Monday, February 18, 2013

ถอดเทปหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต สนทนาธรรมกับนักเขียน(admin) 16 ม.ค. 53 ตอน 6

ถาม: อย่างผมเคยเห็นว่าบางที่น่ะ เขามีการนั่งอดนอน ลองอดนอนกันดูต่อเนื่อง แล้วก็ตัดสติ ก็ “ไม่ใช่” ใช่ไหม?

หลวงพ่อ: ใช่แล้ว

ถาม: มันก็กลายเป็นไปรักษามันอีก?

หลวงพ่อ: ติดตัวปฏิบัติ เดี๋ยวก็อัพเกรดใช้กรรมอีก เลื่อนภูมิใช้กรรมอีก ก็มันติดภาคพฤติกรรม มโนกรรม ผู้ปฏิบัตินี่ จะไปติดเรื่องมโนกรรม กรรมซ้อนมโน ส่วนมากคือไปทรงขันธ์น่ะ ทรงในส่วนของนามขันธ์ ทรงรู้อะไรอย่างนี้ ติดมโนกรรม กรรมซ้อนมโน ซ้อนจิต

ถาม: กรณีคนที่ฆ่าผู้รู้ได้แล้วเข้านิพพานนี่ อย่างไรครับ คือครูบาอาจารย์กล่าว...

หลวงพ่อ: มันใช้คำซะจน โอ้โห ใช้ประโยค ใช้วลีที่มันไม่ได้ส่อ มันไม่ได้ไปส่งเสริมนิพพานตรงไหนเลย ฆ่าผู้รู้นี่ ฆ่ามันแบบไหน เอาอะไรไปฆ่ามัน

ถาม: แสดงว่าผิดใช่ไหม?

หลวงพ่อ: มันใช้บัญญัติไม่ถูก ไปฆ่ายังไง ผู้รู้น่ะ มันมีตัวมีตนให้ฆ่าหรือยังไงน่ะ ใช้บัญญัติไม่ถูก คนก็เลยเขว เข้าใจไหมล่ะ

ถาม: เข้าใจผิดกันหมด

หลวงพ่อ: เออ ไม่ต้องไปห่วงตรง “รู้ไม่รู้” ไม่ต้องไปเจริญตรง “รู้ไม่รู้” ไม่ต้องไปเจริญ ไม่ต้องนั่นแหละ แล้วมันก็เลิกไปเอง เลิก “หลงรู้” ไปเอง เท่านี้เอง คนสอนก็คงจะเกิดเป็นนักรบมาก่อน มาหมาดๆอะไรประเภทนี้น่ะ

ถาม: ลุยแหลก?

หลวงพ่อ: ลุยแหลก มาจากนักรบ ชาตินักรบหมาดๆอะไรอย่างนี้น่ะ มาก็เอาเลย “ฆ่ามัน” อะไรอย่างนี้ “กิเลส ฆ่ามัน” ทำไปทำมา ไอ้ตัวไปฆ่ามัน ก็เป็นกิเลสไปซะเองอีก ใช่หรือเปล่าล่ะ เออ มันจะเอาอะไรไปฆ่าอะไรเล่า เขาเรียกว่า “เอาอนุสัยมาสอน” นะ ต้องมาปรับบัญญัติ ใช้บัญญัติให้มันตรงๆหน่อย มันไม่ใช่เอาอะไรไปละอะไร หรือเอาอะไรไปแบกอะไร ไม่ใช่ นั่นแหละ จะได้หมดจดหน่อย

ถาม: มีกัลยาณมิตรท่านนึง เขาฝากมาถามหลวงพ่อว่า เขาก็เป็นคนนึงที่ปรารถนานิพพานเหมือนกัน แต่ว่า..เขาก็เพียงสงสัยอยู่ว่า  ถ้ามาหาหลวงพ่อแล้วนี่ เหมือนกับว่า.. ต้องละทางโลกหรือเปล่าหรืออะไรอย่างนี้น่ะ เขาใฝ่รู้...

หลวงพ่อ: ก็ลองมาดูสิ

ถาม: ลองมาดูนะครับ?

หลวงพ่อ: ลองมาดู

ถาม: เดี๋ยวก็จะรู้เองใช่ไหมครับ?

หลวงพ่อ: เออ เดี๋ยวเขาจะตรัสรู้เอง มันจะเริ่มตัด ตัด ลองมาดูสิลูก

ถาม: พอ “ไม่ต้อง ไม่ตั้ง” นี่ ทุกอย่างมันก็จะจัดสรรให้เอง?

หลวงพ่อ: ก็จบเองเลย เพียงแค่ยุติเหตุ มันติดอยู่ตัวเดียว สัตว์โลกติดตัวไปคอยเริ่มคอยจบอะไร ติดตัวเจตนากรรม ไปเจริญแต่เจตนากรรม แล้วมันจะไปทำตรงไหนเล่า

ถาม: เพราะเรานึกอย่างอื่นไม่ออกน่ะหลวงพ่อ จริงๆแล้ว ผมก็ยังนึกไม่ออกเลยว่า ถ้า “ไม่ทำ” แล้ว จะไม่ทำ “อะไร” ทำอะไร ไม่ทำอะไร มันก็ต้อง “ทำ” น่ะสิ เหมือนกับ มันต้องทำอะไรซักอย่าง

หลวงพ่อ: ก็มีบางชั้นบางภูมินี่  บางชั้นบางภูมิหรือเป็นภาคละเอียดน่ะ ภาควิญญาณ มาถามว่า “ถ้าให้ทิ้ง แล้วจะอยู่ยังไง?” ในภาคละเอียดนี่ก็จะทรงขันธ์ ทรงตัวรู้ เขาเรียกว่าทรงตบะ ทรงฌาน ทรงญาณ ตัวรู้นี่แหละ ตัวเดียวนี่แหละ เรียกว่าตบะก็ได้ เรียกว่าฌาณก็ได้  เรียกว่าญาณก็ได้  เรียกว่าสติก็ได้  เรียกว่าสมาธิก็ได้ เรียกว่าปัญญาก็ได้  ตัวรู้ตัวเดียวนี่แหละ “ถ้าทิ้ง แล้วจะอยู่ยังไง?” ก็ “ว่าง” อยู่แล้วไงลูก นั่นแหละ “ว่าง” อยู่แล้ว นั่นเนื้อหาสัจธรรมเลย คือความไม่ยึดติด เราเป็นอยู่ผ่านมา มันยึดติด “ตัวคอยอยู่” ไง ยึดติด “ตัวคอยทรง” อยู่ นั่นแหละ มันก็เลยไม่หลุดซักที

ถาม: เหมือนกับว่า กลัวว่าตัวกูจะหายไป?

หลวงพ่อ: มันกลัวจะไม่ได้

ถาม: กลัวจะไม่ได้?

หลวงพ่อ: เออ กลัวจะไม่ได้อะไร กลัว มันก็ไม่เคยหลุดมาก่อนไง มันก็เลยไม่แน่ใจ มันจะลังเล กลัวจะไม่ได้อะไร ก็เลยยังไม่ยอมทิ้งซะที “แล้วถ้าทิ้ง แล้วจะอยู่อย่างไร?” นี่น่ะ ก็ “ว่าง” อยู่แล้วไงลูก ไม่ใช่ตรง “คอยอยู่” นั่นแหละสัจธรรมเลย “นิพพาน” อยู่แล้ว สุญญตาวิหารธรรม หรือ “ว่าง” อยู่แล้วนั่นเอง ไม่ใช่การ “คอยอยู่” เท่านั้นแหละ “แจ้ง” เลยลูก

ถาม: เหมือนหลักปฏิบัติ หรือว่าอะไรก็ตามที่เราศึกษาปฏิบัติทุกวันนี้ มันเป็นส่วนที่วนทั้งหมดเลย?

หลวงพ่อ: มันวน ตำรงตำรา ไม่ต้องไปเขียนมาก  ยิ่งเขียนยิ่งพาชาวบ้านเขาวน อ่านก็ไม่ต้องไปอ่านมันมากหรอก ยิ่งอ่านก็ยิ่งเอาขันธ์ของตัวเองไปวนอีก อ่านพระไตรปิฎกมาตั้งมากมายมหาศาลขนาดไหน มันก็ยังไม่จบเลย เพราะมันเอาขันธ์ไปวนขันธ์  เขาให้อ่านหมดทั้งตู้ที่ไหนเล่า อ่านหมดทั้งเล่มที่ไหนเล่า หนังสือน่ะ ประโยคไหนมันปิ๊ง ก็ประโยคนั้นเลย พอ เอามาเตือนบ่อยๆเข้า มันก็จบเอง ประโยคเดียวที่มันซึ้งๆน่ะ ไม่ใช่อ่านเพราะความอยากรู้ อ่านเพราะความอยากรู้มันได้แต่กรรม สัญญากรรม กรรมสัญญา แล้วที่นี้ ก็จะเป็นโรคลังเลตามมา สงสัยตามมา เอ๊ะอ๊ะตามมา เอายังไงดี

ถาม: เอ๊ะ ตรงนั้นมันถูก หรือตรงนี่มันถูก งงอีก

หลวงพ่อคะ ถ้าเราอยู่ที่บ้าน มีครอบครัว ทำงานอะไรพวกนี้ แล้วจะสามารถที่จะ “ว่าง” ได้ไหมคะ คือไม่ต้องมายุ่ง มาบวช มาอะไรอย่างนี้?

หลวงพ่อ: ก็ไม่ต้อง ไม่ตั้งนี่แหละ

ถาม: ก็คือใช้ชีวิตไปตามปกติ?

หลวงพ่อ: เออ อยู่ไปแบบ “ไม่ต้อง ไม่ตั้ง” ไม่ต้องไปเอาโง่เอาฉลาด อย่าไปเอา ถ้าไปเอา มันก็เป็นกรรมอีกลูก มันก็ติดอีก โดยที่ “ไม่ต้อง ไม่ตั้ง” กับ “การเป็น การอยู่”ไปเรื่อยๆ แล้วมันจะ “จบ” เป็น

ถาม: อย่างนี้แสดงว่า เด็กๆน่าจะสอนง่ายกว่า?

หลวงพ่อ: เยอะแยะไปที่เขาสว่างมาจุติน่ะ “นิพพานอยู่แล้ว ไปเรียนทำไม? หลวงปู่บอกว่า ยิ่งเรียนยิ่งโง่ รู้ไหมว่าไปเรียนนี่มันทุกข์ ไปวนขันธ์?”

ถาม: ในโลกนี้ แล้วเราจะเป็นอย่างไรเหรอคะ?

หลวงพ่อ: อะไรเหรอ

ถาม: ถ้าเราไม่เรียน ถ้าเด็กไม่เรียนนี่?

หลวงพ่อ: ก็ผู้มีกรรม

ถาม: ผู้มีกรรม?

ต้องมาเกิด?

เพราะมันมีกรรมมาหลายภพหลายชาติ?

หลวงพ่อ: เออ นั่นแหละ ทุกข์ของผู้มีกรรมนั่นแหละ พากันงมอยู่น่ะ สมัยก่อนบรรลุอรหันต์เจ็ดขวบ มันไปเข้าโรงเรียนที่ไหนล่ะ เขาก็สอนกันธรรมดาอย่างนี้แหละลูก ไม่ได้ไปวางโครงการเรียนกันหรอก  ก็สอนกันธรรมดาๆ ส่งเข้าไปตักศิลา มีอาจารย์สอน ให้ความรู้ แขนงนั้น แขนงนี้ อะไรบ้างอย่างนี้ เอามาใช้งานได้เลย วิชาแพทย์ วิชาหมอ วิชานั่นวิชานี่อะไรบ้าง อย่างนี้น่ะ เอามาใช้งานได้เลย สอนก็ธรรมดาๆ ไม่มีอะไรมากหรอกลูก

ถาม: สรุปว่าหลวงพ่อให้ตัดเอง ไม่ต้องมาเกิด ไม่ต้องห่วงใช่ไหมคะ ไม่ต้องมาเกิด ไม่ต้องมายุ่ง ไม่ต้องมายากยุ่งวุ่นวาย

หลวงพ่อ: ให้จบเลย ถ้าปล่อยไว้ มันไม่จบ ให้อยู่กันเอง มันไม่จบไง ปล่อยให้ตะลุมบอนกันเองมันไม่จบ

ถาม: จะเห็นว่าคนปฏิบัติวิปัสสนามาเยอะๆนะครับ ผมดูแล้ว ไอ้คนที่จะจบจริงๆน่ะ น้อยมากนะครับ?

หลวงพ่อ: ก็ไม่ว่ากรรมฐานหรือว่าวิปัสสนานี่น่ะ จบไปเลย “ไม่ต้อง ไม่ตั้ง” แล้วจะจบหมดทั้งสองอย่าง วิปัสสนาให้มันสั้นเข้า วิสามัญน่ะ ตัด ไม่ใช่ฆ่ามัน วิสามัญ ตัด ตัดก็คือ “ไม่ต้อง” น่ะ หรือ “ช่างมัน” น่ะ เอาสั้นๆ ถ้าสั้นแล้วไม่จบ ยาวๆแล้วมันจะไปจบไหมน่ะ

ก็บอกแล้วว่าสัตว์โลกทั้งหลายถนัดนัก ไอ้ทำของง่ายๆให้เป็นของยาก ชอบ ถนัด ไอ้ที่มันไม่มีอะไรก็ทำให้มันมีขึ้นมา ถนัดแต่แบบนั้นน่ะ ถนัดแต่สร้างยุ่งๆน่ะ สร้างแต่เรื่องยุ่งๆ ไอ้ที่มัน “ไม่ต้อง ไม่ตั้ง” อยู่แล้ว ก็ไป “ต้อง” มันขึ้นมา ไป “ตั้ง” มันขึ้นมาอะไรอย่างนี้

ถาม: ฝืนธรรมชาติ?

หลวงพ่อ: แล้วก็เลยกลายเป็นกลไกของกิเลสที่ซับซ้อน ต้องอย่างนี้ และก็ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนั้น ก็ต้องอย่างโน้น “ต้อง” อยู่ตลอด

No comments:

Post a Comment