Sunday, February 17, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#26

เจโตวิมุตตินั้น ไม่ใช่การหลุดพ้นด้วยฤทธิ์ แต่คือการหลุดพ้นจากฤทธิ์ทั้งหลาย
ปัญญาวิมุตติ ก็ไม่ใช่การหลุดพ้นด้วยปัญญา แต่คือการหลุดพ้นจากปัญญาเสียเอง
เพราะไม่ว่าจะปัญญาหรือฤทธิ์ ก็ล้วนแต่มี "ตัวเรา" เข้าไปดำเนิน เข้าไปเจริญทั้งนั้น
แล้วมันจะหลุดพ้นได้อย่างไร ในเมื่อมีตัวเราอยู่ตรงนั้นตลอด
พยายามที่จะบรรลุด้วยปัญญาหรือบรรลุด้วยฤทธิ์อยู่ตลอด
ก็ปลงทิ้งเสียทั้งป้ัญญาและฤทธิ์นั่นแหละ
มันจะไร้อัตตาตัวตนซ้อนลงไปบนสภาวะธรรมใดๆได้อีก
นี่คือเนื้อหาวิมุตติที่แท้จริง

-----------------------------------------------------------------------------------

ความจริงอื่นนอกจากสัจธรรมนั้นหามีไม่
ความจริงอื่นที่นอกจากสัจธรรมนั้นก็เป็นเพียงความปรุงแต่งเอาจากสมมติ
เป็นเพียงความจริงอันเกิดจากการอนุมานเอาเอง
อ้างอิงเอาจากอายตนะที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดมากมาย
แล้วก็ปรุงแต่งเอาจากความหลอกลวงแห่งมายาจนเกิดทิฏฐิ จนเชื่อว่าเป็นแบบนั้น แบบนี้
แ้ล้วเป็นได้เพียงแค่ ความจริงของกู ความจริงของมึง
ถ้าสิ่งที่ตนเข้าใจเป็นความจริงแท้แล้ว ทำไมโลกนี้ยังวุ่นวายขัดแย้งอยู่?
ก็เพราะทุกอย่างที่เข้าใจว่าเป็นความจริงนั้นก็ล้วนเป็นทิฏฐิอันบิดเบี้ยวทั้งสิ้น
ทีนี้ยังจะเชื่อมั่นตัวเองกันอีกไหมเล่า?

----------------------------------------------------------------------------------

ทุกวันนี้มีแต่คนสอนให้มีสติ แต่หารู้ไม่ว่าใครเล่าที่ไปคอยมีสติ
ก็ในเมื่ออนัตตาอยู่แล้วตลอด แม้กระทั่งสติ แล้วมันจะเอาใครไปมีสติได้อีกเล่า
จะตรงต่อเนื้อหาเดิมแท้แห่งมหาสติได้นั้น ก็ให้มันหมดตัวตนในสติ
แล้วสติมันก็จะทำงานอัตโนมัติไปเอง หมดเพ่ง หมดเผลอ
ก็เิลิกกำหนดลงไปในรู้ ในเห็น ในสภาวะแห่งกายแห่งจิตทั้งหลาย
สักกายทิฏฐิก็จะคลายออกไปเอง แจ้งของมันเอง สว่างของมันเอง นิพพานของมันเอง
หมดสิทธิ์ที่เราจะเข้าไปมีส่วนในการบรรลุธรรม เพราะ "เรา" เองจริงๆก็ไม่มี

-------------------------------------------------------------------------------

กำหนดรู้ขึ้นมาก็มีตัวตนซ้อนในการรู้
กำหนดเห็นขึ้นมาก็มีตัวตนซ้อนในการเห็น
กำหนดได้ยินขึ้นมาก็มีตัวตนซ้อนในการได้ยิน
กำหนดสัมผัสขึ้นมาก็มีตัวตนซ้อนในการสัมผัส
ไม่ว่าจะกำหนด ตั้ง ระลึกในการรู้ การเห็นขึ้นมากี่ครั้ง
ก็ล้วนแล้วแต่มีตัวตนในการรู้การเห็นนั้นทุกครั้ง
ตัวตนในการรู้การเห็นที่เรียกว่า สักกายทิฏฐิ
คือหลงไปรู้ ไปเห็น ในสมมติบัญญัติบนธาตุธรรมที่ไม่ใช่อะไรเลย
มันจึงมีความหมายในสมมตินั้นขึ้นมา เป็นสมมติซ้อนอีกชั้นหนึ่ง

ก็ไม่ต้องไปกำหนดรู้ กำหนดเห็นอะไร
ปล่อยให้รู้มันทำงานของมันเอง ไม่ต้องมีตัวตนซ้อนลงไป
ก็ปล่อยรู้ ปลงรู้ วางรู้ แต่ไม่ใช่ไม่รู้
เพราะรู้โดยธรรมชาติเดิมแท้นั้น มันรู้เปล่าๆ โดยไม่ปรุงแต่งว่าเป็นอะไร
และบังคับไม่ได้ว่าจะให้มันรู้อะไร แต่มันก็รู้ของมันเองอยู่อย่างนั้น
เป็นอัตโนมัติ ไม่เพ่ง ไม่เผลอ ไม่หลง
มีความยืดหยุ่นกว้างขวางเป็นสัมปชัญญะของมันเองตลอด
นี่คือมหาสติแห่งอริยะที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยโลกียวิสัย
แต่ให้ปลงการปฏิบัติอันเป็นโลกียวิสัยลงเสีย แล้วมันก็จะแจ้งของมันเอง

No comments:

Post a Comment