Saturday, February 9, 2013

เดี๋ยวเราก็ตายจากกันแล้วเธอจ๋า

จั่วหัวซะน่ากลัว แต่ไม่น่ากลัวอย่างที่เห็นหรอกครับ กะว่าจะเขียนให้ขำขี้แตกตายไปเลย(ก่อนภัยพิบัติจะมา) 555

บทความนี้จะเป็นบทความสุดท้ายก่อนการประกาศหยุดอัพเดตเว็บไซต์ครับ

หลังจากที่หลายๆท่านได้เข้าไปกราบและฟังการสนทนากับหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต ในช่วงวันที่ 11-12 มีค.54 ที่ผ่านมา ก็คงจะได้คำตอบที่ชัดเจน(แต่ขัดเคืองใจ)กันไปแล้วนะครับ

อีกไม่นานเราก็จะตายจากกันแล้วเธอจ๋า คือประโยคที่ผมคิดได้ว่าน่าจะเป็นการกล่าวลาที่ดีที่สุด เพราะผมไม่อยากจะพูดว่า "กูบอกมึงแล้ว" ตอนภัยพิบัติได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ

คือถ้าได้พูดประโยคนี้เมื่อไหร่ แสดงว่าผมคงกำลังลอยคออยู่ในน้ำแล้วมีเฟอร์นิเจอร์จำนวนมากลอยตามมาหวังจะทับให้แบนไปข้างนึง โดยมีคนที่ผมชวนไปวัดแล้วมันไม่ยอมไปลอยคออย่างทุลักทุเลอยู่ไม่ไกลนัก (ซึ่งก็อาจจะกำลังว่ายหนีรถยนต์สุดรักที่ลอยตามน้ำมาอยู่ก็ได้)

หลายวันก่อนเพื่อนผมกล่าวคำอำลาก่อนไปเยอรมันเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ว่า "ถ้าไม่ได้เจอกันอีก ก็ยินดีที่ได้รู้จักกัน" คงถึงเวลาแล้วที่ผมก็คงจะต้องกล่าวประโยคนั้นกับทุกๆท่าน แม้ว่าบางท่านอาจจะเคยกระทบกระทั่งกันมาทั้งในเว็บหรือนอกเว็บก็ขออโหสินะครับ

ณ ห้วงเวลาที่วังเวงอย่างยิ่งก่อนภัยพิบัติจะมานี้ ผมเชื่อว่าลูกศิษย์หลวงพ่อทุกๆคนกำลังอยู่ในช่วงที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตที่จะต้อง"ปลง" และ "ทิ้ง" ทุกอย่างให้ได้ ผมเองก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน

การเตือนเรื่องภัยพิบัติที่มาถึงครั้งแรกเมื่อราวกลางเดือนกุมภาพันธ์นั้น ทำให้เรารู้ว่าไอ้ที่เราเรียกว่าไร้ๆน่ะ มันก็ยังมีที่ยึดกันอยู่เหมือนกัน เพียงแต่ยึดกันคนละที่ครับ บางคนยึดงาน บางคนยึดครอบครัว บางคนยึดเงิน บางคนยึดความเป็นอยู่ ความสะดวกสบาย

แต่ที่สุดแล้วทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิตมันก็มีวันลาหรือวันหมดอายุระบุเอาไว้อยู่แล้วทั้งนั้น ไม่ว่าความสัมพันธ์กับผู้คน ของรัก ของหวงอะไรก็ตาม วันหนึ่งก็จะต้องพรากจากกันไปอย่างแน่นอน ยึดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

เอาเป็นว่าตอนตายน่ะก็คืออาการที่รักษากายเอาไว้ไม่ได้นั่นเองครับ แล้วตายน่ะก็ตายทีละคนถึงแม้ว่าจะได้อยู่ตายในที่เดียวกันก็ตาม(ใครจะรับประกันเล่าว่าจะได้ตายในอ้อมกอดของกันและกัน นั่นมันในหนัง)

มีวลีฝรั่งวลีนึงที่ถูกใจผมมากครับ วลีนั้นคือ Live together, Die alone แปลว่า ตอนมีชีวิตอยู่น่ะอยู่ด้วยกัน แต่ตอนตายน่ะต่างคนต่างตาย ซึ่งมันก็จริงตามนั้นอย่างที่สุด

ใครที่คิดว่าการอยู่ตายด้วยกันกับคนที่เรารักเป็นสิ่งที่ควรจะทำก็คิดเสียใหม่นะครับ เพราะตายลงเมื่อไหร่การพลัดพรากก็เกิดขึ้นทันที ต่างคนต่างที่กลายเป็นจิตญาณแล้วก็จะถูกคัดกรองไปชดใช้กรรมชนิดทางใครทางมัน สุดท้ายแล้วมันพรากกันอยู่ดี

แล้วมันต่างจากการที่เราอพยพหนีเข้าวัดยังไง

อย่างแรกเลยก็คือพลัดพรากเหมือนกันครับ แต่เป็นการจากที่เราจะช่วยจิตญาณที่สัมพันธ์กับเราได้ในภายหลัง เพราะถ้าตายตกตามกันก็ไม่มีใครช่วยใครได้ครับ

การตายในภัยพิบัตินั้นโดยมากลงสู่อบายภูมิหมด ยกเว้นแต่ผุ้ที่ไร้ได้จริงๆเท่านั้นที่จะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ลองนึกภาพตัวเองถูกกระแสน้ำพัดออกนอกบ้านแล้วไปไหลรวมกับคนอื่นๆที่กรีดร้องอยู่ข้างนอกสิครับ บางคนอาจจะตายแล้วก็มี หรือบางคนอาจจะลอยมาพยายามจะเกาะคุณ แล้วคุณก็ต้องหลบเศษสิ่งของจำนวนมากที่ไหลตามมา คิดดูครับตายดีไหมเล่า

แล้วถามจริงๆว่า ผีหลุมเดียวกันใครจะช่วยใครได้ คิดว่าตายแล้วจะลงไปนอนแช่ในกระทะทองแดงใบเดียวกันเหรอ...ไม่มีทาง

ผู้ที่มีอธิวาสนาได้พบสัจธรรมแล้วหากยังลังเลก็อาจจะมีสภาพแบบที่ผมบรรยายไป จริงๆแล้วจะบรรยายให้น่ากลัวกว่านั้นก็ได้แต่แค่นี้ก็ขนหัวปุ๊กแล้วล่ะ(คือมันยิ่งกว่าลุกแล้ว มันไปรวมกันเป็นกระจุกเดียวเลย) 555

แต่ถ้าหากใครบางคนในครอบครัวได้เข้าวัด จนวันหนึ่งสัจธรรมกลั่นกรองจนเรียบไร้เป็นเนื้อหาอริยะแล้ว ผู้ที่เคยมีบารมีสัมพันธ์กับเราอย่างใกล้ชิดก็จะได้อานิสงฆ์นั้นไปด้วย ถ้าเป็นพ่อแม่ก็พ้นอบายภูมิทันที นอกจากนั้นก็ยังสามารถโปรดสัตว์ได้อีกมากมาย

โปรดสัตว์นั้นเป็นงานหนึ่งเดียวในสังสารวัฏที่ทำแล้วจบจริง ส่วนงานทางโลกทำยังไงก็ไม่จบครับ เพราะมันเป็นกรรม

อย่าลืมนะครับว่าเราทุกคนล้วนเกิดตายกันมานับชาติไม่ถ้วน ผู้ที่ได้มาสัมผัสสัมพันธ์กับเราล้วนเคยเกี่ยวข้องกันมาแล้วในอดีตทั้งนั้น เรียกว่าทั้งสังสารวัฏนั้นเป็นญาติกันก็ได้ หากเรามีมอธิวาสนากับสัจธรรมแล้วยังมัวแต่อาลัยอาวรณ์กันอยู่มันก็ไม่มีประโยชน์อันใดกับสังสารวัฏ

ที่พูดมาทั้งหมดนี่ไม่ใช่ให้กลัวตายหรือทุรนทุรายหนีตายนะครับ ว่างเอาไว้ ดับเอาไว้ เลิกกังวล วางใจกับทุกอย่าง กับทุกคน เดี๋ยวทางออกจะปรากฏเอง ทุกอย่างมันถูกจัดสรรมาหมดแล้ว ถ้าเปรียบเป็นหวยก็คือหวยล็อกครับ ใครจะตายใครจะรอดนั้นถูกกำหนดไว้เรียบร้อยแล้วครับ ผู้ที่มีอธิวาสนากับสัจธรรม เดี๋ยวจะมีเหตุให้ไปในที่ๆปลอดภัยเอง

ก็นี่ไงหลวงพ่อฯท่านมาเตือนครั้งสุดท้ายแล้วครับ ไม่ต้องลังเลกันอีกแล้ว

เอ...ไม่ตลกอย่างที่คิดแฮะ 555

No comments:

Post a Comment