Thursday, February 21, 2013

จดหมายเหตุการเดินทางสู่สามัญ

จั่วหัวให้มันดูเท่ๆไปงั้นแหละครับ จะว่าไปมันก็คือบันทึกการเดินทางคร่าวๆของผมและแม่ไปวัดร่มโพธิธรรม ช่วงวันที่ 28 ธค.53 ถึง 1 มค.54 นั่นแหละ

ก่อนการเดินทางครั้งนี้ผมได้จองตั๋วรถทัวร์ตั้งแต่กลางเดือนพย.53 ทั้งไปและกลับครับ กลัวพลาด งานนี้จึงตั้งมาแต่ไกล เพราะขืนไม่จองก็อดไปสิครับ แต่ผมเองก็ไม่รู้จริงๆนั่นแหละว่าจะได้ไปหรือเปล่า แต่มันรู้สึกเหมือนกับว่าจะมีคำตอบอะไรบางอย่างรออยู่ที่วัดครับ

ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนตุลาคม วันที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านมาที่บ้านอริยธรรม ตอนนั้นผมได้ไปกราบท่านครับ แต่พอเจอท่าน ผมก็วางท่านทันที ซึ่งก่อนหน้านั้น ผมก็ยังคิดถึงวัด คิดถึงหลวงพ่อฯอยู่นะครับ เพราะไม่ค่อยได้ไปวัดเท่าไหร่ แต่พอเจอท่านเท่านั้นแหละ มันวางเลย วางแบบไม่เกาะแล้วน่ะ

พอมาเดือนพฤศจิกายน ตอนที่ท่านมาบ้านอ.ธันยวัฒน์นั้น ผมก็ไปกราบท่านอีกครับ ฟังท่านรอบแรกเลย ผมก็อุ้มลูกไปนั่งด้านหน้าๆครับ อยากจะให้เจ้านโมไปอยู่ใกล้ๆหลวงพ่อฯหน่อย ผมก็ฟังๆท่านไปเรื่อยๆครับ ไม่ได้มีคำถามอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ แต่พอท่านเทศน์ไปๆ ก็เริ่มหันมาทางผมมากขึ้น บ่อยขึ้น จนเหมือนกับจะเทศน์ให้ผมฟังครับ ผมเองก็ไม่รู้เรื่องหรอก พอท่านหันมา ผมก็รับครับ แต่พอกราบลาท่านออกมาเท่านั้นแหละ จิตข้างในมันหัวเราะเลยครับ ผมก็งงสิครับ เอ เกิดอะไรขึ้นหว่า พอหลังจากนั้นอีกสองวันก็พบว่า มันวางแม้กระทั่งสัจธรรมครับ สัจธรรมกับสังสารวัฏเรียบไร้เสมอกัน ไม่มีความแตกต่างๆครับ มันจึงหัวเราะออกมาเอง

กลับมาที่การเดินทางดีกว่า

ผมเริ่มเดินทางวันที่ 27 ธค.53 ครับไปกับรถทัวร์ของแอร์เมืองเลย ซึ่งวันที่ผมไปขึ้นรถนั้น คนเยอะมากครับ ยืนรอกันชนิดที่ผมไม่ต้องพยายามที่จะยืนมันก็ไม่ล้มครับ คนรอบๆข้างเบียดประคองให้ตลอด(ฮา) อบอุ่นจริงๆ กว่าจะได้ขึ้นรถก็สี่ทุ่มกว่าครับ ล่าช้าไปตั้งชั่วโมง ระหว่างเดินทางจึงได้เห็นจุดเกิดเหตุรถซีวิคชนกันรถตู้บนโทลเวย์ แต่เพิ่งมารู้ทีหลังว่าตายไป 9 ไม่งั้นจะหยาดน้ำให้ไปแล้วตั้งแต่อยู่บนรถ

รถทัวร์ถึงหน้าวัดตอนราวๆ 6 โมง 15 นาทีของวันที่ 28 ธค.ครับ มีคนลงด้วยทั้งหมดประมาณ 5 ท่าน น้องเก๋ วิชัยและแม่ชีเปิ้ลก็ขับรถออกมารับผมกับแม่ที่หน้าวัดครับ พอเก็บของเสร็จ ผมกับแม่ก็ไปร่วมฟังธรรมที่ลานธรรมทันที ซึ่งผมพบว่าวัดเปลี่ยนไปจากครั้งสุดท้ายที่ผมไปเมื่อปลายพค.53 เยอะมาก หรือถ้าเทียบกับเมื่อมค.53 นี่ โอ้โห พัฒนาไปไกลเชียว ตอนนั้นยังลุยโคลนอยู่เลย 555

พอฟังธรรมเสร็จ ผมก็พาแม่ไปกราบขอขมากรรมต่อหน้าหลวงพ่อฯครับ ท่านก็นำให้แบบเฉพาะตัวจริงๆ พอขอขมาเสร็จท่านก็สนทนากับผมพักหนึ่ง เท่าที่ผมจำได้คือ ท่านพูดประมาณว่าถึงจุดนึงนะมันจะหัวเราะเลย หัวเราะอยู่ข้างใน ถึงตรงนี้ทำเอาผมอึ้งครับ เหมือนท่านรับรองสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมก่อนหน้านั้น นอกจากนั้นท่านยังดำริสอนว่า อย่าลังเล จะทำอะไรก็อย่าลังเล ส่วนที่เหลือจำไม่ได้ครับ แหะๆ วันแรกนี่เป็นวันที่ชิลๆ จริงๆครับเพราะคนยังไม่เยอะ ผมเลยนั่งๆนอนอยู่ที่กุฏิคุณยายหมอยุวดี ไม่ได้ไปไหนครับ เพราะขี้เกียจ คือนานๆจะได้พักทีน่ะครับ

ในระหว่างที่ทานข้าวเช้าอยู่นั่นเอง แม่ชีหนิงก็เดินนำถาดผลไม้ของหลวงพ่อฯมาให้ครับ แม่ชีหนิงท่านบอกว่าหลวงพ่อฯให้เป็นของขวัญวันเกิดครับ แม่ชีหนิงยังให้พรอีกด้วย สาธุๆๆ พูดอะไรไม่ออกจริงๆ

ลืมไปครับถึงตรงนี้ก็ต้องอนุโมทนากับคุณยายหมอยุวดีและพี่ณัฐที่จัดแจงเป็นธุระโทรแจ้งแม่ชีเล็กให้ผมได้เข้าพักที่กุฏิครับ อบอุ่นจริงๆเพราะได้พักรวมกันหลายคนอยู่ครับ หายเหงาไปเลย

วันแรกนี่หลวงพี่เขียวที่โทรนัดกันไว้ก็มาเลยครับ ปั่นจักรยานมาหาผมที่กุฏิเลย แนะนำกันนิดนึงครับ หลวงพี่เขียวท่านเคยเข้ามาอ่านบทความในเว็บครับ อ่านไปอึ้งไป คุยโทรศัพท์จนคลายโล่ง แล้วในที่สุดก็ย้ายไปอยู่ ร่มโพธิ์ City เมื่อออกพรรษาที่ผ่านมาครับ ด้วยเหตุนี้พอเจอกันก็เลยรู้สึกสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว

คืนแรกนี่สภาพอากาศยังปราณีครับ ไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่ แต่พอคืนที่ 2 เท่านั้นแหละโอ้โห ไม่รู้มันจะหนาวอะไรได้ขนาดนั้น ผ้าห่มผืนเดียวเอาไม่อยู่ครับ ต้องเบิ้ลสองเลยถึงจะพอได้

วันที่สอง(29 ธค.)จำได้ว่าช่วงเช้าผมให้เงินแม่ไปทำบุญกับหลวงพ่อ และคุณเพชรก็ฝากเงินมาร่วมทำบุญด้วย

พอสายๆหน่อยผมก็เริ่มถ่ายวิดีโอรอบวัดครับ ด้วยอนุสัยที่อยู่เฉยไม่ได้ต้องทำประโยชน์เสียหน่อย ในฐานะที่เป็นคนทำเว็บ ผมจึงวานให้น้องเก๋ช่วยขับรถพาไปถ่ายรอบๆ แบบไม่ต้องลงจากรถนะ เพราะขี้เกียจ 555  พอตกเย็นเพื่อนผมก็มาพักด้วยสองคนครับ ก็กางเต้นท์นอนตรงลานบ้านเลยครับ

คืนที่สองนี้เองที่ผมไปฟังเทศน์พระอาจารย์เดชที่กุฏิพี่นวลครับ พอถึงตีหนึ่งกว่าๆก็รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว หนาวมากๆ เครื่องกันหนาวเอาไม่อยู่ หูเริ่มตูบ เอ๊ยชา ก็เลยขอตัวกลับก่อน

พอวันรุ่งขึ้น(30 ธค.) ก็ยกทัพไปเที่ยวเชียงคานกันครับ ไปรถสองคันคือเพื่อนผมและ น้องเก๋ วิชัย เชียงคานก็ไม่มีอะไรมากครับ มีแก่งคุ้ดคู้ ซี่งมันก็แก่งหินน่ะนะ แล้วก็มีขายของ มีของที่ระลึกกิ๊บเก๋ขายมากมาย คนเยอะใช้ได้ แต่พอขากลับ เพื่อนผมค้างที่เชียงคาน 1 คืน ผมจึงขึ้นรถของเก๋ กลับมาด้วยโดยเราไปแวะที่พระพุทธบาทภูควายเงินที่อยู่ไม่ไกลกันก่อนครับ

พระพุทธบาทที่นี่กำลังสร้างพระมณฑปครอบครับ เราเลยลงไปกราบรอยพระพุทธบาทกัน พอลงไปที่รอยพระพุทธบาทเท่านั้นแหละ พี่กบที่ไปด้วยกันก็ถึงกับร้องไห้ครับ คงรับกระแสอะไรบางอย่างได้ ผมเองก็กราบรอยพระพุทธบาทเพื่อขอบารมีและกำลังในการล้างสังสารวัฏครับ ไม่เอาอย่างอื่นแล้ว ก็มันเอาไม่ได้นี่หว่า ทำมาขนาดนี้ก็ต้องล้างทิ้งอย่างเดียว ช่วงที่อยู่ตรงพระพุทธบาทเราก็หยาดน้ำตลอดครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้

เห็นว่าสไบทิพย์(เทวดาน้อยที่อยู่กับแม่ชีเปิ้ล) ชวนเทวดาที่อยู่แถวนั้นกลับมาวัดด้วย(ผมเองไม่เห็นหรอก) ทำให้ขากลับนี่ป่วนกันทั้งรถครับ บางคนปวดหัว บางคนง่วงนอน แม่ผมนี่เหมือนมีใครมาบีบตรงนั้นตรงนี้ตลอดเวลาเหมือนจะเร่งให้กลับวัดเร็วๆ ส่วนผมง่วงเบลอๆ น้องเก๋คนขับรถต้องหยาดน้ำตลอดทางครับ ไม่งั้นแย่ พอขับรถเข้าวัดมา ถึงได้โล่งครับ แหมใครจะรู้ว่าเขาชวนจิตญาณภพภูมิอื่นมาวัดกันแบบนี้ เพิ่งเคยเจอกับตัวเอง ล่อเป้าแบบไม่บอกไม่กล่าว 555

จะว่าไปแล้วหลวงพ่อฯท่านก็บอกครับว่า ช่วงนี้จิตญาณภพภูมิต่างๆในวัดนี่เยอะมากๆ ผมสัมผัสได้ตอนฟังธรรมครับ เพราะปกติผมนั่งฟังแล้วจะไม่หลับ แต่มาคราวนี้ แอบสัปงกแทบทุกรอบครับ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ท่านเทศน์ช่วงเย็นๆครับ ท่านเทศน์เนื้อหาประมาณ ให้ปลง..ไม่ใช่ให้ปฏิบัติ ซึ่งเย็นนั้น ผมรู้สึกหนักเหมือนมีอะไรมากดทับตลอดเวลาที่ฟังเทศน์ครับ แล้วก็ง่วงมากๆ ด้วย มารู้ทีหลังว่าวันนั้นภูมินาคามาเยอะครับ พวกนี้ตบะแก่กล้า เลยทำให้เราหนักไปด้วย

พอหลังจากวันที่สองนี่รู้แล้วครับว่าต้องหยาดน้ำเยอะๆ บ่อยๆ ไม่งั้นมีป่วน

แม่ผมนี่เจอเองกับตัวเลยครับ ตอนนั่งอยู่ที่กุฏิคนเดียว สักพักเดี๋ยวก็มีเสียงก็อกๆ แก๊กๆ ตรงนั้นตรงนี้ พอเสียวสันหลังได้ที่ ก็ไปหยาดน้ำครับ เสียงหยุดทันที เหอๆๆ พูดไปก็เสียวแทนเลยว้อย

ก่อนมาวัดนี่ผมก็ห่วงเจ้านโมนิดนึง คือปกติผมจะพาเขาหยาดน้ำตลอด เพราะเขาถูกจิตญาณกวนบ่อยมาก แต่พอผมมาวัด ผมก็รู้แหละว่าแฟนผมไม่พาเขาหยาดแน่ๆ ผมก็เลยหยาดให้จากที่วัด กลัวเดี๋ยวงอแงไม่หยุด แฟนผมจะเฉ่งเอาว่าทิ้งให้เขาเลี้ยงลูกคนเดียว พอกลับมา เช็คกับแฟนดูก็พบว่าโอเคครับ ไม่งอแงเลย ไม่งั้นผมโดนด่าไปแล้ว 555

พอวันที่ 31 คนก็เริ่มมาเยอะครับ จนต้องปูเสื่อเสริมออกมานอกลานธรรมเพื่อรองรับญาติโยมที่มาฟังธรรมกัน ไปครั้งนี้ก็เจอญาติธรรมที่รู้จักกันในเว็บหลายท่านครับ ก็ทักทายกันคุยกันนิดหน่อยครับ เพราะหมดเรื่องคุยกันไปแล้ว 555

วันนี้เป็นวันที่คุณปอ ได้บวชเป็นแม่ชีด้วยครับ อนุโมทนากับความสมุจเฉทเด็ดขาดจริงๆครับ

โดยปกติแล้วผมจะเข้าลานธรรมก่อนที่หลวงพ่อจะเริ่มเทศน์ เพื่อไปตั้งกล้องวิดีโอครับ วันนี้ก็เหมือนกัน ผมก็ไปตั้งวิดีโอตามปกติ แต่พอถ่ายๆไปซักสิบกว่านาที กล้องตัวใหญ่ดันหยุดทำงาน ผมก็เลยงัดกล้องวิดีโอตัวเล็กขึ้นมาถ่ายต่อ ถ่ายไปได้สักประมาณ 7 นาทีก็หยุดครับ ผมก็งงเลยทีนี้ พอหันไปมองหลวงพ่อ ท่านก็หน้าดุๆหน่อย เหมือนจะให้ผมฟัง ผมเลยวางกล้องแล้วฟังท่านอย่างเดียวเลยครับ

เนื้อหาสำหรับตอนนี้ที่ผมจำได้แม่นคือ หลวงพ่อสอนว่า เรารับเงินทำบุญของใครแล้ว เราก็ไม่ต้องไปยึดติดอะไรกับเขา ไม่ต้องไปเกรงใจอะไรเขาว่าจะพูดข้อสัจธรรมที่ขัดเคืองอะไรเขาหรือเปล่า ถ้าเราพูดสัจธรรม เราตรงต่อสัจธรรมเอาไว้ดีๆ ก็ถือว่าเราเป็นเนื้อนาบุญให้เขาแล้ว เพราะหากเราพูดตามใจเขา เราก็ไม่ได้ทำหน้าที่โปรดสัตว์ แต่เราจะโดนสัตว์โปรดเสียเอง ซึ่งก็เหมือนกับท่านรับรองสิ่งที่ผมรู้สึกครับว่า การเผยแพร่สัจธรรมนั้นไม่ต้องไปเกรงใจอะไรใคร หน้าไหนทั้งสิ้น หากว่าสิ่งที่เราพูดคือสัจธรรม มันก็จะเป็นสัจธรรมอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวอะไร ไม่งั้นเราจะกลายเป็นสัตว์เสียเอง ผมยืนยันตรงนี้อย่างที่ผมเคยพูดเสมอครับว่า ผมไม่กลัวสักนิดเดียวที่จะพูดสัจธรรม ต่อหน้าใครทั้งนั้น และจะไม่เลี้ยงความหลงให้ใครด้วย ส่วนจะรับได้หรือไม่นั้น ก็อโหสิให้ครับ

วันนี้เป็นวันที่สบายๆครับ ไม่ได้ไปไหน แล้วก็ไม่ได้มีใครมาสนทนาธรรมเป็นพิเศษด้วย ผมจึงพยายามติดต่อแม่ชีหนิงเพื่อที่จะขอใช้คอมพ์อัพเดตเว็บเสียหน่อย แต่ก็ติดต่อไม่ได้ครับ

คืนวันที่ 31 นี่มีกิจกรรมพิเศษแถมมาด้วยหลังฟังธรรมครับ คือมีญาติธรรมที่มาจากทางเหนือ ได้นำโคมลอยมาด้วย ก็เลยได้จุดโคมลอยกันพอหอมปากหอมคอ จากนั้นผมก็กลับกุฏิ สักพักแม่ชีหนิงท่านก็โทรมาพอดี ผมจึงไปที่ศูนย์การเรียนรู้วัดร่มโพธิธรรม ขอใช้คอมพ์เข้าเว็บ เนื่องจากไม่ได้เข้าหลายวัน แต่ที่สุดก็เขียนบทความไม่ออกครับ มีแต่หัวข้อแต่พอจะเขียนมันก็ด้านไปซะงั้น ผมเช็คเมล์ได้สักพัก แม่ชิหนิงก็มานั่งสนทนาด้วย อย่างสนุกสนานจนเกือบเที่ยงคืน ผมจึงขอตัวกลับ สำหรับผมแล้ว ผมยกให้แม่ชีหนิงเป็นทั้งพี่เลี้ยง เป็นทั้งพี่สาว เป็นทั้งสหธรรมิกที่ดีมากๆสำหรับผมครับ ธรรมของแม่ชีหนิงเป็นธรรมที่เบิกบานจริงๆ สาธุๆๆ

พอรุ่งเช้าวันที่ 1 ผมก็ไม่ปล่อยโอกาสให้เสียเปล่าครับ ผมตื่นตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น เพื่อไปถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นตรงลานธรรม ซึ่งเป็นจุดที่สวยที่สุดแล้ว เพราะมีสระน้ำเป็นฉากหน้าครับ พอถ่ายเสร็จ หลวงพ่อท่านจึงได้เดินบิณฑบาตพอดี ผมจึงร่วมทำบุญและตามเก็บภาพบรรยาการศระหว่างที่ท่านเดินทั่ววัดครับ

เสร็จจากการเก็บภาพแล้วก็ได้เข้าไปนั่งฟังธรรมต่อ ก็ต้องมาประหลาดใจอีกรอบเมื่อหลวงพ่อฯท่านได้เทศน์โดยมีเนื้อหาเหมือนที่แม่ชีหนิงท่านสนทนากับผมเมื่อคืนเป๊ะๆเลยครับ แม้แต่คำที่เป็นหลักสำคัญยังเหมือนกันด้วย เคยได้ยินมาเหมือนกัน ว่าหลวงพ่อฯมักจะรับรองธรรมของแม่ชีหนิงบ่อยๆ แต่เพิ่งเจอกับตัวก็คราวนี้ครับ น่าอัศจรรย์ใจจริงๆ สุดยอดๆ

วันนี้เป็นวันสุดท้าย ผมจึงเดินเก็บภาพรอบวัดอีกครั้งหนึ่ง จริงๆก็ไม่รอบหรอกครับ หลักๆก็แค่รอบๆบริเวณที่พักฆราวาส และตรงหอคอยแท้งค์น้ำทั้งสองจุดที่ทำให้เห็นภาพกว้างๆจากมุมสูงครับ โดยมีพี่หมอกำพลขับรถพาไปครับ เพราะครั้งแรก ผมพยายามจะขึ้นแท้งค์แท้งค์ตรงใกล้กุฏิอาจารย์ธันยวัฒน์ ก็โดนแม่ชีท่านห้ามไม่ให้ขึ้น ความเป็น admin ของเว็บเบ่งใช้ไม่ได้ที่นี่ครับขอบอก 555 เลยต้องวิ่งไปหาหลวงพ่อ แต่ก็ยังไม่ทันถึงหลวงพ่อหรอกครับ ก็มีหลวงพี่รูปหนึ่งพาผมไปขึ้นจนได้ถ่ายภาพมุมสูงมา แหมก็ไม่ได้ไปเล่นบันจี้จัมพ์น่ะนะ ทำงานๆ 555

นอกจากนี้ผมยังได้ต้นฉบับหนังสือ "ใต้ร่มโพธิธรรม" เวอร์ชั่นปรับปรุงล่าสุดมาด้วย เดี๋ยวจะทยอยเอาขึ้นเว็บครับ แต่ผมกับพี่หมอก็เห็นพ้องกันว่า เราจะขึ้นคำเตือนบนฉลากก่อนอ่านเหมือนกับที่ผมทำกับบันทึกสัจธรรม เพราะ "ใต้ร่มโพธิธรรม" นั้น เขียนโดยใช้ภาษาราชการครับ จึงเหมาะสำหรับการอ้างอิงของนักปริยัติมากกว่าที่จะอ่านเพื่อคลายแบบบันทึกสัจธรรม ก็รอไปนิดนะครับ ตอนนี้มีวิดีโอคลิปที่ถ่ายมาจากวัดเพียบเลยครับ

พอตกเย็นก็ฟังธรรม เสร็จแล้วผมก็กลับมาเก็บของ ขึ้นรถไปลาหลวงพ่อฯ ซึ่งดูเหมือนท่านก็มายืนรออยู่แล้วครับ ผมกับแม่จึงกราบลาท่านโดยไม่ได้สนทนาอะไรกันมาก

ไปวัดคราวนี้ ผมไม่ได้รู้สึกคลาย โล่ง โปร่ง เบา อะไรมากมายเหมือนรอบแรกๆอีกแล้วครับ เพราะมันคลายอยู่แล้วนั่นเอง แต่สิ่งที่ผมได้จากการไปวัดคราวนี้คือ ความรู้สึกที่ว่าสัจธรรมกับสังสารวัฏคือสิ่งเดียวกันนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ผมรู้สึกไปเอง แล้วมันก็เบิกบานแบบสุดๆอยู่ข้างในอย่างนั้นมาเป็นเดือนแล้ว ซึ่งหลวงพ่อฯและแม่ชีหนิงก็รับรองแบบนั้น ทีนี้ก็หมดความลังเลแล้วครับ ถ้าจะให้พูดภาษาบ้านๆก็คือ "เกลี้ยง" นั่นเอง ไม่รู้จะบรรยายยังไง ก็มันเกลี้ยงน่ะนะ

สิ่งที่ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ครั้งนี้หลวงพ่อสอนเนื้อหาการโปรดสัตว์เยอะมากครับ ได้มาเต็มๆชนิดไม่มีกั๊ก โดยเฉพาะที่หลวงพ่อบอกว่า ณ ตอนนี้ พระอรหันต์และพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ดับขันธ์ไปแล้วก็กลับมาช่วยโปรดสัตว์อีก โดยการดำริจิตเข้าไปในหมู่สัตว์แล้วส่งอานุภาพแห่งความว่างเข้าไปโดยตรง โดยไม่ต้องอุปโลกน์ขันธ์ขึ้นมาครับ ซึ่งถือว่าเป็นยุคแรกที่มีการโปรดกันในลักษณะนี้ และจะเป็นแบบอย่างให้พุทธันดรต่อๆไปด้วย

ส่วนพวกเราก็สามารถทำได้เหมือนกันครับ หลวงพ่อท่านเรียกว่า "การโปรดโดยอานุภาพ" ครับ โดยถ้าดำริจิตถึงใครที่ปฏิฆะขัดเคืองเรา พอดำริปั๊บ เราก็ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไรทันที เดี๋ยวเขาก็จะคลายไปเอง ผมก็ลองกับแฟนผมแล้วครับ ใช้ได้ผลแบบไม่น่าเชื่อครับ ตอนนี้เริ่มคุยกันดีๆแล้ว ที่น่าแปลกอย่างหนึ่งคือ ทุกครั้งที่ผมกลับจากวัด ผมจะเจอวิบากหนักๆตลอดครับ แต่คราวนี้กลับไม่เป็นแบบนั้น ครั้งนี้ปัญหาต่างๆดูเหมือนจะคลี่คลายไปเองแบบที่หลวงพ่อท่านดำริบอกผมเอาไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายนเลยครับ

ส่วนแม่ผมที่ผมพาไปวัดด้วยตอนนี้ก็คลายแล้วครับ โปร่ง โล่ง เบา ไปเลย

หลังจากนี้ผมมีงานเผยแพร่อีกเยอะที่ต้องสะสางครับ บทความต่างๆอาจจะช้า อาจจะน้อยไปบ้าง แต่ยังไงก็ยังไม่ทิ้งตอนนี้ครับ ช่วยกันให้ถึงที่สุดก่อนแล้วค่อยว่ากัน

จบไม่ลงอ่ะ จบเลยแล้วกัน หวังว่าคงไม่ anti-climax เกินไปนะครับ 555

สาธุ

No comments:

Post a Comment