Tuesday, February 19, 2013

เลิกงี่เง่า

ถอดความไฟล์เสียง
"เลิกงี่เง่า"
หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ  เขมรโต

ชอบแช่นะ  ให้มันตื่นอยู่แล้วสิลูก  ตื่นอยู่แล้ว..แบบมันโพล่งอยู่แล้ว  แบบไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้ว  มันจะได้โพล่งไป  เป็นพลังแห่งมหาสัมปชัญญะ  ที่มันจะทะลุทะลวงระบบสัมผัสหรือผัสสะทั้งหมดน่ะ  ถ้าลูกมานั่งแช่..นอนแช่..ทรงสภาวะอยู่  เดี๋ยวเวลากระทบก็กระทบอย่างรุนแรง  เจริญแต่ตัวเชื้อที่รองรับผัสสะอยู่ตลอด..........ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้วนี่แหละ  ท่ามกลางตา..หู..จมูก..ลิ้น..กาย..ใจนี่แหละลูก  มันจะทะลุทะลวงผัสสะทั้งหมด  สาเหตุที่มันทนต่อผัสสะไม่ไหวก็เพราะ..ลูกแช่นี่แหละ  แช่รู้..ทรงรู้..แช่รู้..ทรงรู้..แช่เฉิ่ม..ทรงเฉิ่ม  ในอารมณ์อยู่อย่างนี้  เค้าเรียกว่ามันฝึกแต่เพาะเชื้อ  มันไม่ทะลุ  ก็ลูกไม่สละเชื้อไง  ที่มันสละเชื้อคือมันไม่อะไรกับอะไรลูก  มันตื่นแบบไม่อะไรกับอะไรอยู่อย่างนี้  มันไม่แช่รู้..แช่เห็น..แช่อะไรทั้งหมด  มัน..ไม่แช่ไปเอง  ไอ้ไม่อะไรกับอะไรคือมัน..ไม่แช่ทั้งหมด  แช่รูป..แช่เสียง..แช่กลิ่น..แช่รสอะไร..แช่สัมผัส..แช่รู้..แช่เห็น..แช่ในภายใน  มัน..ไม่แช่ทั้งหมด..มันไม่แช่..มันไม่ตัน..มันทะลุทะลวง  เพราะมันจาคะ..มันสละลูก

ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไรน่ะ  จิตมันจะได้ไม่จมกับอะไรสักอย่างหนึ่ง  มันจะได้แล้วไป..แล้วไป..แล้วไป..แล้วไป..แล้วไป  ทะลุทะลวง..ลุล่วง..ลุล่วง..ลุล่วง..ลุล่วง..ลุล่วง  ไม่อะไรกับอะไรอย่างเดียวลูก  สละอย่างเดียว  สละทุกความรู้สึก  สละทุกสภาวะคือไม่ต้องไปแช่กับมันนั่นแหละ  เค้าเรียกว่า..สละ..จาคะ  ถ้ามัวแต่อะไรกับอะไร  มันก็อาลัยอยู่นั่นแหละ  อาลัยอาวรณ์อยู่นั่นแหละ..ชนตลอด..ชนตลอด.........

ไม่ใช่มัวแต่กรรมฐานอยู่  ไปกำทำไม..ฐาน  กำจิตก็..กรรมฐาน  กำอารมณ์ก็คือ..กรรมฐาน  ไปแช่กับมันน่ะแหละเค้าเรียกว่า..กรรม  แช่รู้ก็กำรู้เค้าเรียก..กรรมฐานทางจิต  ไปกำทำไม..กำฐาน..กำทำไมหรือ...........วิสามัญ.........คือ..สละน่ะแหละ คือไม่อะไรกับอะไร  จาคะหมดทุกฐาน  คือไม่อะไรกับอะไร  ที่มัน..ไม่..อยู่แล้วเนี่ยลูก  ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไร..อยู่แล้วนี่แหละ  เรียกว่า..สละทุกฐาน  ฐานกาย..ฐานจิต..สละหมด..ปลงหมด  จึงตรงต่อ..นิพพานอยู่แล้วทันที  ไม่ข้อง..ไม่คา..ไม่ติด..ไม่ขัด

ลูกก็..ไม่..อยู่แล้วตลอด  ตื่นแบบไม่..อยู่แล้ว  ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไร  ไม่จึ้ง..ไม่จ้อง..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..ไม่จด..ไม่จ่อ..ไม่ทรง..ไม่ทรงอาการ  มันจะได้..แล้วแล้วไป..กับสัมผัสตลอดเลย  รูป..เสียง..กลิ่น..รส..นั่นนี่อะไร  มัน..แล้วแล้วไปตลอดแหละ  มันไม่อะไรกับอะไร..อยู่แล้ว  มันก็..แล้วแล้วไปตลอด  ไม่แช่..ไม่จม..ไม่ทรง..ไม่เสวยอารมณ์  ไม่ใช่อะไรเสวยอะไร  จะค่อยบรรลุ..ทะลุทะลวง  คำว่าบรรลุคือมันลุล่วง..ไม่ข้อง..ไม่คานั่นเอง  เรียกว่าบรรลุ..ลุล่วง..ลุล่วง  คือมันไม่ข้อง..ไม่คาอยู่ในภาวะหนึ่งภาวะใด  สเต็ป(step)หนึ่ง..เสต็ปใด  อาการหนึ่ง..อาการใด  มันไม่..ไงลูก  ไม่อะไรกับอะไร  มันก็นอกเหนือทุกขณะ  นอกเหนือทุกสภาวะ  เรียกว่าบรรลุ..ลุล่วง..นั่นเอง

ก็โดยเนื้อหาคือมันบรรลุอยู่แล้วไงลูก  มันไม่อะไรกับอะไร..อยู่แล้ว  พอลูกไปดำเนิน..ตัวจึ้ง..ตัวจ้อง..ตัวทรงอาการลงไป  มันก็เลยกลายเป็นว่า..ตัน  เรียกว่า..ตัณหามันตัน  ตันอยู่ตรงนี้บ้าง..ตันอยู่ตรงอาการนั้นบ้างตันอยู่ตรงอารมณ์นี้บ้าง..ตันอยู่ตรงอารมณ์นั้นบ้าง..ตันอยู่กับการรู้บ้าง..ตันอยู่กับความรู้สึกบ้าง..ตันอยู่กับเวทนาบ้าง..ตันอยู่กับความคิดบ้าง  มันตัณหาไปหมด  ตัณหาคือสิ่งนี้..สิ่งนั้น  ก็ไม่อะไร..ตื่นแบบ..ไม่อะไรกับอะไรไปตลอด  มันก็..แล้วแล้วไปของมันเองตลอด..............เรียกว่าบรรลุตลอดเลย  แล้วแล้วไปตลอดนี่ก็ลุล่วง  เรียกว่าบรรลุ..ลุล่วง  ไม่ข้อง..ไม่คา  ถ้านั่งแช่..นั่งเฉิ่ม..อยู่แค่สติ..แค่สมาธิ..แค่ฌาน..แค่ญาณ  นี่มันไม่ใช่บรรลุหรอกลูก  เค้าเรียก..มันตัน  มันตันทั้งนั้นแหละ  มันตัณหาทั้งนั้น  ตันอยู่แค่ฌาน..ตันอยู่แค่ญาณ..ตันอยู่แค่สมาธิ..ตันอยู่แค่สติ..  มันตันทั้งนั้นแหละลูก  เค้าเรียกตันอยู่แค่ฐานธรรม  ธรรมก็สักแต่ว่าธรรม  ก็ปลงธรรมทุกลักษณะน่ะ  มันก็..สละ..จาคะ..หมดทุกสภาวะแห่งธรรม  ไอ้นี่ยังไปตันอยู่แค่ทำสติ..ทำสมาธิ..ทำฌาน..ญาณ..ปัญญา    ธรรมติดอยู่แค่ฐานธรรม  ปลงนั่น..ปลงนี่ซะอย่างดี  แต่ไปคาอยู่แค่ฐานธรรมน่ะ  อันนี้จาคะหมดเลยลูก  ทุกสภาวะลักษณะแห่งจิต  เราก็แบบไม่อะไรกับอะไร..อยู่แล้วเนี่ย  ไม่..อยู่แล้ว  ไม่อะไรกับอะไร..อยู่แล้ว  มันก็..แล้วแล้วไปตลอด


มันไม่แช่อยู่ตรงนั้น..มันก็ไม่ตันอยู่ตรงนั้น
มันไม่แช่อยู่กับอาการนั้น..มันก็ไม่ตันอยู่ตรงอาการนั้น
มันไม่แช่ตรงอะไร..มันก็ไร้ขอบเขตไปของมันเอง
มันไม่แช่ตรงอะไร..มันก็ไร้ขอบเขตไปของมันเอง  เรียกว่าสุญญตา  เรียกว่า..ว่าง..อยู่แล้วลูก  เรียกว่านิพพานอยู่แล้ว  ปราศจากการยึดติด..อยู่แล้ว  มันก็ไม่อะไรกับอะไร..อยู่ตลอด  ไม่ใช่มัวแต่กรรมฐาน..กรรมฐานอะไรอยู่เล่า  ไปกำทำไมฐาน  ให้มันเป็นเวร..เป็นกรรมซ้อนฐานอยู่เนี่ย  ฐานกาย..ฐานเวทนา..ฐานจิต..ฐานธรรม  ทรงสติ..มันก็กำในสติ  ทรงสมาธิ..ก็กำในสมาธิ  เอาสิ  ทรงฌาน..ก็กำฌานเอาดิ๊  ทรงญาณ..ก็กำญาณน่ะแหละ  กรรมซ้อนน่ะ..กรรมซ้อนธรรมน่ะ  ให้ปลงทุกฐาน..นิพพานทันที

ไอ้ที่มันไม่อะไรกับอะไร..อยู่แล้ว  ไม่กำฐานหนึ่งฐานใด  ไม่แช่ในฐานหนึ่งฐานใดเนี่ย  ไม่แช่ในสภาวะลักษณะหนึ่งลักษณะใด  ก็..แล้วแล้วไปตลอด..ลุล่วงตลอด..บรรลุตลอด..โพล่งตลอด..โปร่งตลอด..โล่งตลอด..กว้างขวางอยู่ตลอด..ไร้ขอบเขตอยู่ตลอด  ไม่แช่อยู่แค่สภาวะกายหรือเรียกว่าสภาวะจิตน่ะ  ไม่ข้องนอก..ไม่ข้องในลูก  ไอ้ที่มัน..ไม่..อยู่แล้ว  มันไม่อะไรกับอะไร..อยู่แล้วตลอด  มันก็ไร้ขอบเขต..อยู่ตลอด  เรียกว่าลุล่วงลูก...........บรรลุ

ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..กับอะไรอยู่แล้วเนี่ย  ไม่..อยู่แล้ว  ไม่อะไรกับอะไร..อยู่แล้วเนี่ยลูก  มันก็..ไม่ตันอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใด  เรียกว่าไม่ตัณหา..มันไม่ตัน   ไม่งั้นมันก็จะสาละวนอยู่กับตัณหาเก่าๆของตัวเอง  แช่รู้..แช่เห็น  แช่นึก..แช่คิด  แช่ความรู้สึก..แช่ในอารมณ์..จึ้ง..จ้อง..ต้อง..ตั้ง..ซ้อน..อยู่อย่างนั้นตลอด  เรียกว่าคุ้นเคยกับตัณหาอยู่ตลอด  มันก็วนเวียนเป็นวัฏฏะอยู่อย่างนั้นน่ะ  ไม่ได้ทะลุเลย  จาคะไม่เป็น..สละไม่เป็น  มันไม่ได้ทะลุ  วนเวียนอยู่กับแนวเก่าๆ..บ้องเก่าๆ

ลูกจะไปทรงตัวไหน..แช่ตัวไหนล่ะ..จะไปดำรงตัวไหน  จะไปเจริญตัวไหนอยู่  นั่นแหละเค้าเรียกว่ามันเป็นกรรม..กรรมฐานอยู่ตลอด  คาแต่กรรมฐาน  ไปกำทำไมล่ะ  วนเวียนอยู่แค่กรรมฐาน  กรรมซ้อนฐาน..กรรมซ้อนฐาน  กรรมฐาน..ใครเค้าสอนให้ทำ..กรรมฐานน่ะ  มีแต่พวกมืดเท่านั้นสอนให้ทำ..กรรมฐาน  กรรมซ้อนฐาน..กรรมซ้อนฐาน  นี่เค้าปลงทุกฐาน  ไม่เป็นกรรมซ้อนฐาน  ปลงทุกฐาน..นิพพานทันที

ท่านลงมาสรุปให้ทุกฐาน  มันก็มัวแต่กรรมฐานกันอยู่ตลอดน่ะแหละ  ยุคไหน..กัลป์ไหน..กัปป์ไหน  มันก็คาแต่กรรมฐาน..กรรมฐาน  ท่านก็ลงมาปลงให้ทุกฐาน  ปลงทุกฐาน..นิพพานทันที  ไม่ใช่ทำกรรมฐาน  ฐานกาย..ฐานจิตน่ะ  ปลงทุกฐาน..นิพพานทันที  ไม่ใช่มัวแต่แช่ฐาน..หมักดองในฐานอยู่  ลูกก็ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วตลอด  มันก็โพล่งออกไปเอง  ไม่วนเวียนอยู่แค่กาย..แค่จิต  ไม่อึมครึมอยู่แค่กาย..แค่จิต              ไม่อึมครึมอยู่แค่สภาวะลักษณะทางจิต..ทางอาการ........ไม่อึมครึม

ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไรน่ะแหละลูก..ไม่แช่..ไม่ทรง..ไม่ดำรงอยู่  กับสภาวะหนึ่งสภาวะใด  มันก็โพล่งออกไปเอง..กว้างขวางออกไปเอง..ไร้ขอบเขตของมันไปเอง  เรียกว่าสละ..จาคะ..ทิ้งของมันไปเอง  นั่น..เนื้อหาบรรลุล่ะ  ไม่ติด..ไม่ขัด..ไม่ข้อง..ไม่คา
ไม่ใช่ตรงทำกาย..ทำจิต  แต่..ปลงกาย..ปลงจิตแทน
ไม่ใช่ตรงที่ไปคอยทำตัว..ทำใจ  แต่ให้..วางตัว..วางใจแทน
ไม่ใช่ให้ประดิดประดอย..กับกาย..กับจิต  ให้..ปลงกาย..ปลงจิตแทน  แล้วแล้วไปแทน  ไม่อะไรกับอะไรกับมันแทน  ไม่ต้องแบบไหนกับกาย  ไม่ต้องอย่างไรกับจิตแทน...........วิสามัญทุกฐานลูก  ปลงทุกฐาน..นิพพานอยู่แล้วทันที  ตรงต่อว่าง..อยู่แล้วทันที  ตรงต่อวาง..อยู่แล้วทันที

ไม่ใช่ให้ไปทำกาย..ทำจิตแบบไหนอยู่........มันไม่ใช่ลูก  ช่างกาย..ช่างจิต  แล้วแล้วไปกับกาย..กับจิต...นิพพานทันที  ทะลุทะลวงทันที  นั่นแหละไอ้ที่..ไม่อะไรกับอะไรนั่นแหละลูก  เค้าเรียกว่ามันสละ..มันจาคะ  เรียกว่ามันไม่ยึดติดนั่นเอง

ไม่ต้องแบบไหนกับกาย..ไม่ต้องอย่างไรกับจิต  ถึงจะหมดความอาลัยอาวรณ์..ในรูปธรรมและนามธรรม  พอไม่แช่..ไม่ทรง..ไม่ดำรงอยู่..อยู่ในสภาวะหนึ่งสภาวะใด  เค้าเรียกว่าสลายอุปาทานในขณะนั้น  อุปาทานมันสลาย  มันไม่เป็นอุปาทานกับอะไร  โดยไม่..อยู่แล้วตลอด  มันก็เลยไม่มาอยู่แค่กาย..ไม่มาอยู่แค่จิต เค้าเรียกว่ามันไร้การคอยอยู่..ทางกาย..ทางจิต  มันสลายอุปาทาน  ก็ตรงต่อว่าง..อยู่แล้วทันที  ตรงต่อการที่มันปราศจากขอบเขต..อยู่แล้วทันที

ไม่มีตัวตนเป็นผู้ดำรงอยู่  ไม่มีตัวตนเป็นผู้ดำเนินไป  นอกเหนือการอุปโลกน์..นอกเหนือการสมมุติ  บนเนื้อหาแห่งความที่มันไม่ใช่อะไรทั้งหมด  เนื้อหาที่มันไม่มีอะไรน่ะ  ที่มันไม่..อยู่แล้ว..ไม่..อยู่แล้ว..ไม่..อยู่แล้ว  จนไม่มี..ไม่มี..ไม่มีเหตุทางจิต..ทางใจ..แบบไหน..อย่างไร  ไม่มีอุปาทานซ้อนจิต..ซ้อนใจ  ไม่มีตัณหาซ้อนจิต..ซ้อนใจ  แบบไหนอย่างไร  คือ......ไม่...

ที่มันไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..แบบไหนอยู่แล้วเนี่ยลูก  เค้าเรียกว่ามันหมดสมุทัย..ดับเหตุ..ยุติเหตุ  ไม่เป็นสมุทัย  มันไม่ต้องคอยติด..ไม่ต้องคอยหลุดแบบไหน  มันไม่ต้อง..ไงลูก  มันไม่ต้องคอยติด..ไม่ต้องคอยหลุด..แบบไหนอย่างไร  เค้าเรียกว่ามันปราศจากสมุทัย..ปราศจากเหตุ  ตรงที่ไม่ต้องแบบไหนกับกาย..ไม่ต้องอย่างไรกับจิต..นี่แหละลูก  อันนี้มัวไปทำกาย..ทำจิตอยู่  มันก็กรรมฐานอยู่ตลอด  ไปทำทำไม..กรรมฐาน  เค้าให้ปลงทุกฐาน  ไม่ใช่ให้ทำกรรมฐานอยู่  เนี่ยทำกรรมฐานโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังทำกรรมฐานอยู่หรือ
จะแช่รึ..นี่ก็กรรมฐานแล้ว  มันกำจิตนั่นเอง..ฐานจิต
แช่นึกมันก็กำจิตแล้ว..ฐานจิตน่ะแหละ..กรรมฐาน
แช่ความรู้สึก..แช่อารมณ์..มันก็กำแล้ว..กรรมฐาน..กำฐานจิต
ถ้าแช่ความรู้สึก..แช่เวทนา  มันก็กำแล้ว..กำฐานเวทนา
ถ้าแช่รู้..แช่เห็น  นี่ก็กำแล้วมันกำหมด..ทั้งฐานจิต..ทั้งฐานธรรม  มันกำไปด้วยกันทั้งหมดน่ะ
แช่รูป..แช่เสียง..แช่กลิ่น..แช่รส  มันก็กำไปหมด  ก็กรรมในฐานธรรมทั้งหลายทั้งปวง
นั่งแช่กับกาย..ก็กำฐานกาย  มันก็กำฐานทำแต่กรรมฐาน  เรียกว่าสร้างแต่..กรรมซ้อนฐาน  เค้าเรียก..กรรมฐานคือกรรมซ้อนฐาน............มันไม่ใช่นะ  ปลงทุกฐานลูก  ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..แบบไหนอยู่แล้วลูก  มันไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้ว  ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไรเนี่ย  แล้วก็ไม่อะไรกับอะไรกับความตื่นเองเนี่ย...รู้มั้ย...มันไม่ติดแม้กระทั่งสติ  ไม่ติดแม้กระทั่งสัมปชัญญะ  จึงเรียกว่าสละแล้วซึ่ง..ฐานธรรม  มันไม่กำแม้กระทั่งฐานธรรมเอง..จึงค่อยจบ

แบบไม่..อยู่แล้วเนี่ย  ถึงจะตื่นมันก็ไม่ติดความตื่น  ไอ้แบบที่ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วเนี่ย  ถึงจะตื่นน่ะ....จิตตื่น........แต่ก็ไม่ติดความตื่น  เค้าเรียกว่า..ไม่ติดสติ  ไอ้แบบที่มัน..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..แบบไหนอย่างไรอยู่แล้วเนี่ย  ถึงรู้..มันก็ไม่ติดรู้..ไม่ติดญาณ..ไม่ติดปัญญา  มันไม่ติดในฐานหนึ่งฐานใดลูก  มันไม่กำฐาน  ลูกก็ตรงต่อที่มันไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วเท่านั้นแหละ  ไม่ต้องไปต้อง..ไปตั้ง..ซ้อนกาย..ซ้อนจิตอีก  คอยต้องกับกายก็..ไม่ต้อง คอยตั้งกับจิตก็..ไม่ต้องตั้ง  ก็ไม่..อยู่แล้วน่ะแหละลูก  ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง  ก็ว่าง..อยู่แล้วนั่นเอง

นี่ยังมานั่งแช่..ยืนแช่..นอนแช่อยู่มันก็เพาะเชื้อแต่สัมผัสอยู่ตลอด  แล้วอย่างนั้นแล้วจะ....กระทบแล้วจะไม่ให้กระเทือนได้อย่างไร  ถ้าเป็นแบบนั้นน่ะ  มัวแต่แช่รู้..แช่เห็น  ทรงรู้..ทรงเห็น..เฉิ่มรู้  เพาะแต่เชื้อสัมผัส..เพาะแต่เชื้อผัสสะ  ในเมื่อผัสสะ..เมื่อกระทบต่อ..รูป..เสียง..กลิ่น..รส..นั่นนี่  แล้วจะไม่ให้งี่เง่าได้ยังไง..หา....รู้จักมั้ย...งี่เง่าน่ะ   กระทบทีก็ไหวที  กระทบทีก็เอียงทีนึง  เค้าเรียกว่า..งี่เง่า  มันจะไม่งี่เง่าได้ยังไง  เพาะแต่เชื้อน่ะ  ไอ้แช่กาย..แช่จิต..แช่รู้..แช่เห็นอยู่เนี่ย  มันก็เพาะแต่เชื้อสัมผัส..เพาะแต่เชื้อปุถุชนน่ะ  ลูกก็..ไม่..อยู่แล้วตลอด  ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง  ตื่นแบบ..ไม่อะไรกับอะไร  ไม่ต้องซ้อนรูป..ซ้อนธรรม  ไม่ต้องซ้อนเสียง..ซ้อนกลิ่น..ไม่ต้องซ้อนรส..ไม่ต้องซ้อนกาย..ไม่ต้องซ้อนจิต..ไม่ต้องซ้อนอารมณ์..ไม่ต้องซ้อนลงไป  ลูกก็ไม่..อยู่แล้วตลอด

ทีนี้เอาแต่ความคุ้นเคยเดิมๆ  แช่รู้..แช่เห็น  นักดู..ก็ดูไปเรื่อย  นักฟัง..ก็ฟังไปเรื่อย  มันก็ไม่ตรง..ไม่ตรงต่อสัจจธรรม  ไม่ตรงต่อ..นิพพานอยู่แล้ว  ไม่ตรงต่อว่างอยู่แล้ว  มันก็นั่นแหละมันก็มาปะทุทีหลัง  มันก็มากำเริบทีหลัง  มาฟุ้งทีหลัง..มากำเริบทีหลัง  ตัดไปเลยลูก  ไอ้หมกมุ่น..ในการดู..ในการฟัง..ทั้งหมดนั่นน่ะ..........ตัดทิ้งไป  ไอ้หาภาระจุกจุกจิกจิก  ขี้หมูรา..ขี้หมาเปียก  ไม่ได้เรื่อง..ไม่ได้ราว  ไม่ได้มีสาระอะไรเอามาเป็นพันธะน่ะ........ตัดๆทิ้งๆไป  มันจะได้ไม่เป็นเหตุ..เป็นเชื้อ

ฟังธรรมะแล้วมันจะได้..ดับโดยดุษฎี  ทั้งต่อหน้า..ลับหลัง  ไม่มีต่อหน้า..ไม่มีลับหลัง  ดับเหมือนกันหมด  ตรงไหนก็ดับได้เหมือนกันหมด
ตรงไหนก็..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วเหมือนกันหมด
ตรงไหนก็..ไม่อะไรกับอะไร..อยู่แล้วเหมือนกันหมด
ตรงไหนก็..ทะลุทะลวงในผัสสะอายตนะ..อยู่แล้วเหมือนกันหมด  แล้วแล้วไปกับผัสสะอายตนะเหมือนกันหมด........ไม่แช่..........

ถ้าไม่ทิ้งเรื่องปลิโพธ..จุกจุกจิกจิกรอบตัว  เล็กๆน้อยๆอะไร  เกี่ยวกับ..การดู  เกี่ยวกับ..การฟัง  เกี่ยวกับ..การเล่นน่ะ..........เรียบร้อย  ไอ้ความคุ้นเคย..ความเคยชินทั้งหมด..เพาะเชื้อทั้งนั้น  แล้วจะไม่ให้งี่เง่าได้ยังไง  เวลากระทบน่ะ  ก็เอาแต่..เพาะเชื้อ  ไม่สละเชื้อ  ว่างๆไม่มีอะไรทำ..ก็หาอะไรมาทำอย่างนั้นน่ะ...เรียบร้อย  สนองแต่ตัณหา...มันหา  ก็ว่างอยู่แล้ว..มันก็ดีอยู่แล้ว  มีอะไรทำก็ทำ  ไม่มีอะไรทำก็ไม่ต้องทำ  ก็ว่างอยู่แล้ว..มันก็ดีอยู่แล้วนี่นา  ไม่ใช่ว่าว่างอยู่แล้ว  อยู่ไม่เป็นสุข  ก็หาเรื่องสนุกตลอดน่ะ  มันก็งี่เง่าเดะ  ก็ว่างอยู่แล้วมันก็ดีอยู่แล้วหรือมันไม่ดี  ต้องหาตัณหาขึ้นมา  อุปโลกน์ตัณหาขึ้นมา  สร้างโจทย์แห่งตัณหาขึ้นมาเพื่อดิ้นไปตามตัณหา  มีงานทำก็ทำงาน  ไม่มีทำก็ไม่ต้องทำ  มันก็ดีดีอยู่แล้ว

นี่ดับ..ต่อหน้ามันก็ดับ..ลับหลังมันก็ดับ  มันจะได้เหมือนกัน  ต่อไปก็ไม่มีต่อหน้า..ลับหลัง  ไม่ใช่ฟังต่อหน้า..ดับ  ลับหลังแล้วก็..อะไรก็ไม่รู้  เตลิดตามความคุ้นเคยของตัวเองตลอด....ไม่ใช่นะลูก  พอบอก..ไม่ต้อง..เราก็..ไม่ต้อง..ตาม  พอบอก..ไม่ตั้ง..เราก็..ไม่ตั้ง..ตาม  แค่นั้นมันก็จบเลย  ไม่ต้องไปคิดเอาใหม่  ไม่ต้องไปค้นเอาใหม่  ให้มันเป็นอวิชชา..สังขาร  หลงปรุง..หลงแต่งไปเสียเอง

บางคนอยู่เฉยไม่ได้  อยู่เฉยแล้วมันจะตาย  ถ้ามีงานทำมีหน้าที่ก็ไปอย่าง  ไม่มีหน้าที่ไม่มีงานทำ  อยู่เฉยๆก็อยู่ไม่เป็นอีก..ก็จะตาย  ก็ต้องหาเรื่องมาเล่น..หาเรื่องมาสนุก..หาเรื่องมาดู..หาเรื่องมาฟัง  ถ้ามีงานทำที่มันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม..สังคมและส่วนรวมก็ไปอย่างหนึ่ง  นั่นเค้าเรียกว่า..การสงเคราะห์..การเกื้อกูล  ก็ไม่เป็นไร  อยู่เฉยๆแล้วมันจะตาย  ตัณหามันจะตาย  มันก็เลยต้องสร้างชีวจิตแห่งตัณหาขึ้นมา..ต้องดิ้น..ต้องพยายามที่จะอย่างนั้น..อย่างนี้  ดับไม่เป็นนี่  อยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรแล้วก็ยัง..ดับไม่เป็น  แล้วอยู่ท่ามกลางสังคมมันจะไปดับเป็นได้ยังไง  ก็จะแพ้..กำลังตัณหาของสังคม  ความขับเคี่ยว..ความเร่งรัดทางจิต..ทางวิญญาณทั้งหลายเนี่ย  มันจะไหลตามไปด้วยกันหมด..จะไปดับตรงไหน   ลูกก็ไม่ต้อง..อยู่แล้วตลอด

ไม่ต้องหาเพื่อนหรอก  หนึ่งเดียวก็ยัง..ไม่ใช่  จะไปหาอะไร..สองล่ะ  ลูกก็..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วตลอด  ไอ้หนึ่งเดียวก็ยังเป็นกรรมที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นว่า..ตัวเอง..ตัวเอง  มันก็ยัง..ไม่ใช่  แล้วนับประสาอะไรกับ..สอง..สาม..สี่ล่ะ  ไม่ต้องไปหาหรอกลูก.....ดับอยู่แล้วไปเลย..จิต..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วไปเลย  ไม่ต้องไปหาหรอกเพื่อนน่ะ   มันไม่มีหรอกเพื่อน..มีแต่เพี้ยน  เจอกันทีไรก็..เพี้ยนทุกที  ปรุงกันไป..แต่งกันไป..ไหลกันไป..คุยกันไป..โม้กันไป..หมกมุ่นกันไป  มันไม่มีหรอกเพื่อน..มีแต่เพี้ยน  หนึ่งเดียว..ก็ยังไม่ใช่เลยลูก

นั่นล่ะลูกจะได้ตรงต่อ..ว่างอยู่แล้ว  ตรงต่อ..วางอยู่แล้ว  ตรงต่อ..ดับอยู่แล้ว  ตรงต่อ..นิพพานอยู่แล้ว  ตรงต่อ..เนื้อหาพุทธะอรหันต์  ตรงต่อ..เนื้อหามหาโพธิสัตว์  ที่กราบ..ที่ไหว้กันนักกันหนา  น้อมจิตระลึกนึกถึงกันนักกันหนา  นั่นน่ะรู้มั้ยว่าคืออะไร  ก็คือ..ไม่อะไรกับอะไรนี่แหละ  วาง..อยู่แล้ว  ว่าง..อยู่แล้วนี่แหละ  ไม่ใช่กราบเป็นวรรคเป็นเวร  เพื่อจะเอาอะไรกับท่านอยู่  กราบไป..เราก็..ไม่อะไรกับอะไร  จะได้ตรงต่อเนื้อหาแห่งความ..ไม่สุข..ไม่ทุกข์..ตามท่านไป  จบตาม..จบตาม  ไม่ใช่กราบเป็นวรรค..เป็นเวร  แล้วก็เรียกร้องปรารถนา..ขออยู่นั่น..เป็นวรรคเป็นเวรอยู่นั่นน่ะ  เอาอะไรนักหนาของมัน

คุณแห่งความที่ไม่ติด..ไม่ยึด..ไม่ข้อง..ไม่คา  ก็จากว่าง..อยู่แล้ว  จากวาง..อยู่แล้วน่ะแหละ  จากที่..ไม่อะไรกับอะไร..อยู่แล้วนี่แหละ  ก็ก่อเกิดคุณ..ที่กลายเป็นมหาสมุทรแห่งคุณธรรมขึ้นมาน่ะ  มาจากไหนล่ะ..ก็มาจากว่าง..อยู่แล้วนี่แหละลูก  มาจากวาง..อยู่แล้วนี่แหละ  มาจากที่มันไม่ยึด..อยู่แล้วนี่แหละรู้มั้ย  มหาสมุทรแห่งคุณธรรมน่ะ  แล้วลูก..กราบแล้ว..จะไปเอาอะไรล่ะ  กราบแล้ว..ใจก็..ไม่อะไรกับอะไรตามเลยนี่ลูก  ก็ว่างตาม..วางตาม  มันจะได้ตรงต่อเนื้อหา..อันเดียวกันกับท่านไป

ขออะไรล่ะ..ขอเอาไปมันก็ไปเฝ้า  ได้ไป..มันก็ไปเฝ้า  ดีที่ไหนเล่า  ก็เหนือสุข..เหนือทุกข์ตามไปเลย  ดับ..ตามไปเลย  มันจะได้ไม่ต้องเฝ้า..ฐานหนึ่งฐานใด  เฝ้ารูป..เฝ้านาม..เฝ้ากาย..เฝ้าใจ..เฝ้านอก..เฝ้าใน..เฝ้าสรรพสิ่งทั้งหลายอะไรน่ะ  มันจะได้เลิกเฝ้าลูก..เบ็ดเสร็จเด็ดขาด  ดับ..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว..อยู่แล้วลูก..ดับอยู่แล้วลูก  ไอ้ที่..ไม่ต้อง..ไม่ตั้งแบบไหนอย่างไร  ก็เรียกว่าดับอยู่แล้ว..ดับอยู่แล้ว..ดับอยู่แล้ว   จิต..ไม่เป็นจิต  กาย..ไม่เป็นกาย  ที่มันไม่อะไรกับอะไร..อยู่แล้ว  ไม่มีเนื้อหาของความเป็นอะไรลูก  ไม่ใช่อะไรเนื่องด้วยอะไร  ไม่ใช่อะไรเนื่องด้วยกาย  ไม่ใช่อะไรเนื่องด้วยจิต  ไม่มีอะไรเนื่องด้วยอะไร  ดับอยู่แล้ว..ดับอยู่แล้ว..ดับอยู่แล้ว ไม่เป็นตัณหา..ซ้อนกาย..ซ้อนจิต..อยู่แล้ว  นี่แหละที่เรียกว่านอกเหนือรูป..นอกเหนือนาม..นอกเหนือกาย..นอกเหนือใจ  ที่มันไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..แบบไหนอย่างไรอยู่แล้วนะลูก  มันไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้วเนี่ยลูก  สละกาย..สละจิต.....ไม่ใช่ฆ่าตัวตาย......เขาเรียกว่า...สละ..ไม่ใช่..

นี่หมายถึงมันไม่แช่..ไม่ทรง..ไม่ดำรง..ไม่งม..ไม่สาละวน..ไม่จึ้ง..ไม่จ้อง..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..ไม่อะไรกับอะไร  เรียกว่า..สละ  เรียกว่า..จาคะ  เรียกว่า..นอกเหนือ  ลูกจึงค่อยนอกเหนือเวร..นอกเหนือกรรม  ไม่ใช่ไปมัวตัดเวร..ตัดกรรมอยู่  นี่นอกเหนือ  ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..ซะเอง  ลูกก็นอกเหนือเวร..นอกเหนือกรรมในจิต..ซะเอง  ส่วนกรรมในอดีตมันก็ผ่านมา..ผ่านไปอยู่แล้ว  ไอ้นั่นไม่ต้อง..ไปติด..ไปหลุด..กับมันหรอกลูก  มันหลุดอยู่แล้ว  อย่าไปหลงทะเลาะเบาะแว้งกับมันให้ยุ่งยากเลย  กรรมทั้งหลายทั้งปวงที่มันผ่านไปแล้วนั่นน่ะ  ไอ้กรรมใหม่นี่นะ..สำคัญ  ที่ไปต้อง..ไปตั้งซ้อนลงไปในกรรมในอดีตนี่  ตัวนี้มันเป็นการตอกย้ำกรรมซ้ำซ้อน  ลูกก็ปลดล็อคกรรมในปัจจุบัน  ที่มันไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..แบบไหนอยู่แล้วในจิตก็..คลายอยู่แล้ว..คลายอยู่แล้ว  มันก็ไม่กรรมในปัจจุบัน  กรรมอดีตมันก็ผ่านมา..ผ่านไปของมันเอง  ไอ้นั่นน่ะไม่ต้องไปติดไปหลุดกับมันหรอก  ลูกจะได้นอกเหนือกรรมเป็น  จะได้ไม่ต้องไปมัวอ้อนวอนร้องขอ..ซ้อยแน..ซ้อยแน..ซ้อยแนอะไรอยู่น่ะ  เดี๋ยว..ซวยแน  ช่วยแน..ช่วยแน..อะไรน่ะ  ก็ไม่..อยู่แล้วซิ  ตายเป็นตาย..ไม่ใช่ต้องตายลูก  เจ็บเป็นเจ็บ..ไม่ใช่ต้องเจ็บ  แก่เป็นแก่..ไม่ใช่ต้องแก่  ไอ้ที่ไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้ว  มันนอกเหนือ..เกิด..แก่..เจ็บ..ตาย..ไปเอง  เรียกว่ามันปลง..มันวาง..มันปลง..มันวาง  ลูกก็..ไม่..อยู่แล้วตลอด

ไม่แช่รู้..ไม่แช่เห็น  แม้แต่ปัญญาก็ไม่ยกเว้น  แช่รู้..แช่เห็นน่ะปัญญา  เค้าเรียกมันติดปัญญา  ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..ไม่อะไรกับอะไร..อยู่แล้วตลอด  มันคลี่คลายตลอดทุกแง่..ทุกมุม..ทุกเหลี่ยม..ทุกคู..ทุกความรู้สึกนึกคิด..อารมณ์  ก็คลี่คลายจากสิ่งนี้..สิ่งนั้นไปตลอด  ไม่เป็นกรรมซ้อนอารมณ์  ไม่เป็นกรรมซ้อนจิต..ซ้อนอารมณ์  
ไม่ใช่มัวแต่ไปเจริญกาย..เจริญจิต  ไปเจริญทำไม..กรรมฐานตลอด  ทำแต่กรรมฐาน  ใครเขาสอน  พุทธะทุกองค์ลงมาสรุปกรรมฐาน..มาปลงทุกฐานให้  ให้ปลงทุกฐาน..นิพพานทันที  นี่ก็ทำแต่กรรมฐานกันทั้งนั้นแหละ  ตาสี..ตาสา..ตามา..ตามี  ชาวไร่..ชาวนา  ปฏิบัติ..ไม่ปฏิบัติเหมือนกันหมดแหละ  แช่กาย..แช่จิต..แช่ความรู้สึกนึกคิดอารมณ์  ขณะไหนก็เรียกว่ากรรมฐานแล้ว..กรรมซ้อนฐานแล้ว  ไม่ใช่เอามานับแต่พวกที่ปฏิบัติธรรม..เข้าห้องกรรมฐาน  แล้วเรียกว่าทำกรรมฐาน........ไม่ใช่  มันไม่ใช่มีแค่นี้หรอก  เค้าไถนาก็เป็นกรรมฐานเหมือนกัน  แช่รู้..แช่เห็น  จดจ่อนึก..จดจ่อคิด  แช่กาย..แช่จิต  เค้าเรียกว่ากรรมฐานหมด  กรรมซ้อนฐานหมดเลย  อุปาทานซ้อนฐาน  ตัณหาซ้อนฐาน  ฐานกาย..ฐานเวทนา..ฐานจิต..ฐานธรรม   อย่าคิดว่าเข้าห้องกรรมฐานแล้วเรียกว่าทำกรรมฐาน  อยู่ทั่วๆไปก็ทำกรรมฐานทั้งนั้น  มีแต่กรรมซ้อนฐานทั้งนั้น  ให้รู้ไว้เลย  ก็ให้ปลงทุกฐานลูก  จะให้ช่างมันทำไม  ก็ปลงไงล่ะ  สละทุกฐาน  แล้วแล้วไปทุกฐาน..นิพพานทันที  จะไม่เป็นเวรเป็นกรรม

จิตก็ไม่ต้องแบบไหนกับมัน  ไม่ใช่ไปทำจิต  มันก็ปลงฐานจิต  เรียกว่าคลายตลอดคือไม่กำ  ตรงต่อเนื้อหาวิมุตติตลอด  หลุดอยู่แล้ว..หลุดอยู่แล้ว..หลุดอยู่แล้ว..หลุดอยู่แล้ว..หลุดอยู่แล้ว..หลุดอยู่แล้ว  ลุล่วง..ลุล่วง..ลุล่วง..ลุล่วง..ลุล่วง  ไม่ข้อง..ไม่คา  ไม่ข้อง..ไม่คา..อยู่แล้ว  ไม่ข้อง..ไม่คา..อยู่แล้ว  ไม่ต้องไปทำ  ถ้าไปทำมันก็ไปข้องซะเองไง  ไม่ข้อง..ไม่คา..อยู่แล้ว  ไม่ข้อง..ไม่คา..อยู่แล้ว  แล้วแล้วไป..อยู่แล้วลูก  แล้วแล้วไป..อยู่แล้ว  จะเป็นเนื้อหาธรรมบรรลุตลอด................โส.........................................

                                               ++++++++++++++++++++          

                                   





No comments:

Post a Comment