Monday, February 11, 2013

อย่ามัวแต่ตัวเอง

กูรู้ กูเข้าใจ ว่ามึงอึดอัด
กูรู้ กูเข้าใจ ว่ามึงขัดเคือง
กูรู้ กูเข้าใจ ว่ามึงหงุดหงิด
มึงรู้ถึงสาเหตุไหม...ว่าทำไม?
ไม่ใช่สิ่งต่างๆรอบตัวมึงหรอกที่ทำให้มึงอึดอัด
แต่เพราะมึงมัวแต่ "ตัวเอง" อยู่นั่นไง

สิ่งต่างๆมันก็ดำเนินไปตามธรรมชาติธรรมดาของมันอยู่เองแล้ว
แต่พอมึงเอาตัวเองข้าไปยุ่มย่าม
มันก็ไม่ได้ดังใจ มันก็อึดอัด
เมื่ออึดอัดขัดเคืองแล้ว มันก็เริ่มหงุดหงิด
ในที่สุด มึงก็เริ่มบ่นๆๆๆๆ เหมือนที่มึงเคยทำมาทุกๆชาติ
แล้วมึงก็เอาตัวเอง "ดิ้น" ออกไป ไปหาที่ๆสบายกว่า
พอมันสบายได้เดี๋ยวเดียว มันก็เริ่มไม่พอไปอีก
อึดอัดขัดเคืองอีก
ก็ดิ้นรนอีกที่จะสนองตัณหาของตัวเองอยู่นั่น
...เป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำๆทุกชาติไป
ก็เพราะมึงมัวแต่ตัวเองอยู่นั่นไง

คนที่สนองตัณหาตัวเองได้ตลอดเขาก็เรียกว่าคนรวย
คนที่สนองตัณหาตัวเองไม่ได้เขาก็เรียกว่าคนจน
แต่ไม่ว่ารวยหรือจนก็ตกเป็นทาสของตัวเองทั้งนั้น
ไม่สนองมันก็ไม่ได้ กลัวมันจะทุรนทุรายตายห่าเอา
หิวเป็นเปรตด้วยกันทั้งนั้น
เป็นผีหลุมเดียวกันทั้งนั้น...ไม่ต้องทะเลาะกัน
ก็เพราะมัวแต่ตัวเองอยู่นั่นไง

ด้วยเหตุนี้เองสรรพสัตว์ทั้งหลายมันก็มัวแต่สาละวนกับตัวเองตลอด
เพราะกลัวมันจะทุรนทุรายตายไม่ดี
นึกไม่ออกว่าไม่มีตัวเองแล้วจะอยู่ยังไง
แต่พออยู่กับตัวเองจริงๆ มันก็ทรมานอยู่เรื่อย
มันเลยกลายเป็นสภาพที่ทั้งรักทั้งชัง
ตบจูบ ตบจูบ กันไม่รู้จบ
เดี๋ยวไอ้นั่น เดี๋ยวไอ้นี่
ยุ่งวุ่นวายสาละวนอยู่กับสภาวะต่างๆตลอด
เดี๋ยวตัวเองเจ็บ เดี๋ยวตัวเองป่วย
เดี๋ยวตัวเองร้อน เดี๋ยวตัวเองหนาว
เดี๋ยวตัวเองเสียใจ เดี๋ยวตัวเองดีใจ
ก็เพราะมัวแต่ให้"ตัวเอง"มันจิกหัวเอานั่นแหละ
มันก็เลยลำบากลำบนอย่างนี้ไง

แล้วมึงคิดเหรอว่าคนอื่นเขาจะไม่"ตัวเอง"เหมือนมึง
ทุกๆคนเขาก็ตัวเองทั้งนั้นแหละ
มันก็ติดอยู่แต่ในแง่ในมุมของตัวเองกันทั้งนั้น
แล้วมึงคิดหรือว่าใครจะตอบสนองตัวมึงได้ตลอด
ก็ที่สังคมมันวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่เพราะมัวแต่ตัวเองกันหรอกหรือ?
มุมของกู มุมของมึง ต่างคนต่างกอบโกยเข้ามาที่มุมของตัวเอง
มุมชนมุม มุมเบียดมุม ต่างคนต่างกระทบกระทั่งเพื่อมุมของตัวเอง
มันก็คับแคบ มันก็คับแค้น
ก็เพราะมัวแต่ตัวเองกันอยู่นั่นแหละ มันก็เลยคับแคบ

ขนาดฟังธรรมมันยังเลือกฟังแบบที่เข้าข้างตัวมันเองเลย
ฟังธรรมตามจริต ปฏิบัติธรรมตามจริต
"ก็จริตกูเป็นแบบนี้ไง โอเคมั๊ย" มึงก็ว่าไปนั่น
ก็อ้างจริตอะไรไปเรื่อย จริตมันก็คือกิเลสไง
ไอ้คนเทศน์ คนสอนก็เทศน์ ก็สอนตามจริตตัวเอง
จริต เจอ จริต มันคงจะพ้นทุกข์กันหรอกนะ
แล้วมันจะมีตรงไหนที่เป็นสัจธรรม ในเมื่อมีแต่จริตเต็มไปหมด

อย่าไปคิดนะว่าคนที่ไปวัดมันจะทิ้งตัวเองกันได้หมดแล้ว
เพราะหลายคนมันก็เอา"ตัวเอง"นั่นแหละเข้าวัด(ฮา)
เอา "ตัวเอง" ไปบวชบ้าง
เอา "ตัวเอง" ไปทำบุญบ้าง
เอา "ตัวเอง" ไปอยู่วัดบ้าง
เอา "ตัวเอง" ไปหนีภัยพิบัติบ้าง
เอา "ตัวเอง" ไปนั่งฟังหลวงพ่อฯเทศน์บ้าง
เอา "ตัวเอง" มาอ่านบทความในเว็บฯนี้บ้าง
เอา "ตัวเอง" ไปคลายออกบ้าง(มึงจะบ้าเหรอ เขาให้คลายออกจากตัวเอง)
เอา "ตัวเอง" มาจบบ้าง (งงมากขนาดนั้นเลยนะมึง)
สุดท้ายขนาดเข้าวัดมันก็ยังไปสาละวนกันในวัดเลย
ไปวัดแต่ไม่ถึงวัด มึงเข้าใจไหม...น่าสมเพช
ไปวัดแต่ก็ยังไม่ทิ้งตัวเอง มันก็ไม่ถึงวัดหรอกจะบอกให้
แล้วเดี๋ยวพวกนี้ พอมันพบว่า "ตัวเอง"อยู่ในวัดแล้วช่างวังเวงเหลือใจ
มันก็จะแจ้นออกไปหาอะไรสนอง "ตัวเอง" ข้างนอกอีก

ก็เพราะตัวมึงเองนั่นแหละเป็นของร้อน
ก็เพราะตัวมึงเองนั่นแหละเป็นของหนัก
ก็เพราะตัวมึงเองนั่นแหละเป็นของมีพิษ
แล้วมึงจะแบกตัวเองอยู่ทำซากอะไร
แบกเองแล้วทำเป็นมาบ่น ทำเป็นมาโอดครวญ
จะให้วางก็ไม่ยอมวาง มัวแต่โทษนั่นโทษนี่
มัวแต่เอาตัวเองไปปฏิบัตินั่นปฏิบัตินี่ เดินนั่น นั่งนี่
สารพัดจะทรมานตัวเอง แล้วหวังว่าจะหลุดพ้น
จนกูก็งงไปหมดแล้วว่า ตกลงมึงชอบความเจ็บปวดหรือยังไง

พระพุทธเจ้าท่านให้ทิ้งตัวเอง ปลงตัวเอง
ก็ให้ทิ้งตัวเองเสีย มันจะได้หมดเรื่อง
ก็ตัวเองนั่นแหละของหนัก ของร้อน ของมีพิษ
แล้วมึงจะไปสาละวนเอาตัวเองไปปฏิบัติห่าอะไรให้ยุ่งยากในการออกจากตัวเองอีก
ก็แค่ "ไม่" ไม่ต้องไปมีความเห็นความหมายกับอะไร
ก็แค่ "ไม่" ไม่ต้อง ไม่ตั้งลงไปในสภาวะใดแห่งกายแห่งจิต
ก็แค่ "ไม่" ไม่ต้องใส่ใจกับอะไร แล้วก็ไม่ต้องเอาอะไรมาใสในใจเรา
ก็แค่ "ช่างมัน" ไม่ต้องมีตัวตนซ้อนลงไปตอกย้ำในสภาวะใดๆ
อะไรๆก็ช่างมัน
จะให้เด็ดขาดหน่อยก็...ช่างแม่มัน
แล้วนั่นแหละมันก็จะค่อยหมดตัวเองในอะไรไปเอง

เมื่อใดก็ตามที่มึงหมดตัวเองในอะไรๆ
หมดตัวเองในสิ่งไหนลงไปแล้ว
ก็จะได้รู้เองว่าความเป็นอิสระจากทุกๆอย่างแม้กระทั่งตัวเองน่ะมันเป็นยังไง
มันไม่ใช่เอาตัวเองไปอิสระจากอะไร
เพราะถ้าอย่างนั้นก็ยังเป็นทาสตัวเองอยู่ดี




No comments:

Post a Comment