Friday, February 8, 2013

ความตื่นทำเอาไม่ได้ (โว้ย)

ความตื่นทำเอาไม่ได้โว้ย ถ้าทำสติให้ตื่นได้ ก็ไปดื่มกาแฟสิ เหมือนกันเลย

ดังนั้นการที่เราพยายามจะเข้าไปทำสติให้ตื่น ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติจดจ่อ คอยดู คอยรู้ ตามดู ตามรู้ สภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ทางอายตนะทั้ง 6 หรือทำสติให้ตื่น อดนอนข้ามคืน นั่นมันก็ยังไม่ใช่ ทำสติให้ตื่นแบบนี้ก็ต้องไปเป็นยามสถานเดียว ก็จะไปเสียเวลาทำทำไม ไปดื่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังก็ตื่นเหมือนกัน ไม่ต้องมีพระพุทธเจ้าก็ได้

ตื่นน่ะมันตื่นอยู่แล้ว ตื่นอยู่แล้วเป็นการตื่นจากผลของนิโรธ ตื่นจากความยึดติด ตื่นจากความหลง ตื่นเพราะมันพ้นไปจากการยึดเกาะสภาวะต่างๆ ลุล่วง ทะลุทะลวงไม่ยึด ไม่ติด กับธาตุหนึ่งขันธ์ใด ไม่แม้กระทั่งใจตนเอง แบบนี้นี่แหละตื่นพร้อม ตื่นโพล่ง ตื่นจากโมหะอุปาทานทั้งปวง

ไอ้ที่ไปทำสติให้ตื่นน่ะทำยังไง มันก็ทำตัวกูให้ตื่นไง ไปกระตุ้นตัวรู้ให้มันตื่นขึ้นมา แต่ถามว่ามันจะตื่นจากตัวกูหรือไม่ มันก็ไม่ ก็ไปกระตุ้นตัวรู้แบบนั้น มันอาจจะตื่นจากสิ่งที่ถูกรู้จริง แต่มันก็ไปหลับไม่รู้เรื่องอยู่กับตัวรู้โดยไม่รู้ตัวนั่นแหละ คือมันไปเกาะอาศัยอยู่กับการรู้เพื่อให้มันตื่น แต่สุดท้ายมันก็ไม่ตื่นออกจากตัวกู หลับในตาใสๆแบบไม่รู้ตัว

ก็แค่ "ไม่" อยู่แล้วนั่นแหละ จะได้เลิกตกอยู่ใต้อำนาจสมมติบัญญัติ รูปนาม หรือ มายากรรมเสียที ไม่ต้องไปมีเราเข้าไปเป็นผู้ตื่น ไม่ต้องมีเรากับอะไรๆทั้งสิ้น นั่นก็จะเป็นอิสระจากการตกอยู่ใต้ธรรมคู่ทันที ไม่ต้องทำสติตื่น แล้วมันก็จะตื่นโพล่ง ตื่นออกจากตัวเอง ตื่นออกจากสภาวะทุกๆอย่างไปเอง

ก็เพราะไม่มีใครรู้ไงเล่าว่า แค่ปลงตัวปัญหาหรือไอ้ตัวรู้นั่นแหละ มันก็ตื่นโพล่งของมันไปเอง เป็นมหาสติ มหาสัมปชัญญะ มหาสมาธิไปเอง มันก็รู้ทั้งรู้ว่าวิญญาณขันธ์นั่นแหละตัวปัญหา แต่มันก็ทิ้งกันไม่เป็น ดันไปเจริญกันชนิดมาราธอนเรียกพี่ แล้วอย่างนี้จะทิ้งยังไง ก็ปลงมันซะเลยสิ ปลงก่อนที่มันจะเหนียวแน่นไปกว่านี้

ธรรมคู่นั้นเป็นมายากรรม มันมีของมันไม่รู้จบ ถ้ายังหลงไปยึดว่ามันมี มันก็จะมีให้ตามดู ตามรู้เรื่อยๆนั่นแหละ ไม่ต้องไปทำหรอกสติปุถุชนน่ะ ไอ้ประเภทรู้ให้เร็ว ละให้เร็วก็ไม่ใช่ เพราะมันก็ยังเข้าไปทำอีกนั่นแหละ คือมันไป "พยายาม" ใช้สติตัดขณะจิตให้เกิดสั้นลงๆ จนจิตไม่เกิดอีก โดยหารู้ไม่ว่าไอ้สติแบบเข้าไปทำเอานี้แหละเกาะวิญญาณขันธ์ตัวพ่อเลย มีเจตนากรรมแฝงบนการภาวนาโดยไม่รู้ตัว มันก็มีสติอยู่บนโมหะอุปาทานล้วนๆ พอจิตไม่เกิดเพราะสติมันทำงานเร็วมากจนตัดเจตสิกได้จนหมด แล้วทีนี้ก็กลายเป็นภาคของการทรงรู้ คือมันก็ว่างจากการเสวยอารมณ์ แต่ไม่ว่างจากตัวกู เพราะมันเกาะอยู่ที่ตัวกู แล้วก็เปลี่ยนภูมิใช้กรรม ก็เจริญอุปาทานเข้าไปขนาดนั้น มันจะว่างได้ยังไง มันก็ตกอยู่ภายใต้รูปนามนั่นแหละ เป็นความพยายามที่จะตัดรูปทิ้ง แต่ก็ทิ้งนามไม่เป็น เพราะมันหลงอยู่ในธรรมคู่ รูปนามก็มายาทั้งนั้น ดังนั้นการเข้าไปเจริญรู้มากๆเข้า พอจะฆ่าตัวรู้มันก็จะมี "ตัว" เข้าไปฆ่าอีก โดนมันจัดฉากหลอกเอาอีก มันก็ไม่จบ ก็ไปเป็นยามเฝ้าขันธ์ต่อชาติหน้า

ตื่นแบบเข้าไปทำนี่ ไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ตื่นมันตื่นอยู่แล้ว ตื่นอยู่แล้วโว้ย แต่ที่มันไม่ตื่นก็เพราะมันไปยึด ไปเกาะสภาวะ ไปคิด ไปพิจารณา ไปหลงติดหลงหลุด นั่นโน่นนี่ นั่นแหละ หลวงพ่อถึงพยายามบอกแล้วบอกอีกว่า "แม้แต่ตรงที่เข้าใจก็ไม่ใช่" แต่มันก็ไม่มีใครฟัง ทำตัวเป็นลิงหาเห็บ หาความเข้าใจกันตลอด ฟังปุ๊บหาเห็บ ฟังปุ๊บหาเห็บตลอด ถ้ามันจะเข้าใจสัจธรรมมันก็จะเข้าใจเอง ไม่ต้องไปแสวง ไม่ต้องไปคอยติด คอยหลุดจากการหาความเข้าใจจากสัจธรรม ไม่ต้องหาเห็บ

ก็ไม่ต้องไม่ตั้งไปเลย ตัดท่านประธานทิ้งไปเลย ตัวกูก็ไม่ ไม่ต้องคอยติด ไม่ต้องคอยหลุด ไม่อะไรกับอะไร เดี๋ยวมันก็ตื่นโพล่ง สว่างโพล่งของมันไปเอง ตื่นแบบนี้เป็นผลของการไม่ต้องไม่ตั้งเอากับธาตุหนึ่งขันธ์ใด พอ "ไม่ต้อง ไม่ตั้ง" มันก็นิโรธเดี๋ยวนั้นไปเอง ไม่ใช่เข้าไปทำนิโรธขึ้นมา

รับกาแฟสักถ้วยมั๊ย?

No comments:

Post a Comment