Saturday, February 2, 2013

สิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน:คำนำ

สิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน เป็น ebook เล่มใหม่ที่เปิดให้อ่านฟรี(เหมือนเดิม)ในเว็บ rombodhidharma.net หลังจากที่ผมได้เขียนบทความแก้ไขความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสติปัฏฐานมาเป็นจำนวนมากจนแทบจะหมดแง่มุมแล้ว(ถ้ายังมีเหลือก็จะทยอยเขียนออกมาอีกครับ) ส่วนใครจะเข้าใจไม่เข้าใจ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เรื่องของใครของมัน

แต่ที่สุดเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่ายังมีเศษฝุ่นผงที่บังเนื้อหาสัจธรรมแท้อีกจำนวนมาก แทนที่จะใช้คำว่า"เขี่ย" เศษผงออกจากตา ผมขอใช้คำว่า "ล้าง" มันเลยก็แล้วกัน ล้างกันจนกว่าเนื้อหาสัจธรรมแท้ๆจะกระจ่างชัดเจนในใจท่านผู้อ่านจนถึงที่สุด ไม่ต้องแวะข้างทางกันอีกแล้ว และจะได้ไม่ขัดกับสไตล์บู๊ล้างผลาญ ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ของคนเขียนด้วย

นับตั้งแต่กาลที่พระพุทธเจ้าได้ประกาศสัจธรรมมาจนถึงวันนี้ พระพุทธศาสนาได้ผ่านมือของผู้ที่ศรัทธา ปรารถนาดี จากกลุ่มต่างๆที่ได้เข้ามาสังคายนาจนถึงเผยแพร่อย่างมากมาย แต่การที่สัจธรรมถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นมาเนิ่นนาน จนความเป็นปุถุชนได้เจือปนลงบดบังเนื้อหาสัจธรรมแท้ และในที่สุดสัจธรรมที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันก็ได้กลายเป็นพระสัทธรรมปฏิรูปไปจนหมดแทบจะไม่เห็นเนื้อแท้แล้ว

อันที่จริงแล้วพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอะไรเราเลยครับ ไม่ได้สอนจริงๆ

เพราะเมื่อครั้งพุทธกาลนั้นไม่มีการบันทึกสัจธรรมเป็นลายลักษณ์อักษร สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงทำอย่างสม่ำเสมอก็คือสะท้อนสัจธรรมผ่านพระโอษฐ์เพื่อล้างแง่มุมที่เหล่าสาวกทั้งหลายติดขัดข้องคาอยู่กับความหลง อันเป็นเหตุให้ไม่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม จนกว่าความหลงจะหมดไป แล้วเนื้อหาเดิมที่มันแจ้งอยู่แล้วก็จะสว่างออกมาเอง ไม่ได้มีการเรียนการสอนอภิธรรมอย่างเป็นหลักสูตรแบบทุกวันนี้ แต่สัจธรรมนั้นถูกส่งผ่านจากจิตสู่จิต สะท้อนจาก "ว่าง" ล้างสังสารวัฏ ล้างโมหะกันตรงๆ เนื้อหาสัจธรรมจึงไม่มีผิดเพี้ยน เพราะผู้ที่แจ้งในสัจธรรมก็คือเนื้อหาสัจธรรมอยู่แล้วนั่นเอง

แต่เมื่อกาลล่วงเลยมาในระยะหลังพุทธกาลที่ได้มีการบันทึกจารึกสัจธรรม และพระวินัยต่างๆ อย่างละเอียด จนกลายเป็นบันทึกที่เรียกว่าพระไตรปิฏก

จากนั้นมา การส่งผ่านเนื้อหาสัจธรรมจากจิตสู่จิต จากแจ้งสู่แจ้ง จึงค่อยๆ น้อยลงๆ เหลือแต่ "การส่งผ่านสัจธรรมตามบันทึกลายลักษณ์อักษร" บทสรุปเนื้อหาสัจธรรมที่เป็นความสว่างไสวจริงๆ จึงเริ่มเลือนหาย จนเหลือแต่เพียงกระดาษปึกใหญ่ ระบบการศึกษาและคลำทางด้วยความเข้าใจสัจธรรมอย่างเลือนลางโดยใช้ทิฏฐิและปัญญาอันขมุกขมัวแบบมิจฉาทิฏฐิของปุถุชนในการศึกษาและถ่ายทอด จนผู้ศึกษาได้แต่วกวนมืดมนในธาตุขันธ์ ปิดทางแจ้งในสัจธรรมให้ตนเองมาจนถึงทุกวันนี้..นี่คือเหตุว่าทำไมการศึกษาอภิธรรมจึงไม่ได้ทำให้ใครแจ้งในสัจธรรมเลย

ถามจริงๆว่าชาวพุทธนั้นได้บทสรุปกับสัจธรรมกันกี่คน?

ทุกวันนี้ผู้ที่ศึกษาพระไตรปิฏกนั้นก็ล้วนแล้วแต่สรุปกันไปคนละทางสองทาง ซึ่งไม่เห็นจะมีใครสรุปเนื้อหาสัจธรรมอันเป็นที่สุดได้ตรงกันเลย ทั้งๆที่เนื้อหาสัจธรรมแท้ๆมีเพียงหนึ่งเดียว แต่ทำไมกลับกลายเป็นเรื่องยากเย็น ซับซ้อน สับสนขึ้นมาได้?

ถ้าจะเปรียบพระพุทธศาสนาทุกวันนี้ก็คงจะเหมือน "เมนูหลัก" ที่ถูก "อาหารว่าง"เบียดบังพื้นที่ไปจนหมด เป็นโปรแกรมสุดท้าย ที่ทุกๆคนจะต้องผ่านด่านหรือร้านรวงระหว่างทางให้อ่วมอานเสียก่อน

ในประเทศไทยที่เป็นเมืองพุทธจึงมีสำนักต่างๆ เว็บไซต์ต่างๆ เว็บไซต์สื่อสังคมมากมายเปิดขึ้นเป็นร้านรวง(ทางธรรม)ข้างทาง เป็นทางเลือกอันหลากหลายในแบบของใครของมัน ให้เราได้แวะเวียนกันเข้าไปแสวงหาธรรมที่ถูกปรุงแต่ง จนกระทั่งหลงลืมแล้วว่าปลายทางที่เป็นที่สุดแห่งเนื้อหาสัจธรรมคืออะไร แล้วก็นึกไปว่า "ร้านค้า" ข้างทางเหล่านี้สามารถยึดเป็นสรณะ เป็นที่พึ่งได้ ซึ่งมีน้อยนักที่เจ้าของร้านจะพาลูกค้าของตน ไปถึงปลายทางได้จริง มีแต่หลอกขาย "ยาบรรเทาปวด" ไปเรื่อย ชาวพุทธจึงได้แต่สาละวนอยู่กับธรรมะประยุกต์ผสมรวมกับตัณหาเอามาปรับปรุงชีวิตทางโลกให้มันดี ให้มันประสบความสำเร็จ...ซึ่งไม่ใช่สิ่งทีพระพุทธเจ้าทรงฝากเอาไว้ให้ครับ

นอกจากกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแล้ว ก็ยังมีเนื้อหายิบย่อยอีกมากที่ถูกบิดเบือนไประหว่างการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และหลายๆเรื่องในนั้นก็เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันชนิดที่ชาวพุทธเองก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังมั่วกันอยู่ ทุกวันนี้จึงมีเนื้อหาแปลกๆวิชาแปลกๆอยู่เต็มไปหมด..ซึ่งมันไม่ตรงเนื้อหาสัจธรรม

จากนี้ไป ผมก็จะค่อยๆชี้ให้เห็นคำพูด คำสอนและวิธีการต่างๆที่ใช้สื่อสารเนื้อหาธรรมกันอย่างผิดๆ จนเป็นการเข้าไปติดขัดข้องคาในอัตตาตัวตนและได้แต่สนองตัณหาอุปาทาน แทนที่จะนำพาให้หลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวงตามพุทธประสงค์แห่งพระพุทธองค์ และชี้ให้เห็นเนื้อหาที่ตรงต่อสัจธรรมให้แทน

จะได้รู้กันเสียทีว่าธรรมของพระพุทธเจ้านั้นเป็นไปเพื่อความดับสังสารวัฏอย่างเดียว ไม่ใช่การส่งเสริมให้ใครอยู่สังสารวัฏอย่างมีความสุขหรือส่งเสริมอัตตาแบบที่นิยมกันในปัจจุบัน

No comments:

Post a Comment