Tuesday, February 26, 2013

กรรม วิบากกรรมและการขอขมากรรม

ว่าจะเขียนบทความนี้หลายครั้งแล้ว เพราะมีญาติธรรมถามมาเรื่อยๆ เรื่องการขอขมากรรมว่า จะขอขมากรรมอย่างไรให้ตรงกับกรรมหรือความติดขัดข้องคาในปัจจุบัน

การขอขมากรรมให้ตรงกับกรรมของตนหรือความติดขัดข้องคาในปัจจุบันนั้น สังเกตง่ายๆจากวิบากรรมที่ส่งผลอยู่ครับ อย่างเช่น ท่านใดพอพบสัจธรรมแล้วถูกหน่วงเหนี่ยวฉุดรั้ง ผูกมัดผูกพันไม่ใช่ท่านตรงต่อสัจธรรม นั่นก็เพราะกรรมที่เคยหน่วงเหนี่ยวหรือปิดกั้นปิดบังผู้อื่นต่อสัจธรรมเอาไว้กำลังให้ผล ก็ให้ขอขมากรรมตรงส่วนนี้เสีย วิบากกรรมที่ให้ผลอยู่ก็จะค่อยๆคลายไปเอง แต่ไม่ต้องไปกะเกณฑ์อยากจะให้มันจบเร็วๆ เพราะผลของกรรมจริงๆไม่มีใครรู้ได้หรอกว่าจะจบเมื่อไหร่ ก็ให้วางใจไปเลย ไร้ท่ามกลางกรรมวิบากนั้นไปเลย

หรือบางท่านพยายามจะพาผู้ป่วยขอขมากรรม ก็ให้นำขอขมากรรมในส่วนที่เคยเบียดเบียน ทรมาน กักขัง หน่วงเหนี่ยว ฆ่าแกงชีวิตผู้อื่น ทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนา หรือถ้าวิบากกรรมให้ผลฉับพลันตรงนั้น อย่างเกิดป่วยกะทันหันขึ้นมาก็ให้เปล่งวาจาอโหสิต่อเจ้ากรรมนายเวรที่กำลังให้ผลตรงนั้นเดี๋ยวนั้นก็ได้

ผู้ที่ติดปัญญา เจริญปัญญาเยอะๆ คือประเภทฟังสัจธรรมเมื่อไหร่ มันต้องวิจัย วิเคราะห์ วิจารณ์ ต่อล้อต่อเถียง หาแง่มุมในการถกเถียงเพื่อปัญญา ต่อเติมเนื้อหาสัจธรรมไปตามทิฏฐิตนเรื่อยเปื่อย หรือหลงแปลความตีความสัจธรรมอยู่บ่อยๆ ก็ให้ขอขมากรรมในส่วนที่เคยเจริญทิฏฐิเจริญปัญญา วิพากษ์ วิจัย วิจารณ์ ถกเถียง แปลความตีความสัจธรรมด้วยตนเองจนกลายเป็นทิฏฐิในธรรม จนปิดกั้นปิดบังไม่ให้แจ้งในสัจธรรม ตลอดจนขอขมากรรมในส่วนที่เคยเผยแพร่ทิฏฐิในธรรมหรือธรรมทั้งหลายที่เนื่องด้วยโลกียวิสัยและไม่ตรงต่อสัจธรรมไปสู่คนหมู่มากหรือสาธารณชนจนเกิดความเข้าใจผิด ก่อให้เกิดความวกวนในการปฏิบัติธาตุขันธ์ตามมา

ใครที่พอฟังสัจธรรมแล้วมันพยายามจะปฏิบัติให้มันได้อยู่ตลอด ทั้งๆที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านให้หยุดปฏิบัติ แม้บางทีไม่ได้ตั้งใจก็เผลอไปแอบปฏิบัติอยู่อย่างนั้น ก็ต้องขอขมากรรมในส่วนของที่เคยไปเจริญตัวปฏิบัติ หรือการไปเจริญตัณหาในการปฏิบัติ การบำเพ็ญการทรงจิต ทรงอารมณ์ทั้งหลาย การไปเจริญกรรมซ้อนธาตุธรรมเพื่อการบรรลุธรรม ตลอดจนถึงกรรมที่เคยสอนผู้อื่นให้ปฏิบัติเอาไว้ด้วย

ส่วนใครที่อยู่ๆก็เกิดปฏิฆะหรือเถียงสัจธรรม เถียงหลวงพ่ออยู่ในใจ นั่นก็เพราะกรรมเก่าที่เคยปฏิฆะปรามาสล่วงเกินองค์คุณเบื้องสูงเอาไว้มันให้ผล อันนี้ผมก็เคยเป็นอยู่แว้บนึงเมื่อปี 53 แต่มันเป็นกรรมที่บางมาก พอให้ผลเสร็จแว้บเดียวมันก็จบของมันเอง แต่ถ้าใครอาการหนักหรือเรื้อรัง ตีขึ้นมาบ่อยๆก็ให้ขอขมากรรมในส่วนนี้เสีย ซึ่งถ้าหนักมากๆ แม้แต่การขอขมากรรมก็ไม่ทำ แบบนี้ก็ต้องปล่อยให้กรรมมันให้ผลจนถึงที่สุดก่อนครับ แต่ไม่รู้ว่าชาติไหนนะ เพราะมันคาดเดาไม่ได้เลย

ท่านใดที่ฟังสัจธรรมมานานแล้ว ก็ยังรู้สึกว่ามันไม่บริบูรณ์เสียทีก็เกิดจากตัณหาที่ซ้อนในธรรม มันจึงเกิดการไปคอยว่าเมื่อไหร่ "สภาวะ" ที่ว่ากันว่า คือนิพพานจะมาถึง(มันไม่มีหรอกนะไอ้สภาวะนิพพานอะไรนั่น รอให้ตายก็ไม่เจอ) มันก็จะคอยเช็คอยู่เรื่อย ก็ให้ขอขมากรรมที่เคยหลงเจริญตัณหาในธรรม ตัณหาในการดิ้นรนแสวงหาสัจธรรมหรือ กรรมใดๆก็ตามที่เคยกระตุ้นตัณหาให้ผู้คนทั้งหลายมาปฏิบัติ มาศึกษาธรรมเพื่อแสวงหาพระนิพพาน

อันนี้สำหรับคนหลงญาณวิถี ผมเองก็เคยเป็นอยู่พักหนึ่งที่ชอบเรื่องอจิณไตยแต่ไม่มากนัก พอกรรมหมดมันก็เลิกสนใจเอง เบื่อไปเอง แต่คนที่ติดเรื่องอจิณไตยหนักๆจนเป็นตุเป็นตะ ให้ขอขมากรรมในส่วนที่เคยปฏิฆะปรามาส ปฏิเสธเรื่องราวอจิณไตยแห่งองค์คุณเบื้องสูงเอาไว้ครับ เพราะองค์คุณเบื้องสูงบางที่ท่านก็ต่อญาณวิถีลงมาผ่านกายมนุษย์ที่มีบารมีสัมพันธ์กับท่าน แล้วเราไม่รู้ไปปรามาสปฏิฆะท่าน เพราะเห็นเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติบ้าง ปรามาสเพราะทิฏฐิที่เรามีต่อกายมนุษย์ที่ท่านผ่านลงมาบ้าง บางทีก็นึกว่ามันจับต้องไม่ได้ไม่น่าเชื่อถือ หรือหนักหน่อยก็นึกว่าหลอกลวงกันเลย ก็กลายเป็นกรรมต่อภพต่อชาติมาจนกระทั่งเจอสัจธรรมแท้ๆ วิบากกรรมจึงให้ผลทันที คือหลงไปกับเรื่องอจิณไตยจนแทบไม่ฟังสัจธรรม

มาถึงกลุ่มที่ติดความเป็นความอยู่ หมกมุ่นอยู่กับอาชีพการงาน จริงจังกับการทำหน้าที่ หมกมุ่นอยู่แต่กับปากท้อง ตัวเองและครอบครัว ตลอดจนถึงชื่อเสียงเงินทอง จนกลายเป็นพันธนาการกรรมติดพันพ่วงพันแน่นเหนียว ก็ให้ขอขมากรรมสำหรับกรรมใดๆที่เคยหมกมุ่น ตอกย้ำ ยึดติดกับความเป็นความอยู่ การหลงยึดติดมัวเมาในชื่อเสียงเงินทอง จนเกิดความคับแคบ ก็ให้ขอขมากรรมในส่วนนี้ กรรมจะได้คลายออก

สำหรับผู้ที่เคยเผยแพร่ธรรมะที่ไม่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม ตลอดจนเอาธรรมะไปขายกินหาเลี้ยงชีพ  หรือไปมีส่วนในการเผยแพร่สิ่งที่ไม่ตรงต่อสัจธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะด้วยเจตนาดีหรือไม่ก็ตาม จนเป็นผลให้เกิดกรรมปิดบัง ไม่สามารถฟังสัจธรรมแล้วจบโดยฉับพลันได้ ก็ให้ขอขมากรรมในส่วนของการเผยแพร่ธรรมที่ไม่ตรงต่อสัจธรรมไปสู่ผู้คนหมู่มาก จนก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หลงปฏิบัติ หลงเจริญกรรม หลงไปศึกษา วกวนในการปรุงแต่งธรรม จนก่อให้เกิดเป็นทิฏฐิในธรรมขึ้นมาปิดบังสัจธรรม ตลอดจนถึงการนำสัจธรรมอันเป็นของกลางแห่งสากลโลกไปขายหากิน เพื่อตน เพื่อสนองความเป็นความอยู่ของตน ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เกิดการปิดกั้นปิดบังไม่ให้ผู้คนได้เข้าถึงธรรมอย่าเท่าเทียมกัน

ใครที่ติดอยู่ในกรอบความดีงามมากๆ จนกลายแทบเป็นการเข้ารีต จนกลายเป็นความเคร่งเครียดในการถือศีล เป็นตัวตนซ้อนในศีล ตัวตนซ้อนในกฏระเบียบวินัย หรือจริงจังกับวัตรปฏิบัติมากจนเกินไป ก็ให้ขอขมากรรมในส่วนที่เคยไปเจริญอัตตาในศีล การหลงจริงจังในวัตรปฏิบัติ พระวินัย จนก่อเกิดความอึดอัดคับแคบเสีย

ท่านใดมีวิบากมากกับเพื่อนฝูงสังคมที่มักจะชวนกันลงอบายอยู่บ่อยๆ เช่นเพื่อนกินเพื่อนเที่ยว ก็ให้ขอขมากรรมในส่วนที่เคยชักชวน ชักจูง ตลอดจนบังคับหรือเป็นตัวตั้งตัวตีให้ผู้คนทั้งหลายมามัวเมากับอบายมุขทุกรูปแบบเสีย

กรรมของพวกนักเขียนก็ต้อง ขอขมากรรมในส่วนที่พาให้ผู้คนทั้งหลายหลงเพ้อฝันปรุงแต่ง ยึดติดกับภาพในจินตนาการ ทำให้ผู้คนลุ่มหลงในภาพมายาจนก่อให้เกิดภาพมายาซ้อนมายา ไปจนถึงการทำให้ผู้อ่านต้องเจริญรู้เจริญเห็นเจริญการปรุงแต่งเจริญสัญญา จนเกิดเป็นความวกวนในธาตุขันธ์ทั้งหลาย

ยกตัวอย่างมาพอประมาณแล้ว ถ้าจะให้แจงละเอียดนี่เยอะจริงๆ ก็ให้ลองดูเองครับว่า ตนยังติดขัดข้องคาตรงไหนก็ให้ขอขมากรรมตรงจุดนั้น น้อมองค์คุณเบื้องสูงเป็นประธานแล้วขอขมากรรมให้ตรงกับผลที่กำลังได้รับบ่อยๆ มันก็จะค่อยๆคลายออกของมันเอง แต่ต้องน้อมขอขมากรรมแบบหมดใจเลยไม่ต้องกั๊กเอาไว้เผื่อชาติหน้าอีกแล้ว

ถ้าในบทความนี้ยังไม่มีการกล่าวถึงกรณีกรรมไหน ก็ส่งถามกันเข้ามาก็ได้นะครับจะได้ต่อตอนสองให้

No comments:

Post a Comment