Sunday, February 10, 2013

เลิกดักดาน

ความไม่เข้าใจธรรมชาติแท้ของมโนธาตุดั้งเดิมของทั้งผู้สอนและผู้ปฏิบัติ ทำให้ส่วนใหญ่หรือจะเรียกว่าทั้งหมดเลยก็ได้ เอาจิตไปดู ไปรู้ เอาไปทรงสมาธิ เอาจิตไปตัดจิต แล้วบอกว่าเป็นสติตัด ตามทิฏฐิที่ว่า ให้จิตรู้อย่างเป็นกลางตามความเป็นจริง แล้วจิตจะหลุดพ้นเอง

ถามว่าจะเอาจิตไปหลุดพ้นจากอะไร? อวิชชางั้นเหรอ?

ก็ในเมื่อวิญญาณขันธ์หรือจิตนั้นเกิดจากการปรุงแต่งไปบนอวิชชา หรือที่เรียกว่าอวิชชาสังขาร แล้วจะเอาจิตไปทำอะไรเล่า ตัวจิตเองมันก็หลงไปบนตัวเอง หลงว่าจิตเป็นตัวตนของตัวเองนั่นแหละแล้วจะไปฝึกจิตให้หลุดพ้นจากอวิชชาได้ยังไง

การหลุดพ้นจากอวิชชาจริงๆน่ะมันต้องหลุดพ้นไปจากความเป็นจิตด้วย มันถึงจะพ้นจริงๆ ถ้าบอกว่าฝึกให้จิตหลุดพ้น มันก็จะไปเข้าทางวิปัสสนากรรมฐานที่สอนให้เอานามไปวางรูปอย่างเดียวนั่นแหละ นามหลุดพ้นจากรูป เหลือแต่นามหรือจิตที่ปรุงแต่งว่าตัวมันเป็นตัวตนน่ะ ถามว่า จะหลุดพ้นไปอยู่ขุมไหน หือ??

มันไม่ใช่การที่เราจะเอาจิตไปทำอะไร ไปทรงอะไร ไปรู้อะไร หรือไปฝึกอะไร เพราะเข้าไปปฏิบัติเมื่อไหร่ก็เท่ากับว่าเอาอัตตาไปทำกรรมกับจิต มันก็เป็นอัตตาบนจิต แต่ให้วางตัวจิตเอง วางตัวใจเองเลยตรงๆ ไม่ต้องไปฝึกมัน ไม่ต้องไปอบรมจิตห่าอะไรให้วุ่นวายอีกแล้ว เพราะมันเป็นอัตตาซ้อนลงไปที่จิต จิตมันก็อนิจจัง อนัตตาอยู่แล้ว ทำไปมันก็มีแต่มโนกรรม มันไม่จบไง ศึกษาแค่นี้ยังไม่รู้ถึงความขัดแย้งในคำสอนของแนวทางกรรมฐานกับกฏไตรลักษณ์เลย แล้วจะไปสอนใครให้หลุดพ้นได้ ถามหน่อย โง่ซะไม่มี โง่เองยังไม่พอจะไปสอนให้คนอื่นโง่ตามอีก เดี๋ยวได้ใช้กรรมกันหลังอานหรอก

ไอ้ที่หลงไปศึกษา หลงไปฝึกนั่นมันตัณหาทั้งนั้น ตัณหาในรู้ ตัณหาในเห็น กลัวว่าจะไม่รู้ กลัวว่าจะไม่หลุดพ้น มันก็เลยดิ้นรนหารู้หาเห็นไปเรื่อย ไอ้คนที่ฝึกรู้จนเชี่ยวชาญแล้วก็ไม่เห็นมันจะหลุดพ้นจากตัวเองสักคน ดักดานในรู้ ดักดานในเห็นอยู่นั่น ตัวเองไม่จบแล้วก็มาสอนให้คนดักดานอีก สอนก็สอนด้วยตัณหา มันก็ไม่มีใครจบสักคน สัตว์สอนสัตว์น่ะ จะเอาความหลุดพ้นจากอะไรเล่า ถามหน่อย ที่ต้องถามบ่อยๆน่ะ ก็เพราะมันดักดานไง ถามย้ำๆจะได้เข้ากะโหลกหนาๆบ้าง แล้วก็ไม่ต้องไปหวังพึ่งเลยนะไอ้พวกเปรียญเก้าเปรียญสิบอะไรน่ะ พวกนี้มันแบกพระไตรปิฏกทั้งสองมือสองบ่าไม่ยอมวางเลย แล้วมันจะไปช่วยใครได้ ธาตุขันธ์ของตัวเองก็ยังเป็นพิษอยู่ตลอด วกวนในโลกียปัญญาอยู่ตลอดแล้วก็เข้าใจว่ากูแจ้งแล้ว มันจะช่วยใครได้จริง เก่งนักเรื่องอ้างอิงน่ะ ปัญญาแบบคิดเอาอ้างอิงเอาน่ะมันไม่ใช่โลกุตตรปัญญาโว้ย เข้าใจเสียด้วย แล้วมันก็ไม่ได้ทำให้ใครหลุดพ้นจริงๆหรอก

ก็เพราะสอนกันแบบนี้ไง ทั้งบ้านทั้งเมืองเลยมีแต่น้องๆผู้หิวโหย หิวปัญญาไปเรื่อย สอนให้ไม่พอมันก็ไม่พอ สอนให้เป็นเปรตมันก็เป็นเปรต อะไรที่ศึกษาตรงจริต(กิเลส)ตัวเองก็ศึกษากันเข้าไป แล้วก็ไม่เห็นมันจะจบให้ตัวเองสักที มัวแต่สาละวน สนองกิเลสตัวเอง จะฟังธรรมทีก็เอาแต่ที่ตรงจริตตัวเอง ก็จริตคนสอนก็กิเลสน่ะ กิเลสเจอกิเลสมันจะนิพพานไหมเล่าครับคุณพี่

ส่วนไอ้คนที่เจอสัจธรรมแล้วยังมัวสาละวนกับการทำความเข้าใจเนื้อหาสัจธรรมก็เหมือนกันไม่ว่าฆราวาสหรือพระนั่นแหละ มันก็หิวโซแทนที่จะปลงให้มันตรงต่อสัจธรรมไปให้รู้แล้วรู้รอดเลย มันก็ยังมัวแต่แสวงหารู้ แสวงหาเห็นไม่จบ แทนที่จะให้มันตรงเนื้อหาอริยะแจ้งในเนื้อหาสัจธรรมด้วยตนเอง ก็ดันกลายเป็นเปรตในปัญญาไปเสียนี่ แล้วอย่างนี้จะโทษใครเล่า ถ้าไม่โทษตัวเอง ก็บอกไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่าให้ปลง เมื่อไหร่ก็ตามที่ตรงต่อสัจธรรมจริงๆแล้วนั่นแหละ มันก็จะแจ้งในเนื้อหาไปเอง ซึ่งการแจ้งเนี่ยมันยิ่งกว่าความเข้าใจที่มาอ่านๆฟังๆกันอีก แล้วจะเสียดายรู้ เสียดายเห็นไปทำไม ในเมื่อมันทำให้ยิ่งดักดานในความเป็นสัตว์อยู่ตลอด!!

ก็อริยะเสียเองเลย แล้วก็ให้มันแจ้งในเนื้อหาเสียเอง มันจะได้ยิ่งกว่าความเข้าใจไปเอง ไม่ต้องไปเสียดมเสียดายอะไรอีก ไอ้รู้ไอ้เห็นเนี่ย  ยิ่งยื้อมันก็ยิ่งชักช้าดักดานติดพัน ป้อแป้ช่วยตัวเองไม่ได้เสียที เผลอๆเดี๋ยวก็บังตัวเองเข้าไปอีก เห็นหลายรายแล้ว เจอสัจธรรม ฟังสัจธรรมอยู่ดีๆ บังตัวเองซะงั้น ไปวนกับธรรมคู่ใหม่เฉยเลย นี่แหละผลของการเก้ๆกังๆ ลังเลใจ

วันนี้ขอด่าหน่อยนะ ทั้งพระทั้งฆราวาสนั่นแหละ เพราะมันมีแต่ไอ้พวกผู้รู้ที่รู้ไม่จริงแล้วอวดรู้เยอะไปหมด ไอ้พวกนี้มันรู้ไม่จบ รู้ไม่จริง มีแต่กูรู กูรู้ครึ่งๆกลางๆ รู้แต่วิธีการแต่ไม่รู้รหัสนัยแห่งพระนิพพานก็เอามาพล่าม เอามาเผยแพร่ให้เป็นกรรมกับสัตว์โลกอีก แล้วก็ต้องมาตามแก้ ตามล้างไม่จบสิ้น

ใครที่เจอสัจธรรมแล้วก็ให้มันเด็ดขาดกับตัวเองหน่อย ไม่รู้จะสงวนพันธุ์สัตว์ไว้ทำหอกอะไร ก็กล้าปลงกล้าทิ้งให้มันแจ้งมันสว่างจริงๆ แล้วนั่นแหละมันถึงจะช่วยคนอื่นได้จริง มัวไปหารู้หาเห็นเป็นหมาหาเห็บ เดี๋ยวตายซะก่อนจะแจ้งก็ไม่ต้องโทษใครหรอก ก็ไปตามกรรมนั่นแหละสมควรแล้ว

No comments:

Post a Comment