Monday, February 11, 2013

คุณค่าที่คุณ...คิดไปเอง

เมื่อต้นปี 55 ที่ผ่านมา เทพมือถืออันดับหนึ่งของโลกเพิ่งเสียชีวิตไป ทำให้หนังสืออัตชีวประวัติขายดีมากไปทั่วโลก ผู้คนล้วนสนใจความสำเร็จจนกลายเป็นปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่งในโลกเบี้ยวๆใบนี้

เศรษฐีคอมพิวเตอร์อีกเจ้าหนึ่งบอกว่า เกิดมาจนไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าตายแบบจนๆมันเป็นความผิดคุณเอง...

ตลกมากที่เศรษฐีคอมพิวเตอร์รายนี้ไม่ทันสังเกตว่า เทพมือถือคู่แข่งที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อต้นปี ก็เอาเงินไปไม่ได้สักแดงเดียว แล้วตัวเองนั่นแหละก็จะตายแบบจนๆเหมือนกัน ตายแบบเอาอะไรไปไม่ได้เหมือนกัน...ตกลงนี่ใครโง่กันแน่?

หรือการดิ้นรนกระเสือกกระสนสร้างความยิ่งใหญ่ให้ตนเองตลอดชีวิตก็เพื่อให้ผู้คนจดจำตนในฐานะสุดยอดฝีมือในวิชาชีพของตน จดจำในความหลงงมบูดๆเบี้ยวๆของผู้คนที่ไม่รู้ว่าจะจำตนเองได้ในแบบที่ต้องการหรือเปล่า

คุณค่าทั้งหลายในโลกนี้ล้วนเป็นคุณค่าบนความหลง เป็นคุณค่าที่เหมือนภาพมายา เพราะทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลง ยึดไม่ได้สักอย่างเดียว บางทีเหมือนจะไขว่คว้าเอาได้ แต่สุดท้ายก็สูญเปล่าไปสิ้น โมฆะไปหมดทุกๆเรื่อง ทุกๆคน ค่าที่อุปโลกน์ขึ้นมาให้ยึดกันนั้นก็เป็นเพียงการหลอกลวงกันและหลอกลวงตัวเองเอาเท่านั้น

คุณค่าในทรัพย์สินเงินทองเหรอ?
ไม่ว่าจะสร้างมาอย่างยากลำบากยังไง จะเสื่อผืนหมอนใบ จะมีความหมายดรามาขนาดไหน จะสร้างสิ่งใดอลังการแค่ไหน ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครสักคนเอาติดตัวไปได้แม้แต่คนเดียว จะให้มีลูกหลานมาสืบทอดกี่คน หลาน เหลนกี่ครอกก็ตายหมดสิ้น ไม่มีใครเอาอะไรไปได้เลยแม้แต่คนเดียว...หรือว่าไม่จริง?

คุณค่าในชีวิตงั้นเหรอ?
บางคนก็ห่วงหวงความสวยความหล่อของตน บางคนแค่ร้องเพลงได้ก็คิดว่าตนมีคุณค่าเสียแล้ว บางคนก็พยายามที่จะตายแบบมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อโลก กระเสือกกระสนดิ้นรนที่จะเป็นพ่อพระแม่พระ แต่สุดท้ายคนที่ช่วยไว้ก็กลับไปหลงวนเวียนไม่จบสิ้นเหมือนเดิม..แบบนี้ไม่ได้เรียกว่าความช่วยเหลือหรอกนะ มันก็แค่การทำกรรมและใช้กรรมเท่านั้นเอง คุณค่าจริงๆมันก็ไม่มีให้ยึดอะไรอยู่แล้ว

ชื่อเสียงเงินทองเกียรติยศงั้นเหรอ?
มันก็เป็นเพียงซากศพทางนามธรรมที่ถูกทิ้งไว้ให้ชนรุ่นหลังทึ้งหาประโยชน์เท่านั้นเอง หลงกันไปทั้งนั้น จะมีอะไรที่มันจะเป็นประโยชน์มีคุณค่าจริงๆได้อีกเล่า

คุณค่าชั่วคราวเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงภาพมายาที่ยึดไม่ได้ทั้งนั้น และความยึดติดในมายาการแห่งคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ก็ก่อให้เกิดความคับแคบ ก่อให้เกิดการเบียดเบียน ก่อให้เกิดความอึดอัดคับแค้นไปทั่วโลก ทั้งๆที่โลกก็ออกจะกว้างขวางใหญ่โต แต่มนุษย์ขี้เหม็นก็ทำให้มันแคบได้อย่างน่าแปลกใจ...ก็แคบไปด้วยความคับแคบแห่งใจตนนั่นเอง

สุดท้ายพอไอ้คนที่ยึดสิ่งต่างๆตายลง ก็ต้องเกิดเป็นผีเฝ้าสิ่งที่ตนยึดเอาไว้ไม่ยอมปล่อย กลายเป็นสัมภเวสีแบบปู่โสมเฝ้าทรัพย์ แต่ตัวเองก็เอาทรัพย์สินไปไม่ได้เหมือนกัน ติดคาอยู่ในพื้นที่แบบนั้น ไปไหนก็ไม่ได้

บางประเทศมีบ้านเรือนที่ถูกยึดมากมาย แต่คนที่ไร้บ้านก็มีมากพอๆกับบ้านที่ไร้คนอยู่เหล่านั้น นี่คือความคับแคบของมนุษย์ มนุษย์ที่กายอาจจะดูเหมือนมนุษย์ แต่ภูมิจิตจริงๆก็กลายเป็นเปรตกันไปหมดแล้ว เพราะความหิวกระหายเกินพอดีแห่งตนนั่นแหละ แล้วสุดท้ายตายลงก็ไปเป็นเปรตตามที่ใจต้องการทันที

คุณค่าเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพียง "คุณค่าของกู" ทั้งนั้น แต่สุดท้ายไอ้ความเป็นกูก็ไม่เห็นจะยึดอะไรได้สักอย่างเดียว ก็ยังมัวแต่กระเสือกกระสนดิ้นรนที่จะยึดกัน ก็เพราะไอ้คนข้างๆเราไม่ยอมปล่อย คู่แข่งเราไม่ยอมปล่อย เราก็เลยไม่ปล่อยด้วย กลัวเสียเปรียบ หารู้ไม่ว่ามันก็หลงกันหมดนั่นแหละ โง่กันทั้งหมดนั่นแหละ แล้วก็ยังจะยอมโง่ตามกันเพื่อไม่ให้เสียเปรียบอีกเหรอไงเล่า

มันจะมีใครได้เปรียบอะไรจริงที่ไหนเล่า เพราะสิ่งที่เราหยิบยืมมาจากโลกจากสังสารวัฏก็ล้วนแล้วแต่ต้องใช้คืนทั้งนั้น ยืมมาใช้มากอย่างฟุ่มเฟือย ก็ต้องใช้คืนแบบแร้นแค้น แข่งขันกันกอบโกยมาก ตอนคืนก็ต้องรีบคืนแทบไม่ทัน เป็นแบบนี้ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมันคือกฏธรรมชาติ กฏแห่งกรรม ทรัพยากรทั้งหลายในโลกล้วนเพียงพอ และพอดีกับธาตุขันธ์ของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว แต่ไอ้คุณค่าที่ทำให้เราดิ้นรนกอบโกยไปนั่นแหละที่ทำให้มันไม่พอ เสร็จแล้วก็ต้องมาใช้คืนทีหลังทั้งหมด

ดังนั้นคุณค่าทั้งหลายที่ยึดถือกันว่า มากเข้าไว้ ดีที่สุดเข้าไว้ พอถึงที่สุดแล้วมันก็โมฆะหมดทุกเรื่อง ตอนจะขาดใจตายลมหายใจสุดท้ายมันไม่ได้คิดถึงหรอกคุณค่าจอมปลอมอะไรน่ะ เพราะขนาดชีวิตตนยังยื้อเอาไว้ไม่ได้เลย หรือแม้แต่การไปมัวภาวนาดูจิตดูใจจนขณะจิตสุดท้าย หวังว่าจะจบภพจบชาติ มันก็ยังเป็นการไปยึดตัวตนในจิตในสติ จนต้องกลับมาเกิดใหม่เลย แถมตายลงก็โดนพวกที่มีชีวิตอยู่เอาไปหากินว่าเนี่ยภาวนาจนนาทีสุดท้าย "นิพพานไปแล้ว" ก็ยึดกันซะขนาดนี้ มันก็ไม่ไปไหนหรอก อยู่ในสังสารวัฏนี่แหละ มันก็เป็นกรรมของนักปฏิบัติทั้งหลายที่มัวแต่ยึดคุณค่าในสติแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่จนกลายเป็นยึดติดไปเสีย ต่อภพต่อชาติให้ตนไม่รู้จบ กลายเป็นผีเฝ้าตัวเอง ไปเกิดใหม่แล้วก็หลงไปนั่งไปเดินเฝ้าลมหายใจตัวเองอยู่ทุกภพทุกชาติไม่รุ้จบ เพราะคุณค่าจอมปลอมที่สอนกันผิดๆนั่นแหละ

ทุกอย่างที่ว่ามีค่ามีความหมาย มันก็แค่หลงคิดเอาเองว่าดีมีคุณค่าทั้งนั้น เสร็จแล้วก็ได้แต่วนเวียนยึดติดชดใช้กันอยู่ตรงนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน หรือกายใจของตนก็ตาม

ในเมื่อทุกอย่างมันอนัตตาอยู่แล้ว ไม่มีความเป็นอะไรอยู่แล้ว ที่เห็นที่เป็นอยู่ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสมมติจอมปลอมทั้งนั้น จะให้หลุดพ้นไปจากสภาพอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งหลายมันก็ไม่มีอะไรต้องไปทำอีกแล้ว เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งกายใจที่หลงเอาว่าเป็นเรา เป็นของเรามันก็ไม่ใช่อะไรเลยเช่นกัน เป็นสิ่งที่หยิบยืมมาชั่วคราวเช่นกัน

ก็แค่ปลงเสียซึ่งสรรพธาตุสรรพธรรมทั้งหลายที่หลงเอาว่าเป็นตัวเรา เพราะคุณค่าทั้งหลายมันก็เป็นเพียงสิ่งจอมปลอม ไม่มีคุณค่าอะไรที่จะยึดเอาไว้แม้แต่นิดเดียว ยอมให้ทุกสภาวะมันเกิดเองเป็นเอง ยอมแบบไม่อะไรกับอะไร ไร้ความหมายในทุกๆสถานการณ์ ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดเองตามเหตุปัจจัย ไม่หลงไปขัดแย้งกับสภาวะใดๆ ไม่ต้องไปเริ่มไปจบให้กับอะไร แม้กระทั่งความหลงเองก็ช่างมัน มันก็จะดับของมันเอง ไม่ต้องไปพยายามดับมัน เพราะไอ้ที่พยายามจะดับความหลงนั่นก็คือความหลงอย่างหนึ่ง เป็นมายาซ้อนมายา ไม่ว่าอะไรจะดีจะเลวมันก็เป็นเพียงสมมติทั้งนั้น ก็ช่างมัน ให้มันหมดใจ ปลงใจกับทุกเรื่อง ปล่อยคืนธรรมชาติธาตุธรรมทั้งหลายให้กลับคือสภาพเดิมของมันเอง เพียงแค่ปล่อยมันก็คืนสภาพของมันเองอยู่แล้ว ไม่ต้องหวังอะไรแม้กระทั่งนิพพาน เพราะคุณค่าแห่งพระนิพพานก็เป็นเพียงสมมติเช่นกัน แล้วนั่นแหละมันก็จะคลายออกจากความยึดติดไปเอง หลุดพ้นจากคุณค่าจอมปลอมแห่งสังสารวัฏไปเอง นิพพานก็ของมันเอง ไม่มีสิทธิ์ที่เราจะไปมีเอี่ยวกับนิพพานได้แม้แต่นิดเดียว

และสุดท้ายนิพพานก็ไม่ใช่อะไร เพราะที่เข้าใจเอาได้ อธิบายเอาได้ก็เป็นเพียงแค่สมมติที่ใช้อ้างถึงพระนิพพานเท่านั้น ไม่ใช่นิพพานที่แท้จริง เพราะนิพพานแท้นั้นว่างจากความหมายในความเป็นอะไร ว่างจากตัวตนที่จะเป็นอะไร ว่างแม้กระทั่งจากสติที่ว่ามีคุณค่าเป็นเลิศหนักหนาด้วยซ้ำไป

No comments:

Post a Comment