Thursday, February 7, 2013

อารมณ์ภาวนานั้นไม่มีจริง

อารมณ์ภาวนาในระบบกรรมฐานที่สอนๆกันอยู่นั้นถูกจำแนกเอาไว้สองชนิดครับคือ

1.อารมณ์บัญญัติ คือ ยึดเอา บัญญัติหรือสมมติมาเป็นที่ยึดเกาะให้กับการภาวนา เช่น การบริกรรมพุทโธ หรือบริกรรมด้วยคำอื่นๆ การใช้อารมณ์บัญญัติในการภาวนานั้น ว่ากันว่าจะได้สมาธิ

2.อารมณ์ปรมัตถ์ คือ ยึดเอา สภาวะธรรมที่มีอยู่จริงๆ จับต้องได้ในการภาวนา เช่น อาการคู้ เหยียด เคลื่อนไหว หายใจเข้าออก ท้องพองยุบ ความรู้สึก เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง หย่อน ธรรมารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง ว่ากันว่าใช้อารมณ์ปรมัตถ์ในการภาวนาจะได้ปัญญา

แต่ในความเป็นจริงแล้ว อารมณ์ทั้งสองอย่างนั้นไม่มีอยู่จริงครับ ที่มีจริงขึ้นมาก็เพราะเกิดจากอำนาจโมหะทั้งนั้น เรียกว่ารู้ไปบนโมหะ หลงเกาะอยู่บนอุปาทาน เป็นปัญญาบนความหลง บนตัณหา บนอุปาทานทั้งนั้น คือเป็นกิเลสในรู้ กิเลสในปัญญา กิเลสในสมาธิครับ

หรือถ้าจะเถียงว่า ก็สัตว์ทั้งหลายมันก็มีอารมณ์ปรมัตถ์เหมือนกัน แม้กระทั่งมนุษย์ต่างดาวก็ไม่เว้น ซึ่งก็ถูกต้องครับ ไม่เถียง แต่ถามกลับว่า สัตว์ทั้งหลายนั้นอยู่ที่ไหนครับ ก็ในสังสารวัฏไม่ใช่เหรอ ซึ่งอะไรที่อยู่ในสังสารวัฏ มันก็มีความหมายในความเป็นนั่นเป็นนี่อยู่แล้ว ตามแต่จะสมมติมันขึ้นมา แต่เป็นความหมาย ความเป็นบนความหลงทั้งหมด ไม่มีอะไรที่เป็นของจริงเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นภาวนาไปยังไงก็ไม่เจอของจริงครับ แบบที่เรียกว่าติดกระดุมผิดเม็ดตั้งแต่ทีแรกก็อย่าหวังว่าเม็ดอื่นจะติดได้ถูกต้องเลยครับ

ทีนี้ก็วกกลับมาที่กฏของไตรลักษณ์กันนิดนึง กฏไตรลักษณ์มีอยู่ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใช่ไหมครับ ความหมายของคำว่าอนัตตาคือ ไม่มีอะไรเป็นตัวตนเราเขาเลยแม้แต่นิดเดียว นั่นก็แปลว่าทุกอย่างในสังสารวัฏนี้ไม่มีความหมายในความเป็นอะไรอยู่แล้วทั้งสิ้น

นั่นก็แปลว่า ในเมื่อทุกอย่างแม้กระทั่งอารมณ์ที่ว่าเป็นสภาวะปรมัตถ์ก็ล้วนเป็นมายาแล้ว จะภาวนากันไปทำอะไรเล่า ก็ในเมื่อมันเป็นมายา ก็ปลงสิครับ ปลงทิ้งสถานเดียว ทิ้งมายาเดี๋ยวเจอของจริงเอง เลิกละเมอกันเสียที ก็ทุกวันนี้มายามันบังสัจธรรมไง มันเลยเข้าขั้น ยาก-ฉิบ-หาย นั่นแหละ

นี่เป็นหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งที่บ่งบอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนกรรมฐานครับ ทั้งสมถะและวิปัสสนานั่นแหละ ผิดทั้งคู่

ชัดเปรี๊ยะ!! (รอบที่ 100)

No comments:

Post a Comment