวนอะไร หรือทำให้คนอื่นและตนเองเดือดร้อนยังไงก็ช่างเขา หากไม่มีกรรมต่อกันมันก็ไม่ได้มาเกี่ยวกันอยู่แล้ว หรือถ้าจะมาเกี่ยวก็ช่างมัน กรรมมันไม่เคยให้ผลผิดที่ผิดคนหรอก

No comments:

Post a Comment