Saturday, February 2, 2013

ไม่ต้องทำจิตให้บริสุทธิ์

คงเคยได้ยินคำพระที่สอนๆกันมาว่า "ละเว้นทำชั่ว รักษาศีล ทำจิตให้บริสุทธิ์" ซึ่งคำสอนนี้แหละที่คนส่วนใหญ่นึกว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา คือเน้นทำดีเข้าไว้ ทุกวันนี้ก็เลยมีการตลาดหัวใส เอามาทำเป็นแผนการตลาดที่เรียกว่า "การตลาดสีขาว" กระตุ้นให้คนทำดีกันให้มากๆ ทำดีกับแบบมีสกอร์(คะแนน)ให้แบบนี้ มันก็เลยเป็นสังคมที่ "อยาก" ดีไปหมด

คิดดูก็แล้วกันว่าจะทำดียังต้อง "อยาก" ก่อนถึงจะทำได้ครับ แล้วมันก็กลายเป็นเรื่องตัณหาในบุญเข้าไปอีก ขนาดจะดียังต้องทุกข์เลยคิดดู

เอ้า มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

การทำจิตให้บริสุทธิ์นั้นมันจะทำได้ยังไงเล่า เพราะลำพังตัวจิตเองมันก็ไม่บริสุทธิ์อยู่แล้ว เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มีจิตขึ้นมาก็เป็นมโนกรรมแล้ว กรรมมันจะบริสุทธิ์ได้ยังไง กรรมก็คือสังสารวัฏนั่นแหละ แล้วมันจะบริสุทธิ์ที่ตรงไหน แล้วยิ่งเข้าไป "ทำ" เอาน่ะ มันก็ยิ่งไปกันใหญ่เลยครับ ยิ่งทำยิ่งปนเปื้อนกรรมซ้อนลงไปเลอะเทอะเข้าไปใหญ่

การที่จะเข้าไปทำจิต หรือชำระจิตให้บริสุทธิ์นั้น มันหมายถึงการเข้าไป "ทำ" ให้จิตมันดีเสียมากกว่า คือการเข้าไปทำจิตให้เป็นกุศล เป็นพลังบวกแบบที่ศัพท์สมัยใหม่ใช้กัน ซึ่งบวกได้ก็มีลบได้ครับ จิตที่ชำระจน "ดี" แล้วนั้นไม่ใช่จิตที่บริสุทธิ์ (เพราะมีกรรมซ้อน อวิชชาซ้อน ตัณหาซ้อน อุปาทานซ้อน....โห เพียบ) เพราะมีจิตเมื่อไหร่มันก็ไม่บริสุทธิ์แล้ว เมื่อเราเข้าไปทำจิตให้มันดีได้ เดี๋ยวมันก็จะแกว่งไปทางด้านลบได้เหมือนกัน ดังนั้นมันก็เป็นปกติอยู่แล้วของสรรพสัตว์ที่มีดีบ้าง เลวบ้างไหลไปตามสิ่งที่เข้ามากระทบเป็นธรรมดา คุ้มดีคุ้มร้ายไปเรื่อย ตามโมหะความหลงของมัน ดังนั้นไม่ตัองกังวลไป ทุกๆคนเคยเป็นมาหมดแล้วครับ ตั้งแต่พระจนถึงโจร 555..ร้อย (ไม่ต้องอี๋)

จริงๆแล้วก็ให้มันบริสุทธิ์จากจิตเสียเองเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ทำจิตแบบไหนทั้งนั้น ไม่ได้สอนให้เอากุศล ยึดกุศล คือทำได้แต่อย่าไปยึดมัน ดังนั้นก็ไม่ต้องเข้าไปทำจิตแบบไหนอีกแล้ว ให้มันว่างจากจิตไปเลย บริสุทธิ์จริงๆก็คือ "ว่าง" จากการเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้ง โหยหาอาวรณ์ในทุกๆสภาวะธาตุ สภาวะธรรม นั่นแหละ จิตมันก็จะดับลงเอง แจ้งออกเองในเนื้อหานิพพานไปเอง ถ้าเข้าไปทำจิตอยู่มันก็ยังมีแรงกระทำ(กรรม)ไปบนจิตอยู่ ซึ่งสภาวะมันก็เป็นไปได้แค่ ดี เลว และกลางๆนั่นแหละ ซึ่งทั้ง 3 สภาวะนี้คือการปนเปื้อนกรรม เป็นกรรมซ้อนลงไปบนจิต แล้วมันจะบริสุทธิ์ได้ยังไงเล่า

มันก็ต้องเคลียร์กันให้ชัดก่อนว่า "บริสุทธิ์" นั้น บริสุทธิ์จากอะไรเล่า ถ้าแปลว่าบริสุทธิ์จากอกุศลกรรมก็ไม่ใช่คำสอนของพุทธ เพราะพระพุทธศาสนาสอนให้ออกจากกรรมอย่างเดียว ไม่เอาทั้งดีแล้วก็เลว ถ้าจะเอาแค่ดี แล้วหนีเลวมันก็ยังไม่จบ มันก็จะคลุ้มคลั่งไปเรื่อยๆ ป่วยจิตป่วยใจไปเรื่อย แล้วก็ต้องทำจิตทำใจไปเรื่อย เตลิดเปิดเปิงข้ามพุทธันดรไม่รู้จบ

จะให้ตรงจริงๆก็ต้องบอกว่า "บริสุทธิ์" นั้น มันก็ต้องบริสุทธิ์จากกรรมไปเลย ออกจากสังสารวัฏไปเลย นั่นแหละบริสุทธิ์จริง ว่างจากความยึดติดทั้งหลาย ไม่ข้องไม่คากับอะไร นั่นแหละบริสุทธิ์ บริสุทธิ์แบบนี้จะไปทำเอาไม่ได้ เพราะการเข้าไปทำเอาก็คือการเข้าไปใช้แรงแห่งกรรมไปทำเอา ถ้าจะไปทำเอามันก็มีแค่ 3 ตัวเลือกเท่านั้นคือ ไม่ดี ก็เลว หรือกลางๆ แต่ก็ยังไม่ว่างจากตัวตน ไม่บริสุทธิ์จากตัวตน จากกรรมทั้งหลาย แล้วการเข้าไปพยายามทำให้มันบริสุทธิ์แบบที่ทำๆกันน่ะ มันก็จะก่อให้เกิดแต่ความคับแค้น อึดอัดขัดเคือง เป็นสภาพที่ทนยาก ดำรงยาก พอหมดกำลังในการทรงมันก็แกว่งไปทั่วนั่นแหละ กรรมทั้งหลายทั้งปวงจากการทำจิตทำใจก็จะต่อภพต่อชาติให้ไม่รู้จบ

เอาง่ายๆเบ่งกล้ามนานๆน่ะ เมื่อยไหมเล่า ก็แบบเดียวกันนั่นแหละ

ดังนั้นหากจะสะท้อนความเป็นจริงให้ตรงเนื้อหาสัจธรรมก็ต้องให้มันขาดจากความเป็นสังสารวัฏไปเลย ให้มันบริสุทธิ์จากความยึดติดทั้งหลายทั้งปวงไปเลย จะได้เป็นการเกื้อกูลที่จบจริง ไม่ใช่การสอนให้วนใช้กรรมได้หน้าปะหลังไปเรื่อย จะบริสุทธิ์จากรรมได้ก็ให้คลายออกจากจิตเองเสียเลย ก็แค่ไม่อะไรกับอะไร ก็คลายออกเองแล้ว มันก็จะพ้นจากสภาวะทั้งหลายออกมาเอง นั่นแหละคือบริสุทธิ์จริง บริสุทธิ์ว่างจากกรรมทั้งปวง

No comments:

Post a Comment