Thursday, February 28, 2013

ไม่ติดไม่หลุดอยู่แล้ว


หลายคนคงเคยดูหนังไตรภาคชุด The Matrix กันไปแล้ว ที่ผมนำภาพโปสเตอร์ทีเซอร์อันนี้มาโชว์เป็นทีเซอร์ของภาคสามที่มีชื่อว่า The Matrix Revolutions ซึ่งมีคำโปรยว่า "Everything that has a beginning has an end" หรือแปลเป็นไทยภาษาพุทธได้ว่า "ทุกสิ่งที่มีเกิดย่อมดับไปเป็นธรรมดา"

แต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือการที่มีตัวเราติดเข้าไปตรงการเริ่มต้น และมีตัวเราไปอึดอัดขัดเคืองในการที่มันดับไปของมันเองอยู่แล้วนี่แหละ พอติดๆหลุดๆอยู่อย่างนี้มันก็เป็นสังสารวัฏน่ะสิครับ

ซึ่งถ้าจะให้พูดเป็นสัจธรรมจริงๆก็ต้องบอกว่า ไม่ติดไม่หลุดอยู่แล้ว เหมือนที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านพูดเอาไว้บ่อยๆเตือนคนฟังให้ตื่นออกจากความหลงไปติดหลงไปหลุดกับอะไรๆ

สรรพสิ่งทั้งปวงย่อมเกิดและดับเองตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว เป็นธรรมชาติของมันปกติธรรมดา และไม่มีใครเข้าไปเกิดและดับตามสรรพสิ่งและสภาวะทั้งหลายอย่างแท้จริง ที่เห็นว่าจริงนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิคือหลงเห็นว่าแบบนั้นไปเอง และแม้จะเข้าไปทำให้มันเกิดดับได้แบบที่หลงเห็น หลงเข้าใจ มันก็จะเป็นกรรมที่ต้องชดใช้ในภายหลัง สุดท้ายแล้วไม่มี "ใคร" ได้อะไรจากสังสารวัฏเลยสักคนเดียว ยืมไปก็ต้องคืนอยู่ดี

ดังนั้นไอ้ที่สาละวนไปมีการเริ่มต้นและสิ้นสุดเนี่ย มันก็คือหลงไปเองทั้งนั้น ฝันไปเองทั้งนั้น คือหลงไปมีความหมาย หลงไปเข้าใจว่าทุกอย่างที่เราเริ่มต้น เราก็ต้องจบมัน หรือภาษานักปฏิบัติเรียกว่า "จบกิจพรหมจรรย์" มันจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นและจุดจบในการทำกิจอย่างเอาเป็นเอาตาย แบบที่หลงคิดไปเองว่ามันยังไม่จบ ส่วนตรงกลางระหว่างจุดเริ่มต้นและจุดจบนั้นก็คืออะไรครับ ก็คือสังสารวัฏไง หลงดิ้นรนไปเรื่อย โดยไม่แจ้งในความเป็นจริงว่าทุกอย่างมันจบอยู่แล้ว ไม่มีใครไปติดไปหลุดจริงๆอยู่แล้ว ทำไปก็เหนื่อยฟรีแถมจะไม่แจ้งเอาเสียอีก

ครั้นพออธิบายแบบนี้มันก็จะมีคนเถียงทุกทีว่า ก็ฉันยังหายใจอยู่นี่ไง ยังทุกข์อยู่เห็นๆ แล้วจะให้ทำยังไง ถ้าไม่ปฏิบัติให้มันจบกิจ?

สัจธรรมแท้นั้นฟังตรงๆมันก็จะคลายจากอุปาทานในธาตุขันธ์ไปเอง ถ้ามาตั้งเงื่อนไขว่าต้องปฏิบัติก่อน ก็แสดงว่าหลับหูหลับตาเชื่อต่อๆกันมาแล้วครับ ในยุคพุทธกาลที่มีผู้คนบรรลุฉับพลันกันมากมายไม่ใช่แค่มีบุญบารมีเยอะแบบที่เข้าใจนะครับ แต่ท่านทั้งหลายเหล่านั้นได้ฟังสัจธรรมแท้ด้วย มันจึงมีอานุภาพในการคลายอุปาทานและทำให้แจ้งตรงต่อนิพพานได้ฉับพลันนั่นไง

อีกอย่างคือพุทธกาลเป็นยุคสมัยที่คนส่วนใหญ่ไม่มีทิฏฐิมานะ ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือเรียนก็ไม่สูง กรรมที่หลงเหลือก็เบาบาง  เวลาฟังก็ฟังแบบว่างๆ สัจธรรมจึงส่งตรงสู่จิตแล้วบรรลุฉับพลันได้ทันที แต่พอมาสมัยนี้ โลกมันเป็นโลกแห่งทิฏฐิไปหมดแล้ว ทุกคนคิดว่ากูแน่ๆ ขนาดครูบาอาจารย์สายวิปัสสนาที่ยังไม่จบจริง ก็ยังคิดว่ากูแน่ ก็สอนไปทั้งแบบนั้นแหละ แล้วมันจบไหมเล่า มันก็ไม่จบไง เพราะตัวเองก็ยังสาละวนอยู่กับการปฏิบัติ พอสอนแบบไม่จบลูกศิษย์ลูกหาก็โหยสิครับ โหยหิวกับการปฏิบัติมากๆ เดินจงกรมนั่งสมาธิกันอยางกับเข้ายิมเพาะกาย หวังจะจบกิจพรหมจรรย์กันเป็นแถว แม้กระทั่งมาฟังสัจธรรมแท้ๆก็ยังเอาทิฏฐิของตนเองไปคิดไปตัดสินก่อนจะได้ฟังของจริงด้วยซ้ำ แบบนี้ทิฏฐิมันก็บังสิครับ อันนี้ไม่ต้องโทษใครเลย เป็นกรรมล้วนๆ

ในความเป็นจริงก็เพียงแค่เข้าใจให้ตรงว่ามันไม่มีอะไรติดอะไรหลุดอยู่แล้ว ที่เห็นว่าติดเข้าไปได้หลุดออกมาได้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นผลที่เกิดจากแรงกรรมที่กระทำเข้าไปทั้งนั้น พอแรงกรรมหมดมันก็คลายออกทุกสภาวะนั่นแหละ แล้วถ้ายิ่งเข้าไป "ทำ" มันจะคลายออกได้อย่างไรเล่า มันก็จะเป็นเพียงแต่แรงกรรมที่หลงใส่เข้าไปเพื่อที่จะให้มันจบกิน ใส่แรงกรรมเข้าไปแล้วมันก็ต้องรอรับผลที่ตามมาอีก แล้วจะมี"ใคร"จบจริงได้หรือเปล่าเล่า เพราะพอหลงคิดว่ามันจบลง มันก็ยังมี"ใคร"สักคนยืนว้าเหว่อยู่ตรงนั้นตลอด ก็ใครเล่าถ้าไม่ใช่ตัวเอง

จบน่ะมันจบอยู่แล้ว จบตรงที่มันไม่มีใครไปเริ่มไปจบอะไรอยู่แล้ว ไม่มีใครติดไม่มีใครหลุดอยู่แล้ว จบให้ตัวเองน่ะหมายถึงจบแบบไม่มีใครจบ(อนัตตาอยู่แล้ว) ผู้ที่ฟังสัจธรรมตรงๆ อยู่เรื่อยๆมันก็จะตื่นออกจากความหลงเองทุกครั้งที่ฟัง ซึ่งทุกครั้งที่ฟังหรือระลึกได้มันก็จะปลงตัวมันเอง ว่างของมันเอง นิโรธอยู่เนืองๆ ไม่ใช่ฝึกเอาเราเข้าไปวาง เข้าไปหลุดจากอะไร แบบนั้นก็ยังหลงมี "เรา" ไปหลุดอยู่

สัจธรรมน่ะถ้าเอาอัตตวิสัยไปเข้าใจ ไปศึกษา ไปปฏิบัติ มันก็จะกลายเป็นอัตตโนมติหรือเป็นตัวตนเป็นทิฏฐิในธรรมแบบที่สอนกันอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองนั่นไง

No comments:

Post a Comment