Wednesday, February 6, 2013

ถ้าทุกอย่างนิพพานอยู่แล้ว แสดงว่าคนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมก็นิพพานแล้วงั้นสิ

ในความเป็นจริงแล้ว แม้กระทั่งผู้ปฏิบัติธรรมก็นิพพานอยู่แล้วทั้งนั้น ทุกชาติ ทุกศาสนา ทุกชั้นภูมิล้วนนิพพานอยู่แล้วทั้งนั้น รวมไปถึงธาตุต่างๆในโลกธาตุก็นิพพานอยู่แล้วเหมือนกันหมด เพียงแต่ที่มันเป็นสังสารวัฏขึ้นมาก็เพราะหลงไปในความเป็นตัวเป็นตนหรือเรียกว่า โมหะอวิชชานั่นเอง พอมีความหลงว่าเป็นตัวตน มันก็เลยดิ้นรน ค้นหา ทุกข์ทรมานกันไปบนมายานั่นแหละ อธิบายง่ายๆว่า มันฝันน่ะ แต่ไม่รู้ตัวว่าฝันอยู่ ละเมออยู่ แล้วก็เลยไปจริงจังกับความฝัน ตามติด ติดพัน ผูกพันจนฝันกันข้ามชาติ ข้ามกัลป์ ข้ามกัปป์ ข้ามพุทธันดร เหมือนหนังอินเดียวิ่งข้ามภูเขาหลายๆลูกนั่นแหละ

ด้วยเหตุนี้จึงมีองค์พุทธะลงมาโปรด เพื่อปลุกให้สรรพสัตว์ตื่นออกจากความหลง กลับคืนสู่เนื้อหาดั้งเดิมคือนิพพานนั่นเอง ดังนั้นผู้ที่นิโรธก็คือ การสะดุ้งตื่นจากความหลง เหมือนที่ นีโอ ตัวละครเอกในหนังเรื่อง The Matrix ได้พบความจริงที่ว่าโลกที่ตัวเองอยู่นั้นคือโลกเสมือนจริงที่คอมพิวเตอร์อัจฉริยะชื่อ The Matrix สร้างเอาไว้เพื่อควบคุมมนุษย์ให้เป็นทาสนั่นแหละครับ

ดั้งนั้นคนที่ปฏิบัติธรรมนั้นก็เหมือนควานหาการตื่นออกจากความหลงในภาวะที่ละเมออยู่นั่นเอง แล้วหวังว่าวันหนึ่งจะตื่นออกได้จากการวุ่นวายอยู่กับสภาวะธรรมที่ตนรับรู้ในฝันนั้นๆ (ซึ่งเป็นการรับรู้สภาวะธรรมในภาวะหลับไหลจากความหลงนั่นเอง) แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไง แบบนี้เรียกว่ละเมอหลงในธรรมครับ

ส่วนคนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมนั่นก็มีสองประเภทคือเขาตื่นจากความหลงโดยธรรมชาติของเขาอยู่แล้ว(ปัจเจกพุทธะ) หรืออีกประเภทที่เป็นส่วนใหญ่คือคนละเมอหลงโลก ครับ อย่างหลังนี่ก็ยังหลงโลกอยู่ ซึ่งบางส่วนก็เจอคำประกาศขององค์พุทธะแล้วว่าเราอยู่ในความฝัน ก็เลยสาละวนหาทางออกกันใหญ่ แต่ถ้ายิ่งไปทำ ไปปฏิบัติก็จะยิ่งติดอยู่ในความฝันครับ เพราะกายนี้ใจนี้ก็เป็นเพียงร่าง Avatar ที่เรา "หลง" ติ๊ต่างขึ้นมาใช้งานใน Second life เท่านั้น แล้วดันไปจริงจังกับมันจนยืดยาวอย่างที่เห็น

แต่ทั้งละเมอหลงในโลกหรือหลงในธรรมมันก็ละเมออยู่ในความฝัน(สังสารวัฏ)เหมือนกันครับ ไม่มีความแตกต่าง เพราะถ้ายังมีความแตกต่างระหว่างดีกับเลว ถูกกับผิด มันก็ยังมีตัณหาในการพุ่งไปยึดเกาะเหมือนเดิมครับ

จะออกจากฝันได้ก็เลิกใส่ใจทุกสภาวะที่เกิดขึ้นในฝัน รู้หรือไม่รู้ก็ไม่เอา คือยังไงถ้ามันจะรู้ก็รู้ของมันอยู่เองแล้วถึงเราไม่มีเจตนาเข้าไปรู้ก็ตาม แล้วเราจะค่อยๆตื่นออกจากฝันนั้นไปเอง ซึ่งเสียงแห่งสัจธรรมนั่นแหละคือเสืยงจากความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียวที่สามารถปลุกให้เราตื่นออกจากความหลงได้ ก็ให้ฟังบ่อยๆมันจะค่อยๆตื่นออกเอง ซึ่งก็แล้วแต่สภาวะของแต่ละคนด้วยว่าหลับลืกขนาดไหน ฝันจริงจังเท่าใด (หลับลึกหรือถูกความฝันหลอกหลอนจนบังไปหมด) บางคนสภาวะในการหลับละเมอนั้นเป็นไปเพียงตื้นๆ พอได้ฟังสัจธรรมก็สะดุ้งตื่นออกทันทีแบบฉับพลัน อย่างที่เรียกว่าบรรลุฉับพลันนั่นแหละ บางคนเจอบังเยอะหน่อยก็อาจจะค่อยๆรู้สึกตัว สลึมสลือตื่นขึ้นมาแบบงงๆครับ

ทั้งหมดนี้เพียงแต่เราปลง คือไม่เล่นเกมไปกับมัน ไม่ต้องไปสาละวนกับการปฏิบัติเพื่อตื่นออกจากความฝัน เพราะกายและใจนี้ก็เป็นเพียงเครื่องมือของเกมฝัน เพื่อที่จะสืบต่อไปบนเกมฝันนี้เท่านั้น ยิ่งไปยุ่งกับมัน มันก็จะมีฝันอื่นๆรอเราอยู่(ชาติต่อๆไป)มากขึ้นเท่านั้นครับ

ส่วนการปฏิบัตินั้นเกิดจากผู้ที่เข้ามาค้ำจุนศาสนาในยุคหลังซึ่งต่อเติมเนื้อหาเข้าไปตามอนุสัยของตัวเองที่ต้องทำครับ เนื้อหาเดิมแท้ของพระสัทธรรมคือมันนิพพานกันอยู่แล้วนั่นเอง มันจึงต้องปลงในส่วนที่ป็นสังสารวัฏ(ความหลง) ทิ้งไป แล้วจะตรงต่อเนื้อหานิพพานไปเอง ไม่ใช่ไปเพิ่มส่วนที่เป็นสังสารวัฏด้วยการปฏิบัติสมทบเข้าไปอีกครับ

No comments:

Post a Comment