Monday, February 11, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#9

          ความเพียร

         ความเพียร ที่แปลว่า ความพยายาม คนทั่วไปเข้าใจว่า ทำ  สร้าง  สะสม...เยอะ ๆ นั่นกลับไม่ตรงต่อสัจธรรม เป็นความเพียรแบบมีตัว   เนื้อหาจริง ๆ ของ ความเพียร กลับเป็นการ “ไม่กระทำ” ถ้าจะใช้ภาษาว่าความเพียร ต้องใช้ในลักษณะที่ว่า “เพียร” ที่จะไม่ทำตามความคุ้นชินเดิม จะเป็นความเพียรที่ไม่มีตัว นี้คือ “สัมมาวายามะ”ที่แท้จริง   แล้วก็ไม่ใช่เพียรที่จะหาหลักอะไรให้จิตเกาะไว้กันการไหลตาม(ที่ท่านว่าคอยติด) ยิ่งเพียรที่จะทำไม่ว่ารูปแบบใด เช่น เฝ้า คอย ดู รู้ กำหนด แช่ วาง หา ฝึก หัด ฯลฯ ก็จะยิ่งขัดแย้งต่อความเป็นจริงที่ “ไม่ต้อง...อยู่แล้ว” หลุดอยู่เองแล้ว วางอยู่เองแล้ว ว่างอยู่แล้ว ดังนั้น แทนที่จะ เพียรละ กลับเป็น “ละหรือออกหรือหยุด หรือยุติความเพียรนั้นเสีย” นั่นแหละคือ “ความเพียร” ที่ถูกต้อง ทำไมจึงว่าถูกต้อง เพราะมันตรงต่อความเป็นจริง(อนิจจัง-อนัตตาอยู่เองแล้ว)

        คำกล่าวที่ว่า “ วิริเยนะ ทุกขมัจเจติ ” แปลว่าการล่วงทุกข์ได้ก็ด้วยความเพียร

        ความเพียรลักษณะนี้เอาไว้ใช้กับการทำงานในบทบาท หน้าที่ของโลกสมมติ  ซึ่งก็ให้เป็นไปในแง่มุมที่เป็นการช่วยเหลือ เกื้อกูล สงเคราะห์ อนุเคราะห์  ทำให้ มิใช่ทำเอา   นอกจากนั้นความเพียรที่เป็นไปก็ต้องมี สัมมาทิฐิ คือความเห็นที่ตรงต่อสัจธรรมเป็นประธานในใจไว้เลยทีเดียว มิฉะนั้นก็มีโอกาสคลาดเคลื่อน ผิดเป้าหมายได้โดยไม่เฉลียวใจ

“สัมมาวายามะ” “การละ” ไม่ใช่การเข้าไป “กระทำ” คนทั่วไปมักจะเข้าใจผิดที่จะทำให้ได้สภาวะอะไรซักอย่างหนึ่งและหวังที่จะพึ่งหรือเกาะสภาวะนั้นไว้เพื่อไปละหรือเป็นการละสภาวะที่ไม่ต้องการ กลับเป็นการเกิด(ภพ)ตลอด เจริญ “เหตุ” แห่งทุกข์ไปซะเอง กลายเป็น “พันธะ”  “ภาระ”  “งาน”  “วุ่นวาย”  “ไม่ว่าง”  ไปซะเอง

             หารู้ไม่ว่ามันจะกลับกลายเป็นยาเสพติดอันใหม่ที่ต้องชำระกันต่อไปอีก เพราะอะไร? ก็เพราะสิ่งเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งสิ้น ไม่อาจจะยึดถือ เอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยได้จริงๆหรอก ล้วนเป็นของชั่วคราวเหมือนกันหมด

อนุสัยใหม่ หรือความคุ้นชินใหม่ที่หลงเจตนาทำขึ้นนี่แหละคือเยื่อ – ใย-ยางของอุปาทานที่แนบเนียนจริงๆ “การกระทำทางใจ”ที่ดูดีมากคือสิ่งที่เรียกว่าปฏิบัติทำ(ธรรม)แต่ดูให้ดีๆเถอะ แท้จริงก็เป็นเพียงลีลาของความยึด ความอยากอย่างละเอียด อีกทั้งแฝงอัตตา(ที่ไม่มีจริง)คือความเป็น...ซ่อนตัวอยู่ด้วยอีกต่างหาก
         
              ถ้า “ใจ” ไม่ตรงต่อเนื้อหาที่ “ไม่...อยู่แล้ว”  “ไม่ใช่ทั้งหมดนั่นแหละ” จริง ๆ ก็ไม่อาจจะรู้ทันอาการนี้ได้  เป็นอันหลงทำกิจไปเรื่อยไม่รู้จบเรียกว่า “ไม่จบกิจ” ไปโดยปริยายเหมือนกับว่ามีความไม่สมบูรณ์ซักที ขาดอยู่ตลอด พร่องอยู่ตลอด ไม่เต็ม ไม่พอตลอด ซึ่งนั่นไม่ใช่สัจธรรม แต่มันคือความไม่รู้เรื่องของสัจธรรม ทำให้ตัณหา อุปาทานได้ช่องพาหลงทำไป โดยสัจธรรมแล้ว ทุกสรรพสิ่งมีความสมบูรณ์เต็มเปี่ยมในการวางตัวมันเอง  สมบูรณ์เต็มเปี่ยมที่ไม่ยึดติดตัวมันเอง(กันเอง,อยู่แล้ว) ไม่ขาด ไม่เกิน พออยู่แล้วในตัวมันเองโดยตลอด... ไม่มียกเว้น  มันไม่ใช่ว่ายังวางไม่พอแล้วต้องการการเติมเต็มจากสิ่งใดๆอีก ไม่ใช่บุญไม่พอ บารมีไม่พอ สติไม่พอ ศีลไม่พอ สมาธิไม่พอ ปัญญาไม่พอ  มีแต่ความหลงเท่านั้นที่บ่นพร่ำหรือพล่ามๆอยู่ว่า  ไม่พอๆๆๆ... ต้องทำๆๆๆๆ...เอาอีกๆๆๆ...เพื่อหวังว่าคงจะเต็ม คงจะสมบูรณ์สักวันหนึ่งซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่  หารู้ไม่ว่า เจตนากรรมที่จะทำๆๆๆ...นั่นคือความขาด  เป็นความไม่พอ ความไม่อิ่มและเป็นตัวเกินเลยความพอ  เป็นตัวยุ่งไปซะเองทั้งสิ้น

 “ ท่าน” กล่าวไว้ว่า  “ วิริเยนะ  ทุกขมัจ  เจติ  คนเราจะล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร” ความเพียรในที่นี้เอาไปใช้กับงานทางโลก  แต่ความเพียรลักษณะดังกล่าวใช้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อยกับสัจธรรมที่หลุดกันเอง วางกันเอง  นิพพานอยู่แล้ว  เราต้องแยบคายในความหมายของคำว่า “ความเพียร” ให้ดีๆ

     “ สัมมาวายามะ”จึงมิได้หมายถึงการกระทำ (ตั้งแต่ความจงใจทางใจหรือเจตนากรรม) รวมทั้งกาiสร้าง การปรุง การแต่ง...ทุกชนิด

     “ สัมมาวายามะ” จึงมิใช่สภาพที่เป็นความดิ้นรน หรือการแสวงหา ซึ่งแอบแฝงไว้ด้วยการรอคอยอะไรๆ  ความดิ้นรนนั้นเป็นทั้งเหตุและผลแห่งทุกข์โทษไปพร้อมแล้ว

    “ ความเพียร อันเป็น สัมมาวายามะ” จึงหมายถึง การไม่ทำตาม  ทั้งไม่ต้องทำต้านกับความคุ้นชินเดิม(วิบากกรรมและกำวิบาก)  ด้วยว่ามีความเห็นที่ตรงต่อสัจธรรม (สัมมาทิฐิ) รองรับ

       การใช้ “สัมมาทิฐิ”รองรับใหม่ๆ คือ การคำนึงถึง  เตือนใจถึง  แยบคายถึง มนสิการถึงความเป็นจริงแท้ของสภาวะด้วยความซื่อสัจจริงใจอยู่เรื่อยๆ ( สัมมาสังกัปโป คือความดำริที่ตรงต่อสัจธรรม) นี้แหละที่ท่านกล่าวว่า “ทำให้มาก เจริญให้มาก”  ถ้าจะเรียกว่า “เจตนา ก็เจตนาแค่นี้เอง”  ถ้าจะเรียกว่า “ทำก็ทำแค่นี้เอง” ไม่มากกว่านี้เพราะมิฉะนั้นอาจเยิ่นเย่อ ยืดเยื้อจนหลงทิศไปเข้าทางตัณหาอุปาทานเสียแทน  เมื่อใจตรงต่อสัจจะที่ไม่ต้อง-ไม่ตั้งได้จริงแล้ว  เราจะรู้ด้วยตนเองว่าไม่ต้องเตือนอีกต่อไปแล้ว

       การเตือนใจ  การแยบคาย  การคำนึงถึงความเป็นจริงดังกล่าว  โดยเนื้อหาก็คือมรรคที่เริ่มต้นด้วยองค์แห่งปัญญาที่ชื่อว่า “สัมมาทิฐิ” ความเห็นชอบเป็นประธานและ “สัมมาสังกัปโป” ความดำริชอบ ( ไม่ใช่ชอบดำริ และไม่ใช่แค่ดำริออก แต่หมายถึงตระหนักชัดว่าที่ดำริอยู่นี่...ก็ไม่ใช่  จึงจะเป็นการออกจากดำริไปเอง-นี้แหละ...สัมมาสังกัปโป )

      “การตื่นแบบไม่อะไรกับอะไร” เนื้อหาก็ คือ มรรค มรรคที่แท้ คือ “ไม่” ไม่ทำ(ทั้งทำตาม ทำต้าน) ไม่สร้าง ไม่ปรุง ไม่แต่ง ไม่ต่อ ไม่เติม ไม่ให้ความหมาย ไม่สนใจ  ไม่จงใจ ไม่เจตนาโดยเนื้อหาทั้งหมดนี้คือการเป็นอยู่ของจิตใจที่ไม่ใช่ “เจตนาที่จะทำขึ้น”  แม้แต่อาการตื่นเพียงแต่ให้เราจริงใจ  ศรัทธา  เด็ดขาดต่อเนื้อหาของความเป็นจริง เจตนาหรือความจงใจที่จะไหลตาม  เผลอตามหรือทำต้านก็จะลดน้อยลงไปเอง

ดู – รู้ – เห็น มันมีอยู่แล้ว ไม่ต้องสร้างดู – รู้ – เห็นขึ้นมาอีกโดยเจตนา   ดู – รู้ – เห็นที่มีและปรากฏอยู่โดยธรรมชาตินั้น  จริงๆก็คือความจงใจ หรือเจตนาที่เกิดเอง(ติดลม-คุ้นเคย-อนุสัย)แบบอัตโนมัติฉับพลัน ด้วยวัตถุประสงค์บางอย่าง ซึ่งจะมีลักษณะแบบเกิดแล้ว แล้วไป ไร้ร่องรอย ซึ่งจะผิดกับดู – รู้ – เห็นที่จงใจทำขึ้นหรือคอยทำขึ้น พวกนี้จะไม่ค่อยแล้วแล้วไปและมักมีสิ่งอิงอาศัยตกค้างเป็นร่องรอยของตัณหาอุปาทานและทิฐิ มานะ เพราะไป “สร้างขึ้น” “ปรุงขึ้น” ก็คือ (การเกิด)สังขาร อันเป็นผลงานของอวิชชานั่นเอง

ดู – รู้ – เห็น  ที่สร้างหรือปรุงโดยเจตนานี้ก็จะกลายเป็นเครือข่ายของอวิชชา – ตัณหา – อุปาทาน จะเข้าลักษณะเอาตัณหาอย่างละเอียดไปละตัณหาอย่างหยาบมีเนื้อหาเดียวกับเอาขี้เป็ดไปล้างขี้ไก่  หรือ  อวิชชาในวิชชา  ตัณหาในปัญญา  กรรมบังสัจธรรม กรรมซ้อนธรรม

No comments:

Post a Comment