Monday, February 18, 2013

ดูเหมือนจริงแต่ไม่จริง

มันเด็ดขาดน่ะ มันไม่ใช่อะไรก็คือไม่ใช่อะไร มันเด็ดขาดเลย  แล้วที่มันอะไรๆๆน่ะ มันของไม่จริงทั้งนั้น จะนึกขึ้นมา จะคิดขึ้นมา จะรู้สึกขึ้นมา จะอารมณ์เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมันไม่ใช่อารมณ์จริงทั้งนั้น  คิดเองนึกเอง เออเอง มันไม่ใช่ของจริง   อุปโลกน์ขึ้นมา สมมติขึ้นมา  ไอ้ของจริงๆ น่ะมันไม่มีอะไร ว่างอยู่แล้วๆ ไงลูก ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  ไม่อยู่แล้วจริงๆ แบบไม่มีอะไร  ไอ้มีอะไร มันดันไม่ใช่ของจริง  ฉะนั้นที่กายอยู่ ที่จิตอยู่ ที่รู้สึก นึกคิดสัมผัส นั่นนี่อะไรอยู่ มันไม่ใช่ของจริงทั้งหมด อยู่ที่เรียกว่าอนิจจัง บางสิ่ง บางที่ก็อุปโลกน์ขึ้น สมมติขึ้นเอาเอง ความรู้สึก นึกคิด นั่นนี่อะไร  แต่จริงๆมันไม่มีอะไร  มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว เรียกว่าว่างอยู่แล้ว ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  เรียกว่าไม่อยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อตรงต่อไม่อยู่แล้ว ไม่ลังเลแล้ว  ปรากฏการณ์ความรู้สึกนึกคิด อารมณ์แบบนั้นแบบนี้ ไม่ลังเลแล้ว  ไม่ต้องไปเอ๊ะอ๊ะกับมันแล้ว  ไม่สงสัย ไม่ต้องไปยึกยัก  ยังไงมันก็ไม่ใช่ของจริงทั้งหมดอยู่แล้ว  รู้สึกดีขึ้นมา  รู้สึกไม่ดีก็ไม่ใช่ของจริงหรอก คิดดีขึ้นมา คิดไม่ดีขึ้นมา มันก็ไม่ใช่ของจริงทั้งนั้นแหละ  จะเห็นว่า จะเข้าใจว่าอย่างไร อย่างงั้นอย่างงี้มันก็ไม่ใช่ของจริง  มันไม่ใช่  อุปโลกน์เอาทั้งนั้นแหละลูก

เแต่เรามันไม่มีอะไรๆ มันก็ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว มันไม่ใช่อะไร แล้วที่มันอะไรๆ อยู่เนี๊ย มันไม่ใช่ของจริง ฉะนั้นเมื่อสรุปอย่างนี้ได้ มันก็มัวหลงแต่ของไม่จริง  เจริญแต่สิ่งที่ไม่ใช่ของจริง มันจะได้เลิกหมกมุ่นกับของไม่จริงลูก  ก็ของจริงมันไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  มันไม่มีอะไรอยู่แล้ว  จริงๆ มันก็ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว ไม่มีอะไรอยู่แล้ว  ไม่อยู่แล้ว  ไม่มีความหมายอยู่แล้ว  เมื่อสรุปได้แล้ว ลูกจะได้ไม่ไปมัวดันทุรังกับของไม่จริง   ของคิดขึ้นเอง นึกขึ้นเอง อุปโลกน์ขึ้นเอง สมมติขึ้นเอง บัญญัติเอาเองหมด  นี่แหละลูกมันไม่ใช่อะไรอยู่แล้วทั้งหมด  จะเห็นว่ามันเป็นอะไร  นั่นนี่อะไรมันก็ดูเหมือนแหละ  งั้นของมันเสื่อมในตัวมันเองทำไม  อนิจจังไปตั้งมันเองทำไม  มันเสื่อมในตัวมันเองทำไม  ดูเหมือนมันมีจริง เป็นจริง จะเข้าใจว่ามันเป็นเนื้อหาอนิจจังหมด  เสื่อมในสภาพมันเองหมด  ผันแปรในสภาวะของมันเองหมด หาความเป็นเป็นเหมาะจริงๆ ในทุกสิ่งทุกอย่างไม่มี มันไม่มี ที่มันไม่เสื่อมสลาย  ที่มันไม่เสื่อมโทรม  ที่มันหมดสิ้นไป มันไม่มี ล้วนแล้วแต่มันเสื่อมสลายหมด   ล้วนแล้วแต่มันผันแปรหมด  ล้วนแล้วแต่มันจับไม่มั่นคั้นไม่อยู่ทั้งหมด  แล้วก็ล้วนแล้วแต่โมฆะทั้งหมด  หรือเรียกว่าไม่ใช่ของจริงทั้งหมด  ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น  ไม่ว่ากาย ว่าจิต ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  นอกในทั้งหลายของเสื่อมในสภาพมันเองทั้งหมด   ดูเหมือนว่าจริง  แต่มันก็ไม่จริง  ดูเหมือนว่ามีจริงๆ แต่มันก็ไม่มีจริง ของมันเสื่อม  ของมันผันแปร  แปรสภาพหมด  ของมันสลายเป็น

ฉะนั้นลูกก็ไม่ต้องลังเลเลยกับทุกอย่าง  มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้วลูก   มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  มันไม่ใช่ของจริงอยู่แล้ว  ของอนิจจัง  ของเสื่อมเป็นในตัวมันเอง  ไม่ว่า กายธาตุ  ไม่ว่าจิตธาตุ อารมณ์  ความรู้สึก นึกคิด เหมือนกันหมด  ไม่ต้องไปให้ความแตกต่างหรอกลูก  เหมือนกันหมดแหละลูก  อารมณ์ก็ไม่ใช่ของจริง  มันไม่มีอะไรเป็นของจริงหรอก  เพราะจริงๆ แล้วมันไม่มีอะไร  มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  อันนี้แหละเรียกว่าสรุปโมหะทั้งหมด  คือเลิกหลงไปทั้งหมด  เลิกหลงไปเองทั้งหมด  จะไม่เอาแต่กิเลส เอาแต่ธรรมะ อะไรแบบไหนอยู่  มันเลิกหลงไปด้วยกันหมด  ที่เราจะมาเอาปฏิบัติธรรมะอยู่   มาเอาธรรมะอยู่  เอากิเลสบ้าง  เอาธรรมะอยู่บ้าง เพราะมันหลง  มันยังคิดว่าตัวเองยึดได้  มันยังหลงสำคัญผิด  ยังเอาได้อยู่  มันหลง  จริง ๆ  แล้วมันยึดไม่ได้ทั้งหมด ไม่ว่ากิเลสหรือว่าธรรมะ  เอาไม่ได้ทั้งหมด  ไม่มีอะไรที่เป็นของจริงหรอกลูก  แม้แต่ระบบของคุณธรรมก็เป็นสิ่งที่อุปโลกน์ขึ้นมาทั้งนั้นแหละ  อย่าว่าแต่กิเลสเลย  แม้แต่คุณธรรม  ลูกจะน้อมกราบแต่ละครั้ง  อุปโลกน์ขึ้นมาทั้งนั้นแหละ   จะนึกแต่ละเรื่องลูกก็อุปโลกน์สร้างขึ้นมาเองทั้งนั้นแหละ ของจริงที่ไหนล่ะ ของสมมติทั้งนั้น  สมมติก็บอกแล้วไม่ใช่ของจริง ของจริงมันไม่มีอะไร  ที่มีอะไรมันไม่ใช่ของจริง  ฉะนั้นก็เลิกลังเลได้เลยลูก คือไม่ต้องลังเลแล้วทุกอย่าง  ยังไงก็ไม่ใช่อะไรอยู่แล้วลูก  เลิกลังเลไปเลย ยังไงก็ไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  เลิกหลงทีเดียวพร้อมกันหมดแหละ  มาหลงกิเลส หลงธรรมะอยู่  อะไรมันก็ไม่ใช่ของจริงทั้งนั้น  ก็ไม่ต้องไปลังเลอยู่แล้ว  เลิกลังเลเลย  แล้วไม่ต้องไปหาสงสัยให้เป็นภาระ  แล้วไม่ต้องไปหาสงสัยให้เป็นพันธะ เป็นภาระ  หยุมๆ หยิมๆ อะไรอยู่อีก  ไม่ต้อง  ในเมื่อลูกตรงต่อไม่อยู่แล้วตลอด  ก็เรียกว่าทุกอย่างมันก็ไม่จริงอยู่แล้ว ที่ว่ามันไม่จริงอยู่แล้ว  ที่มันไม่ไปหลงจริงจังทุกสิ่งอย่างเท่านั้นเอง  ถ้าลูกตรงต่อไม่อยู่แล้วตลอด  ต่อไปลูกก็จะได้ไม่ไปหลงจริง หลงจัง  คือยึดจริง ยึดจัง ๆ อะไรน่ะ ของมันไม่จริงอยู่แล้วแต่ดันไปจริงกับมัน  มันก็เลยตีกลับมากดดัน  ก็เหมือนไปคบคนหลอก  ไอ้นั้นมันชอบหลอก  ไอ้นั้นก็ชอบหลอก  แต่ดันไปจริงจังกับมัน  ก็โดนหลอกอยู่เรื่อย ตีกลับก็ทุกข์อยู่ โดนหลอกตลอด  เหมือนกัน..ทุกอย่างก็เหมือนกัน  มันไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่แล้ว มันไม่ใช่สิ่งยึดได้  มันไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่แล้ว  เรียกว่าอนิจจังอยู่แล้ว มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  ในเมื่อลูกไปทำ หลงจริงกับมันก็เรียกว่าตีกลับตลอด  ความกดดันตีกลับตลอด  มันไม่ได้ดังยึด มันก็ทุกข์สิ   มันไม่ได้ดังยึด มันก็ทุกข์แล้ว  ฉะนั้นตรงต่อไม่อยู่แล้วตลอดลูก  แล้วมันก็เลิกหลงพร้อมทีเดียวหมดทุกสิ่งทุกอย่าง  พร้อมกันหมดแหละ

ฉะนั้นที่มันอยู่นั่นนี่อะไร เป็นเรื่องของการเกื้อกูล สงเคราะห์ทั้งนั้น  แล้วการสงเคราะห์ การเกื้อกูลก็เป็นที่อุปโลกน์กันขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งยึดติดไม่ใช่หลงไปเอาจริงเอาจัง  โอ๊ย ต้องอย่างงั้นต้องอย่างงี้  มันก็ไปหลงยึดติด  มันก็ผิดธรรมชาติ ผิดธรรมอีก  ฉะนั้นแม้แต่ในการเกื้อกูลสงเคราะห์ในระบบของทานบารมีธรรมทั้งหลายก็เป็นการสงเคราะห์แบบไม่ยึดติด ทุกอย่างไม่ใช่การยึดติดแม้แต่คุณธรรม  มันสอนกันไม่ถูก  สอนกันไม่ตรง  สอนให้มันยึดมากๆ  สอนให้ติดมากๆ  มันก็ทุกข์เพราะยึด เพราะติดนั่นแหละ   มีคุณธรรมแบบไหนก็ทุกข์  มีธรรมแบบไหนก็เป็นทุกข์  มีแบบไหนของมัน มีแบบหลับหูหลับตามี มีแบบไปหลงยึดนั่นเอง  ทุกอย่างไม่ใช่ไปยึดติดอยู่แล้ว ไม่ว่ากิเลสหรือธรรมะ  อนิจจังอยู่ ไม่ว่ากิเลสหรือธรรมะ  งั้นก็สรุปตรงที่ว่ามันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว   คือมันยึดไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้วก็เรียบร้อย  ต่อไปก็ไม่ต้องไปทุกข์เพราะกิเลส  ไม่ต้องไปหลงธรรมะ  ไม่ต้องไปหลงกิเลส ไม่หลงกิเลส ไม่หลงธรรมะ ก็นิพพานอยู่แล้วทันที  เข้าใจตรงก็จบ เลิกหลง จบไปเอง  คุณธรรมนี้ก็ไม่ใช่การยึดติดนะ  เมตตา กรุณา ก็ไม่ใช่การยึดติดนะ  มันก็เป็นคุณธรรม เค้าเรียกมันเป็นสิ่งเกื้อกูลสงเคราะห์  ถึงกิเลสก็เหมือนกัน ถึงจะดันทุรังหลงๆ กัน มันก็ไม่ใช่การยึดติด ความจริงมันเป็นอย่างงั้น  ถึงจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ความเป็นจริงมันเป็นอย่างงั้นตลอดกัลป์ ตลอดกัปตลอดกาล ลูกจะหลงขนาดไหนก็ตามที ก็ไม่ยึดติดอยู่แล้วทุกอย่าง  กิเลสก็อนิจจัง ธรรมะก็อนิจจังตลอด  ธรรมก็เหมือนกัน จะธรรมแบบไหนก็ตามทีมันก็ไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่แล้ว เรียกว่าอนิจจังอยู่แล้ว  ธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็เหมือนกัน  มันไม่ใช่สิ่งยึดติดกันอยู่แล้วเหมือนกันหมด  ฉะนั้นกิเลสกับธรรมะมีค่าเท่ากัน ไม่แตกต่างเลย มันไม่มีความแตกต่างเลย  กิเลสกับธรรมะมันไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่แล้วเหมือนกันหมด  มันไม่แตกต่างกันในความเป็นจริง มันไม่ใช่แตกต่างกันเพราะว่าเหมือนกัน  มันไม่ใช่ นี่มันไม่แตกต่างในฐานะความเป็นจริง สัจธรรม  แต่มันไม่ใช่แตกต่างเพราะการกระทำ  ไอ้ความเป็นจริงมันไม่มีความแตกต่างกันอยู่แล้ว แต่การกระทำมันมีความแตกต่าง  ประพฤติธรรมอย่าง ประพฤติกิเลส มันมีผลต่างกันออกไป  ต่างกันโดยพฤติกรรมการกระทำ  แต่โดยความเป็นจริงมันไม่มีความแตกต่างหรอก  คือมันไม่ใช่สิ่งยึดติดเหมือนกันหมด  ถ้าแจ้งในรหัสนัยแห่งความเป็นจริงในข้อนี้ได้ ทุกสิ่งอย่างมันก็บาลานซ์กันหมดแหละ  มันไม่ใช่กิเลส ไม่ใช่ทั้งธรรมะ  มันไม่มีมาหลงบ้าธรรมะ บ้ากิเลส บอกให้รู้ด้วย สิ่งที่พูดนี่ไม่เกรงใจนะ   เพราะไม่มีอะไรต้องใจ ใจจริงๆ มันไม่มีอยู่แล้ว  มันมีแต่ดันทุรัง  ยึดเอาความรู้สึกนั่น ยึดเอาความรู้สึกนี่ ยึดเอาความรู้สึกตัวเอง  ยึดเอาความคิดความเห็นเป็นตัวเอง  ของจริงตัวเองยังไงก็ไม่รู้ วันหนึ่งไม่รู้เอาอะไรมาเป็นตัวเองบ้าง มั่วไปหมด  เอาเวทนามาเป็นตัวเอง
เอาความรู้สึกบ้างมาเป็นตัวเอง เอาสัญญาบ้างมาเป็นตัวเอง   เอาความคิดบ้างมาเป็นตัวเอง เอาความนึกบ้างมาเป็นตัวเอง   เอาการรู้บ้างมาเป็นตัวเอง  เอาการเห็นบ้างมาเป็นตัวเอง  วันๆ ไม่รู้เอาอะไรมาเป็นตัวเองนักหนา  ที่นั่งซื่อบื้อตัวเองล่ะ  ซื่อบื้อ ตัวซื่อบื้อ ที่นั่งเฉยๆ  ตัวเองละเฉยๆ   วันๆ เอาแต่ฉวยมาเป็นตัวเองไม่รู้กี่เรื่องกี่สิ่งสถานการณ์ของจิต  หาตัวเองไม่มีจริงๆ แหละลูก  ก็แค่หยิบฉวยเอามาเป็นตัวเอง ไม่มี มีแต่หลงไป  ฉะนั้นในบนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง  จริงๆ  มันไม่มีอะไร มันเรียกว่าว่างอยู่แล้ว มันไม่มีความหมายอะไรอยู่แล้ว  ไม่อยู่แล้ว  แต่ลูกคอยไปหลงมุ่งทีหลัง  คอยมุ่งอย่างงั้น  คอยมุ่งอย่างนี้ มุ่งรู้มุ่งเห็น แต่ก่อนรู้ไม่มีอะไรหรอกรู้  เห็นก็ไม่มีเห็นหรอก พอมุ่งเห็นก็มีเห็น  มุ่งรู้ก็มีรู้  แต่ก่อนไม่มีหรอก  มันดับอยู่แล้ว  นิโรธอยู่แล้ว รู้ก็ดับอยู่แล้ว  เห็นก็ไม่ใช่เห็นอยู่แล้ว รู้ก็ไม่ใช่รู้อยู่แล้ว จะมีรู้มีเห็นก็ต่อเมื่อ  ลูกไปกำหนดรู้ กำหนดเห็น ดำริรู้ ดำริเห็น ไปมุ่งรู้ มุ่งเห็น จึงค่อยมี ต่อการรู้การเห็นขึ้น กลายเป็นโมหะอวิชชาขึ้นมา  แต่จริงๆ มันไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว รู้ก็ไม่ใช่รู้อยู่แล้ว เห็นก็ไม่ใช่เห็นอยู่แล้ว

นี่แหละที่เค้าเรียกสัจธรรมเหมือนกันหมด   ว่าทุกอย่างมันไม่แตกต่างกันโดยความเป็นจริง  มันเหมือนกันหมด  มันไม่ได้เป็นอะไรอยู่แล้วเหมือนกันหมด  มันจะเป็นอะไรขึ้นมาไปให้ลูก เมื่อไปให้ความหมายมัน ไปให้ความเห็นมันว่าเป็นนั่นเป็นนี่ๆ ไปว่าเอาๆ  ฉะนั้นตอนนี้ก็ไม่ต้องไปลังเลแล้ว  มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้วลูก   กายก็ไม่ใช่อยู่แล้ว    จิตก็ไม่ใช่อยู่แล้ว อารมณ์ก็ไม่ใช่อยู่แล้ว ความรู้สึกก็ไม่ใช่อยู่แล้ว ความคิดก็ไม่ใช่อยู่แล้ว  นึกก็ไม่ใช่อยู่แล้ว ที่ว่าไม่ใช่อยู่แล้ว  คือมันไม่ใช่ของจริงอยู่แล้วๆ    จะคิดดีคิดไม่ดีก็ไม่ใช่ของจริงอยู่แล้ว   เกิดมาร้อยวันพันปีลองคิดดู ถามมันคิดมากี่เรื่องแล้ว  คิดมากี่เรื่องแล้วล่ะ คิดที่เสียเงินก็มีคิดไม่เสียเงินก็มี  มันไม่ใช่อะไร มันไม่ใช่ของจริงอยู่แล้ว เรียกว่าไม่ใช่อะไรอยู่แล้วลูก ฉะนั้นก็อย่าไปเสียเวลา เอะอะนั่นนี่งี่เง่า  มัวแต่อาลัยอาวรณ์อย่างงั้น อย่างงี้ ตอกย้ำเสียจนเหนียวหนืด  มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  จะได้ตรงต่อพระนิพพานแล้วก็   ยุติสรุปจบ  ไม่ใช่จะมัวเอาไงดีชีวิต มัวแต่เอาอะไรอยู่เรื่อย จะมาเอาอะไร  อะไรๆ มันก็ไม่ใช่ของจริงอยู่แล้ว  เกิดแก่เจ็บตายก็ไม่ใช่ของจริงอยู่แล้ว     เพียงแต่ว่าปัจจยการแห่งความหลงมันพาวกวนเท่านั้นเอง ของจริงที่ไหน เพียงแต่ว่าปัจจยการแห่งความหลงมันพาวกวนเท่านั้นเอง      มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้วลูก ปราศจากความหมายอยู่แล้ว นอกเหนือการเกิดแก่เจ็บตาย ปราศจากความหมายแห่งความเป็น แล้วจะมานั่งนอนกลัวอะไร วิตกกังวลอะไร  ห่วงอะไร หวงอะไร เกิดแก่เจ็บตาย  ห่วงเป็นตุเป็นตะนั่นนี่อะไร ดันทุรังอะไร  นั่นนี่อะไร ถ้าลูกตรงต่อไม่อยู่แล้วตลอดนี่   ไอ้ว่าพะรุงพะรังทั้งหลายของลูกมันจะหมดไปเอง  มันเลิกพะรุงพะรังเป็นบ้าหอบฟางอยู่ข้างถนนบ้าง  ข้างกำแพงวัดบ้าง  พะรุงพะรังไปหมด  ฉะนั้นว่า อย่ามีปรากฏการณ์  ห้ามฝนตกห้ามแดดอย่างร้อน ห้ามลมอย่าพัด   ไม่ใช่ แต่ให้เข้าใจไม่ต้องลังเล  ทุกสิ่งอย่างมันอนิจจังอยู่แล้วลูก   ภาวะชั่วครู่ชั่วคราว ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ใช่ของจริงหรอก ไม่ลังเล  ลมจะพัดก็ไม่ลังเล จะฝนตกก็ไม่ลังเล  แดดร้อนขึ้นมาก็ไม่ลังเล  ฟุ้งซ่านขึ้นมาก็ไม่ลังเล ซื่อบื้อขึ้นมาก็ไม่ลังเลอีก     อืดขึ้นมาก็ไม่ลังเล  เอะอะขึ้นมาก็ไม่ลังเลกับมัน  จะคิดมากคิดน้อยขึ้นมาก็ไม่ต้องลังเล   มันไม่ใช่ของจริงอยู่  คิดกุศลบ้างอกุศลบ้างก็ไม่ต้องลังเลกันมัน ไม่ใช่ของจริงอยู่แล้ว แล้วที่นี้แหละลูกก็ผ่านหมดแหละ  เรียกว่าเนื้อหาธรรมบรรลุ   พอไม่ลังเลเท่านั้นลูกก็ไม่จมปลัก  พอไปลังเลเท่านั้นลูกไปจมปลักกับมันทันที เดี๋ยวก็ตอกย้ำเดี๋ยวก็ให้ความหมาย เดี๋ยวก็ขยันเปรียบ ขยันเทียบ ขยันเอะขยันอะ  ขยันสงสัย แล้วที่นี้ก็ขยันถามละทีนี้  ที่นี้ไม่ต้องไปลังเลเลย  มันไม่ใช่ของจริงอยู่แล้ว พอไม่ลังเลลูกก็ไม่จมปลักกับมัน สถานการณ์ไหนลูกก็ไม่จมปลักกับมัน มันก็ผ่านไป ๆ เพราะธรรมชาติมันก็เป็นอย่างงั้น   กี่ร้อยวันพันปีก็ผ่านไปแล้วตลอด  ไม่เห็นต้องเอามานั่งบวกลบคูณหาร วันนี้ติดลบเท่าไหร่ วันนี้บวกเท่าไหร่ วันนี้กุศลเท่าไหร่  วันนี้อกุศลเท่าไหร่  จะกุศลหรืออกุศลมันก็ผ่านไปหมด  ไม่มีอะไรที่เป็นของจริงหรอก  จะบอกให้รู้เลยเพราะโดยความเป็นจริงแล้วมันไม่มีอะไร  ไอ้นั่นมันสถานการณ์ชั่วครู่ชั่วคราว ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว ทุกอย่างที่นี้ไม่ต้องไปลังเล มันก็ผ่านตลอด  มันไม่ข้องอยู่แล้ว มันไม่คาอยู่แล้ว มันไม่ใช่สิ่งติดขัดอยู่แล้ว จะไปเอะมันทำไม จะไปลังเลมันทำไม ถ้าลูกขืนไปลังเลกับมัน ลูกก็ยิ่งจมปลักกับมัน ถ้าพูดถึงนรกในใจมันเกิดในขณะนั่น ลูกไปเอะอะนรกในใจ ลูกก็จมปลักกับนรกในใจนานหน่อย  สวรรค์มันเกิดในใจ อารมณ์ดีเดี๋ยวนั้น ขณะนั้น ไปเอะอะกับมันนิยมชมชอบกับมัน ก็ติดสวรรค์นานหน่อย   จมปลัก ไม่ใช่ ไม่ใช่อะไรอยู่แล้วลูก  ไม่ต้องไปลังเลกับมันหรอก ทุกสิ่งทุกอย่าง  แล้วมันก็ไม่จมปลักกับอะไร   นิพพานอยู่แล้วตลอด....     ก็ไม่อยู่แล้ว  ก็ไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว ก็วิมุตติอยู่แล้วตลอด...   เดี๋ยวจะไปหาหลงวิมุตติอยู่อีก พยายามจะวิมุตติ พยายามจะหลุด พยายามจะพ้น เดี๋ยวจะไปมุดอย่างอื่นอีก เดี๋ยวมันจะดึ๋ง  มันอยู่แล้ว  มันไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว  อยู่แล้ว...  จะไปมุดแบบไหนอีกเล่า  จะไปหลุดแบบไหนอีก  เข้าใจตรงมันก็เลิกหลง จบ จบเลย   นั่นแหละ  เรียกว่าไม่อยู่แล้วลูก  ไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้วตรงๆ  อย่าให้เพี้ยน  อย่าไปสร้างแง่สร้างมุมทางปัญญาของตัวเองให้มันมากนัก ของตัวเองขายไม่ค่อยออกหรอก  เพราะว่า จริงๆ มันไม่มีของใครหรอก  มันไม่ใช่ของอะไร  อะไรเป็นของอะไร  มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  สร้างแต่ความคิดความเห็นความหมายของตัวเองขึ้นมา มันขายไม่ออกหรอก  ทำไมขายไม่ออก  อ้าว มันก็ติดอยู่ข้างใน  มันสร้างขึ้นมามันก็มาวนอยู่ข้างใน  มันจะไปไหน จะนึกจะคิดจะปรุงแต่งจะรู้สึกอย่างงั้น อย่างงี้ มันขายออกที่ไหนล่ะ  มันก็มาวนอยู่ข้างใน  เรียกว่า คลายไม่ออก ขายไม่ออก วนอยู่ข้างใน ไม่ใช่ระบบ

งั้นลูกสรุป  ตัดปัญญานะ  องค์พุทธะท่านอุตส่าห์ช่วยตัดปัญญาให้  เพราะปัญญาของพวกเธอ สารพัดงอกเงยเหลือเกินนะ  ปัญญาซิกแซก เค้าเลยเรียกปัญญาเฉโก มันเฉไปเรื่อยๆ คิดนั่นคิดนี่ แนวโน้นแนวนี้ อย่างงั้นอย่างงี้ ท่านอุตส่าห์ช่วยตัดปัญญาให้ สรุปปัญญาให้ ตัดปัญญาให้ ตัดซะรู้ อย่าไปรู้หลายนะ มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้วลูก  มันปราศจากความหมายอยู่แล้วขยันให้ความหมาย ขยันตีความอยู่เรื่อย เอาแต่ปัญญางอกเงย  เอาแต่ปัญญาพะรุงพะรัง หมายถึงอย่างงั้น หมายถึงอย่างงี้  มันไม่มีความหมายอยู่แล้ว สรุปปัญญาให้ ช่วยสรุปปัญญาให้ทุกคน เพราะ  ปัญญาของทุกคนชอบสร้างแง่สร้างมุม หลากหลายแง่มุม กลายเป็นปัญญาที่มีเล่ห์มีเหลี่ยมขึ้นมา มีเล่ห์มีเหลี่ยมขึ้นมาก็กลายเป็นปัญญาเฉโก แล้วก็เอาไปใช้ในทางที่มัน เบียดเบียนทั้งตัวเอง เบียดเบียนทั้งคนอื่นขึ้นมา  เสียดสีกันบ้าง ทิ่มแทง ไม่ใช่ ใช่ที่ไหนล่ะ ของตัวเองทั้งหมด มันไม่เป็นซี้แตก ไม่เข้าท่าเข้าทางไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว  สรุปซิลูก  มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว สรุปซิ มันไม่ใช่ตรงอะไรอยู่แล้ว สรุปซิ  นิพพานอยู่แล้ว   โส....

No comments:

Post a Comment