Tuesday, February 12, 2013

กรรมบัง

ถ้ายังเน้นรู้เน้นเห็น เน้นนึกเน้นคิดอยู่ มันก็กรรมทั้งนั้นแหละลูก ฮึฮึ โห โหสิไปเรื่อยๆ

ถ้ายังเน้นนึกเน้นคิดอยู่เน้นความรู้สึกเน้นอารมณ์อยู่ เน้นเข้าใจไม่เข้าใจอยู่  ธาตุหนึ่งขันธ์ใดมันก็กรรมทั้งนั้นแหละ นี่มันคือเนื้อหาของกรรมทั้งนั้นแหละ

แล้วเมื่อมันหนาแน่นมากขึ้นก็เลยเป็นที่มาของคำว่า กรรมบัง กรรมบัง กรรมบังหมดเลย

มันบังลูก บังความเป็นจริง มันไปปิดบังเนื้อหาของความไม่ยึดติด ปิดบังสัจธรรม พอไปเน้นมากๆเข้ามันก็เลยกลายเป็นอนุสัย อุปาทานขึ้นมาเรียกว่ากรรมบัง อโหสิเรื่อยๆ ขออโหสิกรรมเรื่อยๆ ที่ไหนที่มันไม่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม แต่ดันไปตรงเนื้อหาของกรรมนี่ลูก ขอโหสิ โหสิ กว่าลูกจะทิ้งนั่นแหละ เข้าใจไม่เข้าใจไม่ต้องเอา จริงไม่จริงไม่ต้องเอาลูก ไม่เอา ก็ทิ้ง ทิ้งทุกสภาวะจิต รู้ไม่รู้ไม่เอา แต่ถ้ายังเอาอยู่มันก็กรรมอยู่ลูก ถ้าลูกยังเอาอยู่ยังเน้นอยู่เค้าเรียกมันยังเข้าไปยึดอยู่ เค้าเรียกมันก็คือกรรมนั่นเอง กรรมธาตุกรรมขันธ์ นั่นแหละเมื่อดันทุรังไปมากๆเข้า มันก็หนาขึ้นเค้าเรียกกำแพงแห่งกรรมมันหนาขึ้น แล้วทีนี้มันก็บังความเป็นจริง ที่เรียกว่าไม่ยึดนั่นเอง

เรียกว่าโดยเนื้อหาที่ไม่ยึดติดเนี่ยแหละ ก็จะไม่เรียกว่าไม่ตรงต่อความเป็นจริง มันก็จะเป็นสภาพของอุปาทานดันทุรัง ตัณหาดันทุรัง ลูกอย่าเอาธาตุเอาขันธ์เอากายเอาจิตมาเป็นมาเป็นประมาณอยู่ เราก็เหมือนว่า เราเจริญแต่กรรม เจริญอนุสัยวิบากกรรม เรียกเจริญแต่อนุสัยเดิมๆ

โดยที่ไม่อยู่แล้วเนี่ยไม่ตั้งไม่ต้องอยู่แล้วเค้าเรียกคลายธาตุคลายขันธ์คลายออกจากการเกาะกายเกาะจิตเกาะรู้เกาะเห็นเกาะนึกเกาะคิดเกาะอารมณ์เกาะความรู้สึก นี่คลายจากการเกาะในความเห็นความหมาย มันจะไม่เป็นตัณหากับธาตุหนึ่งขันธ์ใดเค้าเรียก ไม่เป็นตัณหาโดยที่ไม่ตั้งไม่ต้องนั่นแหละ โดยที่ไม่อยู่แล้วเค้าเรียกมันไม่เจริญตัณหาไม่เจริญสมุทัย ไม่เจริญเหตุเค้าเรียกว่ามันไม่ไปวนเวียน ทีนี้ลูกจะตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมอยู่เรื่อยๆมั้ยอยู่ตรงนี้ โดยที่ไม่ตั้งไม่ต้อง อยู่แล้วเนี่ยลูกมันไม่เป็นตัณหากับอะไร ไม่เป็นอุปาทานกับอะไร ลูกจะตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมอยู่เรื่อยๆมั้ย อยู่ตรงนี้

แต่ถ้าไม่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมมันก็ตรงกรรมแน่นอน มันมีแต่กรรมกับกรรมเท่านี้ เหมือนเดิมเหมือนเดิมกรรมเหมือนเดิม ลูกก็คลายคลายจากวังวนของกรรมลูก ไม่เนื่องด้วยตัวมันเอง ไม่เอาส่วนไหนมาเป็นตัวมันเองไม่เอา อะไรมาเป็นตัวมันเอง
โดยที่ไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้วเนี่ย มันไม่ได้เอาส่วนไหนมาเป็นตัวมันเอง ไม่ว่าส่วนกายรึว่าส่วนจิต ก็ที่ไม่อยู่แล้วเนี่ย ไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้วเนี่ยแหละมันไม่ได้เอาส่วนไหนมาเป็นตัวมันเอง นั่นแหละนี่ก็ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมจริงอย่างนี้ไปเรื่อยๆด้วยความไม่ยึดติด ด้วยความที่ไม่ได้เจริญสมุทัย คือความที่มันนอกเหนือความพยายาม ไม่ได้ใช้ความพยายามอะไร
นอกเหนือความพยายามมันไม่ได้ใช้ความพยายามอะไร เค้าเรียกว่ายุติเหตุยุติสมุทัย ไม่ใช่ไปเจริญสมุทัยเจริญเหตุน่ะ จึ้งจ้องต้องตั้งมันเหตุทั้งนั้นแหละไอ้จึ้งจ้องต้องตั้งเนี่ย งั้นก็ไม่ต้องเอาเป็นประมาณลูก รู้ไม่รู้เข้าใจไม่เข้าใจไม่ต้องเอา แล้วลูกก็จะคลายออกจากทิฐิเป็น มันจะเลิกวนในทิฐิ เลิกวนในความเห็นความหมายเป็นเลิกวนในยานทัศนะเป็น ในทิฐิเป็นจะเลิกวน เข้าใจไม่เข้าใจก็ทิ้งไม่ต้องเอา จริงไม่จริงก็ไม่ต้องเอา ไม่ต้องไปค้นหาให้เป็นตัณหาให้เกิดการฝังแน่นให้เกิดการฝังลึกขึ้นมาไม่ต้องเอา ลูกก็ว่างเป็น แล้วมันก็ว่างเป็น ตรงต่อเนื้อหาที่ว่างอยู่แล้วเป็น ในตัวที่ไปฟิกซ์ไปเน้นไปมุ่งทรงมุ่งดำรงมุ่งเจริญนั้นแหละมันบัง มุ่งตลอดก็กรรมบัง มันเหมือนว่าเจริญสมุทัยขึ้นมาบังตลอด ตลอด จริงๆมันก็ไม่ต้องดิ้นรนอยู่แล้วแต่เราดันไปเจริญมันก็เลย ตรงนี้มันก็เลยบังตลอด จริงไม่จริงก็ไม่ต้องเอา
ลูกนั่นแหละ รู้ไม่รู้ไม่ต้องเอา ไม่ต้องไปเอาตรงรู้ไม่รู้ ส่วนความไม่ยึดนั่นหรือ มันก็คือไม่ยึดติดอยู่แล้วลูก ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ยึดอยู่แล้วโดยตัวมันเอง มันไม่ยึดโดยสภาพของมันเองอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องไปดิ้นรนที่จะคอยติดคอยหลุดแบบไหนอีก ทุกอย่างมันไม่ยึดโดยสภาพของมันอยู่แล้ว ไม่ว่าภาคกายภาคจิต สรรพธาตุนอกใน ทั้งหลายทั้งปวงสากลโลกธาตุ มันไม่อยู่แล้ว มันไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่แล้ว ลูกก็ไม่ต้องไปดิ้นรนที่จะต้องไปคอยติดหรือว่าไปคอยหลุดแบบไหนอีก ไม่ต้อง
ส่วนสภาพกรรมสภาพวิบากทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่ผ่านมาผ่านไปโดยสภาพของมันเองอยู่แล้ว ลูกก็ไม่ต้องไปคอยผูกคอยแก้อะไรซ้อนลงไปอีก ไม่ต้อง เหมือนเดิม
ไม่ต้องไปดิ้นรนในการคอยผูกคอยแก้ไขอะไรมันอีก ไม่ต้อง มันก็จะไม่เป็นสมุทัยใหม่ๆขึ้นมา ไม่เป็นกรรมใหม่ขึ้นมา เค้าเรียกว่าตรงต่อความเป็นจริงล้วนๆ ตรงต่อความเป็นจริงสถานเดียว ด้วยเนื้อหาแห่งความไม่ยึดเกาะอยู่แล้วความไม่ยึดติดอยู่แล้ว ไม่ต้องไปหลงดิ้นรน ที่จะต้องไปติดไปหลุดใหม่ๆขึ้นมาอีก แล้วก็ไม่มุ่งที่จะต้อง fix ต้องเน้นต้องเจริญต้องดำเนินธาตุหนึ่งขันธ์ใด ไม่ว่าธาตุกายธาตุจิตอันนี้  เค้าเรียกว่าไม่เจริญกรรม ซ้อนธรรมก็เรียกไม่เจริญกรรมซ้อนธรรม ไม่เจริญกรรมซ้อนธรรมก็ไม่ผิดธรรม เค้าเรียกว่าธรรมโดยธรรมอยู่เองแล้ว ไม่ใช่เจริญซ้อนลงไปอีก
ธรรมโดยธรรมนี่มันก็คือสิ่งที่มันไม่ยึดอยู่แล้ว โดยธรรมนั่นแหละ ธรรมโดยธรรมที่มันไม่ยึดกันอยู่แล้วโดยสภาพของมันนั่นแหละลูก แล้วก็ไม่ได้ไปเจริญอะไรซ้อนลงไปอีก ไม่ได้ไปเจริญอะไรซ้อนลงไปอีก เค้าเรียกไม่เจริญกรรมซ้อนธรรม รู้ไม่รู้ไม่ต้องเอาแล้วมันจะออกจากวังวน แล้วมันจะเลิกวนไปเอง เลิกวนในวิญญานขันธ์เนี้ย ในจิตเนี่ยตัวรู้เนี่ย จะเลิกวนไปเองเลิกวนกับการรู้ไปเอง เรียกว่าเนื้อหาตรัสรู้จริงๆคือไม่ติดรู้นั่นแหละลูก แล้วลูกก็จบเป็นเรียกว่ามันจบสังสาระวัฎเป็น มันจบสังสาระวัฎเป็น เข้าใจไม่เข้าใจไม่ต้องเอา ถูกผิดไม่ต้องหลงไป ดำเนิน ไม่ต้องหลงไปเจริญ ไม่ว่าถูกผิดแล้วลูกก็เลิกเป็นสมุทัยซะเองเป็น เลิกวนซะเองเป็น ใช่ไม่ใช่ลูกไม่ต้องไปเอา แล้วลูกก็เลิกวนจากทิฐิเป็น มันเลิกเป็นโมหะทิฐิ เลิกหลงในเรื่องความเห็นความหมาย มันไม่ต้องไปเจริญอีกแล้วลูก ทุกอย่างมันบริบูรณ์โดยเนื้อหามันอยู่แล้วลูก โดยความไม่ข้องไม่คาอยู่แล้ว โดยความไม่ติดไม่ขัดอยู่แล้ว ลูกไม่ต้องไปเจริญแบบไหนอีกแล้ว
มันยิ่งไปเจริญมันก็ยิ่งเป็นสมุทัยยิ่งเป็นเหตุไปซะเอง ยิ่งเป็นตัณหากรรมปฎิบัติแล้วยิ่งเป็นสมุทัย มันไม่ตรงต่อวาง ไม่ตรงต่อว่างอยู่แล้ว มันดันไปเจริญมันก็เหมือนกับว่าสร้างความสาละวนขึ้นมานั่นแหละเค้าเรียกว่ามันหลงเจริญสมุทัย หลงเจริญเหตุ ธาตุหนึ่งขันธ์ใดลูกก็ไม่ต้องไปเจริญแล้ว ความเป็นอัตโนมัติที่มันมีของมันอยู่เองแล้วนั้นน่ะมันลงตัวที่สุดแล้ว ความเป็นไปเองของมันที่มันมีอยู่แล้วน่ะมันลงตัวที่สุดแล้วความอัตโนมัติของมันอยู่แล้วนั่นน่ะมันลงตัวที่สุดแล้วลูก ไม่ต้องไปหลงเจริญซ้อนลงไปอีก โดยเนื้อหาแห่งความไม่ยึดติดอยู่แล้วนั่นแหละ สภาวะลักษณะรูปธรรมนามธรรม จะไม่ใช่สิ่งขาดสิ่งเกินอยู่แล้วลูก ไม่ใช่สิ่งขาดตกบกพร่องอยู่แล้ว เรียกว่ามันบริบูรณ์โดยความไม่ยึดอยู่แล้ว
โดยสัจจะในข้อนี้ ลูกก็ไม่ต้องหลงไปเจริญแบบไหนอีก ให้มันกลายเป็นมายากรรมขึ้นมาเรียกว่ามายาปฎิบัติ กรรมปฎิบัติตัวปฎิบัติคือตัวกรรมนั่นแหละลูกเรียกว่ามายากรรม ลูกก็ไม่ต้องสร้างมายากรรมขึ้นมาอีก มันไม่ใช่แค่คิดว่าดี แล้วก็ปฏิบัติแล้วดี มันใช่ลูกยิ่งปฏิบัติ มันก็ยิ่งกรรม ไม่ต้องไปเจริญซ้อนลงไปในธาตุหนึ่งขันธ์ใดอีก ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นกรรมบังตลอดกรรมบังตลอดกรรมซ้อนธาตุตลอด กรรมซ้อนธรรมตลอด แล้วในที่สุดก็ต้องชดใช้กรรมก็ต้อง เป็นไปตามกรรมผลของกรรม กลายเป็นวัฐจักรแห่งความเป็นสัตว์โลกขึ้นมา ทันที สังสาระวัฎขึ้นมาทันที อันนี้ลูกก็จบเป็น ให้ตรงต่อความเป็นจริงล่ะก็จบเลย ไม่ต้องไปเจริญมันแบบไหนอีก มันไม่ใช่สิ่งติดสิ่งหลุดอยู่แล้วลูก ตัวหลงเข้าไปเจริญเค้าเรียกวังวนแห่งภาคพฤติกรรมแห่งการปฏิบัติ สิ่งนั้นมันก็จะสร้างแง่สร้างมุมให้ เกิดความหลงไปเรื่อย ก็หลงเป็นแง่เป็นมุมในเรื่องพฤติกรรม ในเรื่องการปฏิบัตินั่นแหละลูก มันก็กลายเป็นแง่มุมแห่งกรรมขึ้นมาลูกก็ หลากหลายในความหลงแง่มุมนั้น ก็เป็นวังวนขึ้นมาในเรื่องของกรรม แล้วก็เป็นสิ่งที่ยุ่งยากต่อการที่จะฝืนต่อการที่จะทวนกระแสทันที เรียกว่ากลายเป็นสิ่งยุ่งยากขึ้นมา ยุ่งยากนี้ก็เรียกว่าเราไปสร้างขึ้นเอง หลงไปเจริญเองธาตุหนึ่งขันธ์ใดก็ หลงไปเจริญมันเองหลงเข้าไป ปฏิบัติมันนั่นแหละ มันก็เลยเกิดความยุ่ง ยุ่งยากขึ้นมา ก็โดยที่ไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้วอยู่แล้วเนี่ย มันไม่เป็นความยุ่งยากซ้อนธาตุซ้อนขันธ์แต่ประการใด แล้วเรียกว่าไม่ผิดธรรม แต่ถ้าลูกยังห่วงที่จะเจริญขันธ์หนึ่งขันธ์ใดอยู่ ไม่ว่ารู้เห็นนึกคิดปรุงแต่ง ความรู้สึกอารมณ์สัญญาความจำ ภาคของรูปกายยืนเดินนั่งนอนคู้เหยียดเคลื่อนใหว อริยาบทยังหลงไปเจริญหลงไปดำเนินมันอยู่ สร้างสถานการณ์แห่งกรรมอยู่ซ้อนธาตุซ้อนขันธ์อยู่ มันก็ไม่ตรงต่อสัจธรรม มันก็ยังเป็นกรรมอยู่ลูก เมื่อมันมากเข้ามากเข้าในพฤติกรรมในการ เข้าไปปฏิบัตินั้นก็เลยกลายเป็นกรรมที่กลายเป็นความเป็นจริง
ทันทีก็กรรมบัง กรรมบัง ปิดบังความเป็นจริง ความที่มันไม่ใช่สิ่งที่มันยึดติดอยู่แล้วนั่นแหละ เราก็ไปหลงสร้างอะไรอยู่ไปหลงทำอะไรอยู่ ไปหลงปฏิบัติอะไรอยู่ มันไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่แล้ว แล้วไปทำอะไรอีก บังไว้ มันบังเลย ไหนจะชดใช้กรรมชดใช้ผลของวิบากอีก ก็เลยทำให้ความสับสนมันมากขึ้น ทำให้เกิดความสับสนมากขึ้น เกิดความลังเล เกิดความเอ๊ะอ๊ะมาก ในยามที่เสวยผลเสวยวิบากแล้วนั่นน่ะ เรียกว่าเป็นภาวะพ่วงพันของกรรมทั้งนั้น ฉนั้นลูกก็โดยเนื้อหา ที่มันไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบแบบไหนอยู่แล้ว นั่นล่ะเพื่อลดราวาศอกในกรรมลดราวาศอกในเจตนากรรมทั้งหมด ไม่มัวแต่ไปเจริญอยู่ ไม่มัวแต่ไปดำเนินอะไรอยู่ลูก ก็โดยไม่อยู่แล้วก็โดยว่างอยู่แล้ว โดยไม่อยู่แล้วก็โดยวางอยู่แล้ว ไม่เป็นกรรมซ้อนธาตุหนึ่งขัน์ใด ไม่เป็น
โดยที่ไม่ต้องไปเริ่ม ไปจบแบบไหนนั่นแหละลูกเค้าเรียกว่าไม่ก่อกำเนิดไม่เกิดกรรม จะเรียกว่าสว่างรึไม่สว่างก็ไม่เป็นไร จะได้ตัดความเพลิดเพลินในการเป็นการอยู่ทุกรูปแบบทุกลักษณะ เพลิดเพลินในพฤติกรรม ทางกายทางปากทางวาจา ทางความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ ที่เพลิดเพลินในพฤติกรรมทั้งหลายน่ะ จะได้เลิกเพลิดเพลิน จึงเป็นที่มาว่ารู้ไม่รู้ก็ไม่ต้องเอา เข้าใจไม่เข้าใจไม่ต้องไปเอาไม่ต้องไปหลง วังวนของกรรม ถ้าเอาแล้วมันก็เป็นกรรม ยิ่งเอารู้มันก็เป็นกรรมในการรู้เอาเห็นมันก็เป็นกรรมในการเห็น เอาเข้าใจไม่เข้าใจมันก็เป็นกรรม นั่นแหละในทิฐินั่นแหละถ้ายังเอาอยู่ ก็เป็นกรรมอยู่
ฉะนั้นไม่ต้องเอา จะได้เลิกกรรม จริงไม่จริงไม่ต้องเอาใช่ไม่ใช่ไม่ต้องเอา ไม่ต้องไปหลงค้นหาแล้วมันก็เลิกเป็นกรรมในทิฐิทั้งหลายเลิกเป็นกรรมในยานทัศนะทั้งหลาย นั่นแหละจบสังสารวัฏเป็น ยุติความเป็นสังสารวัฏเป็น ยุติเหตุยุติสมุทัยเป็น มักผลนิพพานไม่ต้องไปเจริญ ยุติเหตุเป็นจบเลย ยุติสมุทัยเป็นจบทั้งหมด ทั้งขบวนการ มักผลนิพพานไม่ต้องไปดำเนิน ยุติเหตุแล้วจบเลย นิโรธเองนิพพานเองยุติเหตุแล้วจบเลย ตัวหลงเข้าไปเจริญนั่นแหละ ในมรรคผลนิพพานที่คิดเอานึกเอาเข้าใจเอาเองนั่นแหละเค้าเรียกมันเป็นการเจริญสมุทัย แล้วมันจะไม่รู้จบ ไอ้ที่ไปเจริญมรรคเจริญผลเจริญนิพพานอะไรอยู่เนี่ย นั่นแหละคือตัวสมุทัยที่แท้จริง ตัวเหตุที่แท้จริงแล้วมันจะไม่รู้จบ จริงๆแล้วแค่ยุติสมุทัยแค่ยุติเหตุ ตัวเข้าไปเจริญนั่นน่ะคือตัวเหตุ ยุติ ไม่ต้องไปเจริญธาตุหนึ่งขันธ์ใด ไม่ต้องเอารู้ไม่รู้ไม่ต้องเอา เห็นไม่เห็นไม่ต้องเอามันก็เลิกเป็นกรรมแล้วลูก เลิกเป็นเหตุแล้ว ก็ตรงต่อนิพพานอยู่แล้วทันที ตรงต่อนิโรธอยู่แล้วทันที
ยิ่งไปเจริญก็ยิ่งเป็นกรรมไปหน้าเรื่อยลูก ไม่ใช่จบ ไม่มีหรอกเจริญแล้วจบ มีแต่ยุติการเจริญแล้วจบ เลิกเจริญแล้วจบ ไม่มีหรอก เจริญแล้วจบไม่มีหรอกลูก ที่ไหนก็เหมือนกันมีแต่ยิ่งเจริญก็ยิ่งเจริญไปหน้าเรื่อย ฉนั้นที่อโหสิอยู่เรื่อยๆ ที่ขออโหสิกรรมนั้นน่ะ นั่นแหละ ตราบใดที่เอารู้เอาเห็นเป็นประมาณอยู่ เอาความรู้สึกเป็นประมาณ เอาอารมณ์เป็นประมาณ เอาสัญญาความจำความเห็นความหมายเป็นประมาณอยู่ก็กรรมทั้งนั้นแหละลูก มันไม่ใช่สัจธรรม ลูกเกาะขันธ์ไหนมันก็กรรมวิบากกับขันธ์นั้น ต้องไปลำบากกับขันธ์นั้น เกาะกับตัวรู้ลูกก็ต้องเป็นกรรมกับตัวรู้ไปเรื่อยๆ
ความลำบากเป็นวิบากกับตัวรู้การรู้ เกาะกับการเห็นการดูการเห็นลูกก็วิบากกับการเห็น เป็นวิบากกับการเห็นนี่แหละ ลูกเกาะกับความจำสัญญากับความจำตอกย้ำกับความจำ เน้นกับความจำลูกก็ลำบากกับความจำ ลำบากเพราะกับความจำเนี่ยเป็นกรรม เป็นวิบากกับมันนั่นแหละ ทุกอย่างเหมือนกันหมด เกาะสิ่งไหนตั้งสิ่งไหนลูกก็ลำบากกับสิ่งนั้น เหมือนกันหมด ฉนั้นทุกอย่างก็คือไม่ต้องไม่ตั้ง มันจะได้เรียกว่าคลายออกจากขบวนการของกรรม ในการเข้าไปยึดเกาะทุกสิ่งทุกอย่างทุกรูปแบบ ทุกอย่างก็คือไม่ตั้ง ไม่ต้องไม่ตั้งไม่ ไม่ใช่ทีละอย่างสองอย่าง ทุกอย่าง ก็คือไม่ ไม่ใช่ทีละเรื่องสองเรื่อง ทุกอย่างก็คือไม่ แล้วมันก็จะคลายออกพร้อมกันทีเดียว ทั้งหมดพรึ่บเดียว ไม่ใช่ทีละเรื่องสองเรื่อง

No comments:

Post a Comment