Thursday, February 7, 2013

บทสนทนาที่แสนธรรมดาของความว่างเปล่า (ตอน admin โดนสอย)

บทสนทนานี้เกิดขึ้นของต้นวันที่ 16 มกราคม 54 วันครบรอบ 1 ปีที่ผมได้ไปกราบหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตที่วัดร่มโพธิธรรม การสนทนาได้ดำเนินไปบนช่วงเวลาสั้นๆ ผ่านกระทู้สนทนาสัจธรรม ประมาณเวลาตั้งแต่เที่ยงคืนถึงตีสอง สำหรับผมแล้ว บทสนทนานี้เป็นบทสนทนาที่ดีมากๆ ผมจึงขอคัดลอกมาขึ้นเป็นบทความเอาไว้เป็นอนุสรณ์ เพราะไม่คิดว่าจะมีใครที่จะยอมเสียเวลาเข้าอินเตอร์เน็ตแล้วมาสอนการใช้สื่อในการโปรดสัตว์อย่างแยบคายเช่นนี้ ซึ่งตลอดเวลาที่สนทนากันคุณคนอยู่ป่า ท่านได้แสดงความไม่ธรรมดาของภูมิธรรมผ่านความสามัญอย่างที่สุดของคำพูด แนบเนียนจนผมคิดเป็นอื่นไปไม่ได้เลยว่า เจอเข้าให้แล้ว

หลังการสนทนาจบลง ผมเข้านอนด้วยความร่าเริง เบิกบาน ถึงแม้ว่าในเนื้อหาแล้วเหมือนผมจะถูกสอยก็เถอะ 555 สะใจจริงๆ(ใครว่าผมอีโก้จัดก็ดูเอาไว้ จริงๆผมไม่ได้โอหังอะไรเลย เจอของจริงก็พร้อมที่จะยอมรับครับ)

โดยส่วนตัวไม่นึกว่าจะมีผู้มีภูมิธรรมขนาดนี้หาเว็บจนเจอ และเข้ามาสอนผมถึงในนี้ ซึ่งมันก็อาจจะเป็นบารมีที่สัมพันธ์กัน ขนาดที่ว่าอยู่ป่ามานาน พอออกมาจากป่าก็มาเจอผม สอนผมเรื่องการโปรดสัตว์ แบบนี้ผมไม่เรียกว่าบังเอิญดีกว่านะ ถ้าจะโดนสอยแบบนี้บ่อยๆก็ยินดีเลยล่ะ เพราะเนื้อหาการสนทนาแบบนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์กับผมเองแล้ว ก็ยังเป็นประโยชน์ให้กับผู้ที่เข้ามาแสวงหาสัจธรรมด้วยอีกทอดหนึ่ง เรียกว่าแสดงธรรมกันทุกเม็ดไม่มีหลุดรอดสายตา

สำหรับผม นี่คือตัวอย่างคลาสสิคของการสอนธรรมครับ ผมเองชั่วโมงบินยังน้อย ลีลาไม่สวย แต่อาศัยหมัดหนัก หักหาญ ตาไว ไหวพริบดี จี้ใจดำเก่ง(โห...อ่านแล้วเหมือนไม่น่าคบเลยเว้ย) ในการเผยแพร่มาตลอด จากนี้ไปผมจะน้อมรับคำแนะนำของคุณ คนอยู่ป่า(ซึ่งผมคาดเดาว่าท่านเป็นพระ) มาปรับใช้เท่าที่จะทำได้ครับ เพราะวิธีที่คุณคนอยู่ป่าใช้นี่เนียนจริงๆครับ

ส่วนการสะท้อนสัจธรรมนั้น ผมก็สะท้อนจากเหตุที่ประสบพบเจอกับตัวเองและผู้อื่นนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน และจากการได้พูดคุยกับญาติธรรมจำนวนมากที่ติดต่อเข้ามาครับ บทความต่างๆที่ออกมาจึงเป็นไปเพื่อสลายแง่มุมต่างๆของความหลงอยู่แล้ว และที่ต้องเขียนอธิบายค่อนข้างละเอียดก็เพราะไม่ต้องการให้เอาเนื้อหาไปคิดต่อครับ ให้อ่านแล้วจบเลย เข้าใจเลย แง่มุมจะได้สลายไปทันทีตรงนั้นเดี๋ยวนั้น

เรื่องสไตล์การเขียนนี่ ผมก็คงจะปล่อยให้มันเป็นไปดีกว่าครับ ขืนไปตั้งเอาเพื่อจะปรับเดี๋ยวมันจะไม่เป็นธรรมชาติ แต่สำนวนภาษาคงจะคมขึ้น กระชับขึ้น และสั้นลง ครับ

เรื่องการโปรดสัตว์นี่ผมไม่ตั้งเอาครับ ไม่คิดว่าเป็นหน้าที่หรือการโปรดสัตว์ด้วยซ้ำ กลัวมันจะมาค้ำคอ ขอปฏิบัติกับมันแบบงานอดิเรกก็แล้วกันครับ สนุกๆขำๆ จริงจังไปเครียดตายห่า ส่วนใครจะได้ประโยชน์อลังการแค่ไหนจากสิ่งที่ผมทำ ผมก็ไม่ได้ใส่ใจครับ ก็บอกแล้วไงว่าทำทิ้ง(ขนาดคำผิดยังไม่แก้เลย 555)

บทสนทนาที่แสนธรรมดาของความว่างเปล่า

คนอยู่ป่า: อยู่ป่ามา 20 ปี เพิ่งออกมาเห็นโลก(ป่าสังคม)พบแต่ผู้รู้ ผู้ตื่น แต่ไม่เบิกบาน เธอช่วยโปรดเราหน่อยว่าเราจะอยู่กับป่าสังคมที่มีแต่ผู้รู้ยังไร ช่วยอธิบาย

Admin:  ป่าสังคมนั้นล้วนแต่มี แต่เป็นกรรมวิบาก กรรมกิเลส กรรมอนุสัย วนเวีนนกัน ทับถมกัน ทำซ้ำอยู่ตลอดเวลาผ่านสื่อทีวี อินเตอร์เน็ต มือถือ บ้าบออะไรมากมาย
เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นแก่ธาตุขันธ์ อะไรที่เป็นส่วนเกินจากความจำเป็นของธาตุขันธ์ ก็คือส่วนของกิเลส ส่วนของกิเลสทั้งหมดคือความทุกข์ สังเกตได้ว่าคนเมืองนั้น มีทุกสิ่งพร้อมสรรพรวมถึงความทุกข์ด้วย ทุกข์ที่ต้องวิ่งไล่งับหางตัวเองทุกวันๆ ก็ไม่ต้องไปใส่ใจกับอะไร หรือเอาอะไรมาใส่ใจมากนัก ทำงานก็ทำเท่าที่จำเป็น
แค่อย่าไหลตามกิเลส ตามความอยาก ตามสังคม มันก็โอเคอยุ่แล้ว มีอะไรขึ้นมาก็ท่องเอาไว้ครับ ช่างมันๆๆ แล้วทุกอย่างจะผ่านไปโดยเราไม่เจ็บตัว เจ็บใจ

คนอยู๋ป่า: แล้วอะไรคือกิเลส อะไรคือความอยากหรอเธอ
ตัวกิเลสหรือตัวความอยากและตัวขันธ์มันเป็นตัวยังใงเหรอเธอ ช่วยอธิบาย
Admin: จริงๆเอาแค่อยากรู้ความหมายทั้งหมดนี่ก็กิเลสแล้วครับ รู้สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ช่วยให้ดับกิเลสหรือดับความอยากได้ ถ้าอยากรู้ไปประดับปัญญาก็แบกปัญญาอีกนั่นแหละครับ เอาเป็นว่าอะไรที่ทำให้ติดขัดข้องคา จมแช่หน่วงเหนี่ยว หรือดึงให้เราอ้อยสร้อย ติดอยู่กับอารมณ์ไหน สภาพใดก็ตาม ก็ช่างมันไป ไม่ต้องใสใจมัน ไม่ต้องเอามันมาใส่ใจ ไม่ต้องอะไรกับมัน แบบนี้นั่นแหละครับ ตัดกิเลสตั้งแต่จะรู้จักมันด้วยซ้ำ

คนอยู่ป่า: แล้วจะตัดมันแบบไหนละเธอ
แล้วถ้าเราัตัดกิเลสแล้วมันจะหายไปหมดหรอเธอ มันจะไม่มีอีกใช่หรือป่าวเธอ
Admin:  ไม่ต้องไปตัดมันครับ เราไม่ต้องเข้าไปตัดมัน ถ้ามันมีความอยากขึ้นมาก็อย่าไหลตาม อย่าพุ่งตามมันไป ก็ช่างมันไป ช่างมันเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็จะดับของมันเอง หากจะเปรียบเทียบเป็นต้นไม้ กิเลสเป็นเพียงกิ่ง ก้านใบ รากของมันคือโมหะความหลงครับ แต่การที่จะหมดหลงได้ไม่ใช่ไปตัดมัน ก็เพียงแต่ไม่อะไรกับอะไร ไม่ต้องไปใส่ใจอะไร จะทำอะไรก็ทำไปแบบไม่ต้องไปใส่ใจมันมาก ทำเสร็จแล้วก็แล้วไป ไม่เอากลับมาคิดมาวิเคราะห์อีก จบให้จบจริงๆ เดี๋ยวความหลงมันหมดไปเอง หมดหลง กิเลสก็หมดไปเองครับ

คนอยู่ป่า: แล้วถ้าหมดกิเลสแล้วจะเป็นแบบไหนหรอเธอ เราเป็นผู้โง่เขลา เราเลยไม่รู้ว่าอันไหนคือกิเลส อันไหนคือโมหะเพราะเราไม่รู้ว่าจริงแท้เป็นเช่นไร เรามิรู้ความหมายเลยหาความหมายของสิ่งที่ท่านกล่าวมาไม่เจอ เราเลยเป็นผู้ไม่รู้ เราเลยต้องถามผู้รู้ว่าจริงแท้เป็นเช่นไร
Admin:  แบบนี้ก็ไม่ต้องอะไรแล้วครับ เพราะจบตั้งแต่เริ่มแล้วจะต้องไปรู้อะไรอีกครับ สัจธรรมมีขึ้นเพื่อให้สัตว์หมดหลง แต่ถ้าไม่หลงตั้งแต่แรกมันก็จบอยู่แล้ว จะไปเริ่มอีกทำไม แบบนี้เขาไม่เรียกว่าโง่เขลาหรอกครับ มันไม่มีอะไรอยู่แล้ว จริงๆมันก็ไม่มีแบบไหน แบบอะไรอยู่แล้วตั้งแต่แรกครับ ซึ่งถ้าจะมีขึ้นมามันก็ไม่ใ่ช่อีกล่ะครับ ถึงที่สุดแล้วกิเลสกับโมหะก็ไม่มีจริงครับ เท่าที่ตอบโต้กันมาถึงตรงนี้ ผมว่าคุณก็ตรงเนื้อหาสัจธรรมอยู่แล้วครับ ไม่ต้องไปเป็นแบบไหนหรือแบบอะไรอีกแล้วครับ

คนอยู่ป่า: เช่นนั้นหรือ
Admin:  ครับ ถ้าเป็นแบบที่คุณบอกจริงๆนะครับ ก็ไม่ต้องแล้ว จบอยู่แล้ว

คนอยู่ป่า: เรายังมิรู้ว่าเราตรงหรือไม่ตรงแต่่เธอสามารถบอกว่าเราตรงต่อสัจธรรม อืม มันอยู่แค่ความคิดเองก็สามารถบอกว่าตรงหรือไม่ตรงช่างเป็นเรื่องแปลกเสียนี่กะไร เป็นสิ่งใหม่แต่ก็เหมือนสิ่งเก่า อืมๆๆๆ
Admin:  คือทุกสิ่งมันจบอยู่แล้วครับ ไม่ว่าจะหลงหรือไม่หลง จะคิดหรือไม่คิด รู้หรือไม่รู้ ทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้ว จะรู้ว่าตรงหรือไม่ตรง มันก็อยู่แล้วของมันอย่างนั้นเองครับ จริงๆทุกๆจิตญาณ ทุกสรรพสิ่งมันก็ตรงสัจธรรมกันอยู่แล้ว สัจธรรมที่เป็นเพียงสมมติที่สื่อออกไปเพื่อให้จิตที่ยังหลงอยู่ได้ตื่นออก จากความหลงในความเป็นตัวเป็นตนครับ

คนอยู่ป่า: วันนี้ตี 3 เราก็จะเข้าป่าแล้วแล้วคงอีกนานกว่าจะมาอีก ก่อนเราจะเข้าป่า เราขอฝากบอกสิ่งหนึ่งกับเธอการใช้สมมุติในการเขียนเธอจงเขียนอย่ายาวจนเกินไป แล้วจงอย่าอธิบายมากจนเกินไป และอย่าพึงด่วนสรุปกับการที่เธอได้เห็นหรือเธอได้ยินว่าเป็นเช่นไร เธอจงเป็นผู้น้อยที่มิรู้เรื่องอะไร แล้วการโปรดสัตว์อย่างที่เธอตั้งหวังก็จะโปรดแบบไม่มีเจตนาเองเป็นการโปรดแบบเฉพาะหน้า เป็นการโปรดแบบไม่ต้องมีคิดก่อนโปรด แล้วการโปรดของเธอจะเป็นการโปรดแบบถึงจิตเดิมแท้เอง

แล้วเราก็ฝากถึงทุกคนเรื่องภัยพิบัติสักนิดนึงจงอย่าไปทุกข์ร้อนอันใดเลย ถ้าพวกเธอมัวแต่ทุก์ร้อนกับสิ่งที่มันจะเกิด มันก็จะทุข์กับภายในใจเธอเอง เพราะตอนนี้ภับพิบัติในใจของแต่ละบุคคลได้เกิดแล้วมากมาย เพราะใจเธอทุกข์ ภัยพิบัติจึงเกิดเราก็ขอฝากถึงทุกคน แล้วเจอกันถ้ามีโอกาส
Admin:  น้อมรับคำแนะนำครับ เป็นการสนทนาที่ดีมากๆครับ สาธุๆๆ

No comments:

Post a Comment