Sunday, February 10, 2013

เข้าใจให้ตรงเรื่อง โลกียธรรม และ โลกุตรธรรม

มีใครรู้บ้างว่าโลกียธรรมและโลกุตรธรรมต่างกันตรงไหน?

คนที่ตามอ่านในเว็บคงพอจะรู้เลาๆแล้วล่ะว่าต่างกันตรงไหน แต่ตอนนี้จะขอบรรยายชัดๆอีกรอบหนึ่งนะ จะได้หายสงสัยกันเสียที

ในแวดวงผู้ปฏิบัติและอภิธรรมนั้น ให้ความหมาย "โลกียธรรม" ว่าเป็นธรรมที่เกี่ยวข้องกับโลก
ส่วน "โลกุตรธรรม" นั้น นิยามเอาไว้ว่าเป็นธรรมที่เหนือโลก ไม่เกี่ยวข้องกับโลก

งงไหมครับที่เขาเอาโลกเข้ามาเป็นตัวแบ่ง อันไหนโลกอันไหนธรรม? เข้าวัดเป็นธรรม...อยู่ข้างนอกเป็นโลกงั้นหรือ?

อธิบายใหม่ดังนี้ชัดเจนกว่าครับ

โลกียธรรม เป็นธรรมที่เนื่องด้วยโลกียวิสัย อัตตวิสัย มีตัวตนเป็นที่ตั้งแห่งธรรม มีตัวตนในการกระทำกรรม เป็นธรรมที่เนื่องด้วยกรรมหรือสังสารวัฏ พูดง่ายๆคือ โลกียธรรมเป็นธรรมที่เกิดจากอัตตาตัวตนเป็นผู้กระทำ โลกียธรรมกับโลกียกรรมมันก็อันเดียวกันนั่นแหละ

ส่วน โลกุตรธรรม เป็นธรรมที่พ้นไปจากโลกียวิสัย พ้นจากอัตตวิสัย พ้นไปจากอัตตาตัวตน ไม่มีตัวตนในการกระทำ เพราะมันเป็นธรรมโดยธรรมอยู่เองแล้ว ไม่ว่าจะมีอัตตาหรือไม่มีอัตตาก็ตาม โลกุตรธรรมนั้นคือสัจธรรม หรือนิพพานนั่นเอง

โลกียธรรมนั้นเป็นธรรมที่แบ่งแยก เป็นธรรมที่ตั้งอยู่บนตัณหาและวิภวตัณหา หรือได้แก่ธรรมคู่ทั้งหลาย เช่น ความดี-ความเลว ความสุข-ความทุกข์ ความเจริญ-ความเสื่อม ฯลฯ พูดง่ายๆคือถ้าจะรักดีมันจะมีเลวติดมาด้วยเสมอเป็นตัวเปรียบเทียบ ไม่อย่างนั้นดีจะมีไม่ได้ และถ้าต้องการความสุขมันก็จะมีความทุกข์ติดสอยห้อยตามมาด้วยเสมอขาดกันไม่ได้ ไม่งั้นขาดใจ 555

โลกียธรรมนั้นจึงเป็นธรรมที่วกวนไม่รู้จบคือมีอยู่สองสถานะเท่านั้น ไม่บวกก็ลบ ไม่ลบก็บวก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ถ้าใครบอกว่าเป็นกลางๆ มันก็ยังกลางไม่จริง เพราะกลางจริงๆในความหมายแห่งโลกุตรธรรมนั้นคือ กลางจากตัวตน ว่างจากตัวตน นั่นแหละคือกลางจริง นอกเหนือการเลือกไปเลย เลือกก็ไม่ใช่ ไม่เลือกก็ไม่ใช่

ส่วนถ้าใครมี "ตัวตน" ไปดำรงอยู่ตรงกลาง แล้วบอกว่าเป็นกลางไม่บวกไม่ลบนั่นก็ไม่กลางจริง เพราะมันยังดำรงตัวตนเผื่อเลือกอยู่ มันจึงไม่เป็นกลางจากตัวตน กลางแบบนี้เป็น "กลาง" แบบโลกียธรรมครับ คือเป็นกลางได้เดี๋ยวมันก็ไม่เป็นกลางได้ ยังเป็นสองสถานะอยู่

ทีนี้ลองมาดู "อริยมรรค" นะครับ อริยมรรคนั้นคือมรรคาแห่ง "อริยะ" ดังนั้นอริยมรรคจึงทำเอา ปฏิบัติเอาไม่ได้ครับ ก็ไอ้ที่ปฏิบัติกัน ทำสมาธิ ทำสติอยู่นี่เป็นโลกียธรรมทั้งนั้นครับ ไม่ใช่อริยมรรค

โลกียธรรมนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นธรรมที่แบ่งแยกเพราะ เกิดจากนามรูป มีเรามีสิ่งที่ถูกรู้ ถูกกระทำ เวลาปฏิบัติธรรมมันจึงต้องแยกทำ แยกปฏิบัติ อย่างมรรคมีองค์แปดก็แยกเจริญเป็นข้อๆได้ ทำเป็นข้อๆได้ แต่ที่สุดแล้วการมีตัวตนเข้าไปดำเนินมรรคนั้นก็ยังเป็นโลกียธรรมอยู่ดีจะเรียกว่าอริยมรรคไม่ได้ เพราะมันคือการสร้างเหตุหรือสมุทัยตลอด คือไปเจริญอัตตาตัวตน ด้วยเหตุนี้เองผู้ปฏิบัติธรรมที่เอาตัวตนเข้าไปปฏิบัติจึงอัตตาจัด อีโก้จัด คือ ถ้าทำสมาธิก็เป็นอัตตาบนจิต พวกนี้อารมณ์รุนแรง รักมากชังมากไม่ฟังใคร โกรธก็โกรธจัด เสียใจก็ฟูมฟายซะไม่มี คือมันแกว่งไปสุดขั้วตลอด ถ้าทำสติ เอาสติไปพิจารณาให้เกิดปัญญาก็จะเป็นอัตตาซ้อนบนปัญญา พวกนี้เวลามีอะไรก็จะชอบคุ้ยแคะแกะเกาหาความเห็นความหมาย สร้างเรื่องบ้าบอไปเรื่อยไม่ยอมจบ ขนาดพูดให้จบก็ยังไม่ยอมจบ เพราะมันเบรคไม่อยู่ สองกลุ่มนี้ถ้ายึดเอาที่ตัวเองทำมากๆ ก็ไม่ไหวจะเคลียร์โว้ย ปล่อยไปก่อน 555

อริยมรรคจริงๆแล้วเป็นโลกุตรธรรมครับ เป็นธรรมที่ไม่เนื่องด้วยตัวตน ก็อย่างที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านสอนนั่นไง ไม่ต้องไม่ตั้ง(อนัตตาอยู่แล้ว) ไม่อะไรกับอะไร(ตัดเหตุแห่งความหลงรู้ไปเลย) ว่างอยู่แล้ว วางอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว(เป็นสัจธรรมความเป็นจริง) ไม่ยึดติด(ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ยึดกันอยู่แล้ว) เหล่านี้ล้วนแต่เป็นโลกุตรธรรมทั้งนั้น คือไม่เนื่องด้วยอัตตาเข้าไปทำเอา จึงเป็นอริยมรรคอย่างแท้จริง

การที่ไม่ต้องไม่ตั้งเอากับอะไรอยู่เนืองๆนั้น ก็คือการละตัวตนในอะไรๆ ไม่ให้ไปมีความเห็นความหมายในอะไรๆ ในชั่วขณะที่อัตตาตัวตนถูกละไปนั่นแหละ ธรรมทั้งหลายก็จะสมังคี(รวม)กันเป็นหนึ่งเดียว ที่เรียกว่าเป็นธรรมโดยธรรมอยู่แล้วนั่นเอง มันจึงว่างจากตัวตนที่ซ้อนลงไปบนธรรมใดๆ

โลกุตรธรรมเป็นธรรมที่รวมกันเข้าเป็นหนึ่งเดียว เป็นที่สุดแห่งธรรม เป็นสามัญแห่งธรรมทั้งปวง จบบริบูรณ์โดยธรรมเองอยู่แล้ว ทุกขณะที่ว่างจากตัวตนนั้น ข้อธรรมทุกอย่างจะรวมกันเป็นหนึ่งทันที ไม่มีอะไรแบ่งแยกอะไร อริยมรรคก็รวมเป็นหนึ่ง ดังนั้นผู้ที่ว่างจากตัวตนแล้วนั่นแหละ คือเนื้อหาแห่งสัจธรรมตรงๆ ยิ่งกว่าพระไตรปิฏก ไม่มีอัตตโนมติ(ไม่มีตัวตนเข้าไปตีความ) ไม่ต้องท่องไม่ต้องจำ สามารถสะท้อนสัจธรรมออกมาจากความว่างได้เลย โดยที่ไม่ต้องค้นคว้าอะไรเพิ่มเติม เรียกว่าถ่ายทอดจากจิตสู่จิตกันเลย

ซึ่งการถ่ายทอดสัจธรรมในสมัยพุทธกาลก็ใช้วิธีแบบจิตสู่จิตอย่างนี้แหละครับ แล้วก็ไม่มีผิดเพี้ยนด้วย เพราะเป็นการสลายตัวตนของคนฟังให้ว่างเสียเอง ตรงต่อนิพพานเสียเอง มันจึงไม่มีเนื้อหาอะไรที่ผิดเพี้ยนเลย แต่ถ้าให้ไปศึกษา ไปอ่านเอาตีความเอาก็ผิดเพี้ยนกันหมดครับ ในสมัยพุทธกาลจึงไม่มีหรอกให้มาศึกษาอภิธรรม ฝึกเรียน ฝึกปฏิบัติอะไรน่ะ ก็แค่พูดสัจธรรมกันตรงๆก็จบเลย หรือถ้าใครติดขัดข้องคามากหน่อยก็ให้ฟังสัจธรรมเพื่อล้างความหลงแง่หลงมุมไปเรื่อยๆ เมื่อแง่มุมถูกล้างจนหมดแล้ว พอฟังสัจธรรมก็จะง่ายขึ้นไปเอง

การเจริญธรรมในระบบของโลกียธรรมนั้น จะมีตัวตนเป็นผู้ดำเนินกระบวนการ คิด-เลือก-ทำ แต่ในเนื้อหาของโลกุตรธรรมนั้น จะถูกเชื่อมโยงกับโลกุตรปัญญา อันเรียกว่า "ปัญญาแห่งสากลจักรวาล" ไปเองโดยอัตโนมัติ ปัญญาแบบนี้เข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อว่างจากตัวตนเท่านั้น เป็นปัญญาแห่งอริยภูมิอย่างแท้จริง หรืออย่างที่มีคำพูดว่า ทุกสรรพชีวิตล้วนมีพุทธะอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว ก็หมายถึงตรงนี้เองครับ นิพพานเมื่อไหร่ก็จะเป็นเนื้อหาเดียวกับองค์พุทธะไปเอง

ส่วนลำดับขั้นของอริยภูมินั้นไม่ได้บ่งบอกว่ามีเนื้อหาอริยะเท่าไหร่ แต่เป็นลำดับขั้นของความเป็นสัตว์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ซึ่งก็จะถูกกลั่นกรองออกไปในขั้นของอริยมรรคนั่นแหละครับ อันนี้ไม่ต้องไปสนใจเพราะสัจธรรมจะกลั่นกรองโดยตัวมันเองไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ไปตั้งเอาไม่ได้ว่าจะต้อง 7 วัน 7 เดือน 7 ปีอะไรนั่น

เนื้อหาสัจธรรมนั้น ก็เป็นอริยมรรคที่บริบูรณ์โดยตัวเองอยู่แล้ว คือเป็นการอาศัยปัญญาแห่งพระพุทธเจ้าในการจบให้ตัวเอง ดับเหตุและดำเนินมรรคไปในตัว ไม่ต้องเจริญ ไม่ต้องปฏิบัติ ฟังแล้วจบตามดับตามได้เลย ซึ่งจุดนี้เองที่หลวงพ่อฯมักจะบอกอยู่เสมอว่าให้ฟังตรงๆ ไม่ใช่ฟังแล้วคิดตาม(เอาโลกียปัญญาไปบังสัจธรรม) อย่างนั้นมันเป็นการฟังแบบใช้อัตโนมติ คือเอาตัวตนตั้งเอาในการฟัง ก็ไอ้คนที่ฟังสัจธรรมแล้วเข้าใจเป็นอย่างอื่นก็ตรงนี้แหละครับ เรียกว่าเตะเข้าประตูตัวเองเฉยเลย ซึ่งคนเหล่านี้ก็มีไม่น้อยทีเดียว ให้เคลียร์ตัวเองไปนั่นแหละดีแล้ว ขอขมากรรมเรื่อยๆก็จะคลายไปเอง

สัจธรรมของหลวงพ่อฯนั้น ถ้าฟังแบบไม่เอาอะไร มันจะง่ายมากครับ แต่เมื่อไหร่ที่คิดตาม มันจะโคตรยากขึ้นมาทันที การฟังสัจธรรมจึงไม่เหมือนกับการดูหนังที่ต้องคิดตามเรื่องไป ก็ฟังแบบว่างๆ รู้เรื่องไม่รู้เรื่องช่างมัน จะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ฟังได้หมด เพราะการฟังสัจธรรมนั้นไม่ใช่ฟังให้เข้าหัวเข้าสมอง แต่ฟังแล้วมันจะไป เข้า(ที่) "ใจ"ตรงๆ เพื่อสลายอุปาทานในจิตในใจนั่นเอง

จบครับ

No comments:

Post a Comment