Monday, February 18, 2013

เทศนาธรรมตอน คลายตัวมันเอง

ก็ให้มันผ่อนจากธาตุจากขันธ์ที่มีอยู่แล้วน่ะ เป็นปกติเนี่ย ปกติแห่งกายที่มีอยู่ ปกติแห่งรู้แห่งเห็น แห่งสัมผัสที่มีอยู่  ลูกก็ให้ผ่อนจากสิ่งมีอยู่แล้วในปัจจุบัน เท่านั้นแหละ ไม่ต้องไปย้ำซ้อนลงไปในสิ่งที่มันมีอยู่แล้ว ไม่ต้องซ้อนรู้ ไม่ต้องคอยซ้อนเห็น  ไม่ต้องคอยย้ำนึก ย้ำคิด ย้ำดูย้ำสังเกต ย้ำพิจารณา ย้ำอะไรที่มันมีอยู่แล้วของธาตุของจิต  นั่นแหละลูกไม่ต้องไปซ้อนลงไป มันก็จะสว่างของมันเอง เรียกคลายของมันเอง สว่างของมันไปเอง ไม่ต้องซ้อน แต่ไม่ใช่ว่าไปกำจัดมัน ไปทำลายมัน  มันไม่ใช่ ยิ่งจะไปดับมันอย่างเนี้ย มันไม่ใช่  มันจะเป็นกิริยาที่ซ้อนลงไปเค้าเรียกว่าเป็นพฤติกรรมที่ซ้อนลงไปทันที อันนี้มันแค่ผ่อนแค่ลด  จะไม่เน้นซ้อนลงไป ไม่ย้ำซ้อนลงไปน่ะ  คลายออก คลายออก คลายออก คลาย...จากสิ่งที่มีอยู่แล้วเนี่ยลูก ปกติแห่งธาตุ แห่งขันธ์ แห่งจิต แห่งอารมณ์ความรู้สึกที่มันมีอยู่แล้วปัจจุบัน เรียกว่า คลายปัจจุบัน

มันแค่คลายออกจากปัจจุบันลูก  ปัจจุบันจิต ไม่ต้องไปย้ำ ไม่ต้องไปเน้น  รู้มีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องไปเน้นรู้ ย้ำรู้ มันคลายจากตัวรู้ มันคลายจากจิต เห็นมีอยู่แล้ว ลูกก็ไม่ต้องไปย้ำซ้อนเห็น  ไม่ต้องไปเน้นในเห็น ไม่ต้องไปย้ำในการเห็นลูก  ก็คลายจากเห็น นอกเหนือเห็นเป็น นอกเหนือรู้เป็น แค่ไม่ไปเน้น ไม่ไปย้ำซ้อนปัจจุบันลงไปธาตุขันธ์ เท่านั้นแหละ ก็เรียกว่าว่างอยู่แล้ว วางอยู่แล้ว  ก็สว่างของมันไปเอง ก็สว่างไปเอง  ฉะนั้นสว่างในธรรมนี้ก็มาจากการไม่ยึดติดนั่นแหละ มาจากการคลายนั่นแหละ คลายจากตัวรู้เอง คลายจากรู้เอง คลายจากเห็นเอง  คลายจากความรู้สึกเอง คลายจากทุกๆความรู้สึกเอง  คลายจากมันจะละเอียดขนาดไหนก็คลาย คือไม่เน้น ไม่ย้ำ ไม่ซ้อน ก็จะโดยเนื้อหาของความสว่างอยู่แล้วอย่างเดียวเลย ตัวนั้นมันจึงไม่เกี่ยวกับการที่ลูกจะไปจัดแจง อิริยาบถของตัวเอง การอยู่ การเป็น การไป มัวไปจัดสรร มัวไปจัดแจงกับเรื่องของอิริยาบถอยู่ มันไม่เกี่ยวเลยลูก ไม่เกี่ยวกับการที่มันจะไปมัวตั้งท่าแบบนั้นแบบนี้ ให้มันถนัดถนี่ ถนัดไม่ถนัดมืออะไร ไม่เกี่ยวเลย คนละเรื่องกันเลย  แค่ไม่ย้ำรู้ ไม่ย้ำเห็น ไม่ย้ำจิต ไม่ย้ำในความรู้สึก ไม่ย้ำในความนึกความคิด ไม่ย้ำในอารมณ์  คือไม่ต้องไปจดจ่อซ้อนลงไป ไม่ต้องไปเน้นซ้อนลงไป เท่านั้นแหละ เท่านั้นเองมันไม่มีอะไรมาก  มันไม่มีอะไรต้องยุ่งยากด้วย  เค้าเรียกว่า คลายเป็นลูกก็สว่างเป็น  คลายเป็นลูกก็จะจบให้กับทุกข์ในตัวเองเป็น

นี่แหละที่เรียกว่ามันหมดตัวหมดตน หมดมานะหมดทิฐิในภายใน  มันหมดอย่างนี้ แต่ถ้ามันไม่คลายสิมัน เน้น มันแช่ มันทรง มันแข็งเด่โด่ มานะมันก็จะจัดไปเรื่อย โด่ในรู้อยู่เนี่ย เด่ในรู้อยู่เนี่ย แข็งในรู้อยู่เนี่ย มันก็จะเป็นมานะไปเรื่อย  ผ่อนจากรู้ผ่อนจากจิตก็คือผ่อนจากรู้นั่นแหละ ก็คือคลาย ผ่อนน่ะจึงจะค่อยหมดมานะแล้ว หมดมานะ หมดโมหะ ในญาณทัศนะหมดความหลง  หมดความหลงในเรื่องของรู้ หมดความหลงในเรื่องของเห็น  หมดความหลงในเรื่องของความเห็นความหมาย ให้หมดโมหะทิฐิ

ก็ผ่อน ก็ปล่อยแหละ จากรู้จากเห็น ผ่อนจากรู้จากเห็น ผ่อนจากความรู้สึก ผ่อนจากทุกๆความรู้สึก  ไม่ไปเน้นแช่เข้าไปไม่ไปเน้นซ้อนลงไป นั่นแหละที่มันจะตรงต่อสัจธรรม ตรงต่อความไม่ยึดติดในตัวเอง ลูกจะได้เข้าใจกับการที่ได้อยู่กับตัวเองเนี่ยมันกรรมทั้งนั้นแหละ ยิ่งพยายามจะเป็นตัวของตัวเองยิ่งกรรมหนัก เค้าเรียกว่าปิดประตูวนเวียนกับกรรมเลย ไม่ออกจากกลไกของกรรม วนเวียนกับกรรมเลย

นี้มันไม่ตรงตัวเอง เรียกคลาย ความไม่ยึดติดนี้มันไม่มีเนื้อหาของความเป็นตัวมันเองหรอก เรียกว่าว่างอยู่แล้ว เรียกว่าวางอยู่แล้ว มันจะไม่ใช่ลักษณะอะไรในอะไร ผ่อนจากทุกความรู้สึกเนี่ย ผ่อนจากรู้ผ่อนจากเห็น คลายจากรู้คลายจากเห็น มันจะไม่ใช่ลักษณะว่าอะไรในอะไร อะไรในจิตอย่างเนี้ย อะไรในรู้อย่างเนี้ย หรือตัวเองในรู้ ตัวเองในจิต ตัวเองในเห็น ตัวเองในความนึกความคิด จะไม่ใช่ไปเองทั้งหมด  มันจะไม่ใช่แบบนั้นเรียกว่าไร้อยู่แล้ว

ทีนี้ลูกก็คลายจากปัจจุบันน่ะตลอด ผ่อนคลายจากสิ่งที่มันมีอยู่แล้ว ธาตุขันธ์ ทุกความรู้สึกที่มีอยู่แล้วลูกก็ผ่อนจากมันตลอด ผ่อนคลายจากมันอยู่ตลอด สิ่งนี้ก็จะนอกเหนือกรรม นอกเหนืออนุสัย นอกเหนือจริตไปเอง ลืมตาแป๋วๆนี่แหละลูก ไม่ต้องงมเข็มในมหาสมุทร อะไรล่ะที่ว่างมเข็มในมหาสมุทร ก็เราหลับตาดูหลับตารู้แหละ ก็เรียกว่างมเข็มในมหาสมุทรเลย ตาแป๋วๆนี่เลย ตาใสๆนี่แหละลูก ท่ามกลางรู้ ท่ามกลางรู้นอก รู้ใน ท่ามกลางเห็นนอก เห็นใน ท่ามกลางได้ยินนี่แหละลูกก็ไม่ย้ำซ้อนทุกความรู้สึก  ค่อยๆผ่อนคลายจากมัน ไม่ซ้อนในเห็น ไม่ซ้อนในรู้ ไม่ซ้อนในการได้ยินได้ฟัง ไม่ซ้อนลงไปลูก  ไม่ซ้อนเห็น เห็นก็ไม่ใช่เห็นทันที เรียกว่าเห็นวางเห็นอยู่แล้ว ไม่ซ้อนรู้ก็ไม่ใช่รู้ทันทีเรียกว่าวางอยู่แล้ว  ไม่มีความหมาย ทุกอย่างไม่มีความหมาย แค่ไม่ต้องไปคอยย้ำคอยซ้อนลงไปเท่านั้นแหละลูก  ที่มันค้างเติ่งอยู่ก็จะเบาบางลงไปเอง  ที่แข็งในรู้ แข็งแช่อยู่ในรู้ ในเห็น ก็จะบางลงไปเอง แค่ไม่ต้องไปคอยต้อง คอยตั้งซ้อนลงไปนั้นแหละ แค่ไม่ต้องไปคอยดำเนินเจริญซ้อนลงไป เท่านั้นเอง เค้าเรียกว่ามันเสียเวลาให้กับตัณหาเยอะ รู้ก็พยายามจะรู้ เห็นก็พยายามจะเห็นมันเสียเวลาให้กับตัณหาเยอะ ตัณหามันหลอก ให้วนเยอะ พยายามจะให้ได้ พยายามจะให้มี  พยายามที่จะให้เป็น พยายามที่จะให้ถึง  พยายามที่จะสำเร็จ คือตัณหา เสียเวลาให้กับตัณหาเยอะ มันไม่จบตัณหาซะเอง ไม่ใช่เอาความพยายามไปนำร่องธาตุขันธ์ให้มันเป็นตัณหาลากธาตุลากขันธ์อยู่

นี่เค้าโดยเนื้อหาที่ไม่ติดไม่หลุดอยู่แล้วเนี่ยลูก  ไม่ต้องไปคอยเกิดคอยดับแบบไหนอยู่แล้ว  ไม่ต้องไปคอยเกิดคอยดับแบบไหนอยู่แล้วเนี่ยลูก ไม่ต้องไปคอยติด คอยหลุดแบบไหนอยู่แล้วเนี่ยลูก ไม่อยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับการเอาตัณหานำร่องธาตุขันธ์ นำร่องรู้ นำร่องเห็น

ตัณหาที่มาในรูปแบบของความพยายามนั่นแหละเรียกว่ามันจะไม่หยุด ไม่หย่อน  ท่ามกลางนี่เลย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เนี่ย  ไม่ต้องไปคอยติด คอยหลุดอะไร ก็ไม่ต้อง อย่างนี้เค้าเรียกว่าไม่ซ้อนอยู่แล้ว  ไม่ย้ำธาตุ ย้ำขันธ์ เวลาจะใช้มันหรือว่าอาศัยใช้ชั่วคราว ก็เป็นไปเองโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ผ่อนจากความรู้สึกที่มีนั่นแหละลูก ผ่อนจากรู้ที่มีนั่นแหละ ผ่อนจากรู้ที่มันมีอยู่  ผ่อนจากความรู้สึกที่มันมีอยู่ จะหยาบ จะละเอียดหรือว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่  ผ่อนคลายจากที่มันมีอยู่นั่นแหละ มันยิ่งกว่าเบาบาง คลายเลย ไม่เลย บางเบา ไม่ต้องเชื้อซ้อนลงไปเลย  ไม่ต้องซ้อนเลยลูก  อย่าให้ตัณหามันนำพา รู้พารู้อะไร ดูพาดู รู้พารู้อะไร นั่นแหละเค้าเรียกตัณหามันนำพาตลอด ขวักไขว่เป็นวิญญาณเร่ร่อนพเนจรตลอด ถึงจะมีกายทิพย์แล้วก็ยังไม่จบ ถอดจิตออกจากร่างได้แล้วก็ยังไม่จบ  จิตมันยังเป็นจิตอยู่ ตัณหามันยังลากจิตอยู่มันยังซ้อนจิตซ้อนรู้อยู่ ตัณหามันยังลากทั้งภาคหยาบภาคละเอียดอยู่  ลูกก็จบเลย ก็ผ่อนจากสิ่งที่มีคลายจากสิ่งที่มันเป็นน่ะ

นั้นแหละไม่ต้องเจริญตัวมันเองแบบไหน  มันจะได้จบทั้งภาคหยาบ ภาคละเอียด  ให้ผ่อนจากตัวเห็นเอง  ถ้าเอาแต่ความรู้สึกเป็นประมาณอยู่เรื่อยๆนี่ มันจะเพี้ยนอยู่เรื่อยๆ  ถ้าเอาการเห็นเป็นประมาณอยู่เรื่อยๆนี่มันก็จะเพี้ยนอยู่เรื่อยเหมือนกัน คนเนี่ย สรรพสัตว์ทั้งหลายเพี้ยนอยู่เรื่อย ไม่ต้องนั่นแหละ คอยติดก็ไม่ต้อง คอยหลุดก็ไม่ต้อง กลางที่มีอยู่เป็นหนึ่ง

ถอดความไฟล์เทศนาธรรมเรื่อง “คลายตัวมันเอง”
โดย คุณเอก

No comments:

Post a Comment