Friday, February 8, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ตอนที่ 9: มายาปฏิบัติ (จบ)

เพราะเหตุที่ไม่รู้รหัสนัยแห่งพระนิพพานอย่างแท้จริง ทำให้ระบบวิปัสสนากรรมฐานทั้งหมดต้องอาศัย "วิธีการ" หรือ "ขั้นตอนการปฏิบัติ" ในการดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์ พูดง่ายๆคือไปเดินมรรคนั่นแหละ ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว "อริยมรรค" นั้น จงใจเข้าไปดำเนินไม่ได้ อริยมรรคเกิดเองเป็นเองหลังจากปลงตัวรู้แล้วนั่นแหละ

แต่ทุกวันนี้วิปัสสนาทุกสำนักจะไปติดอยู่ที่ขั้นตอน วิธีการ ลำดับชั้น ซึ่งมันก็เป็นการปฏิบัติเอาบนความหลงและอุปาทานทั้งนั้น ต่างสำนักต่างก็มีวิธีการ กุศโลบายที่แตกต่างกัน ถึงขนาดที่ว่าเกิดการโจมตีข้ามค่ายกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ทุกสำนักที่เข้าสู่ความขัดแย้งในวิธีการเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถเข้าสู่บทสรุปได้เลย คือเถียงกันอยู่ตรงที่วิธีการนั่นแหละ แต่ไม่มีใครพิสูจน์ได้จริงๆว่าวิธีการเหล่านั้นมันจะจบให้ผู้ปฏิบัติจริงหรือไม่ อ้างแต่พระไตรปิฏกโดยที่ไม่มีใครกล้าโต้เถียงว่าเนื้อหาที่แท้จริงของพระนิพพานนั้นคืออะไร

ไม่เชื่อไปสังเกตได้เลยว่าผู้ปฏิบัติวิปัสสนาส่วนใหญ่นั้น ต้องตกอยู่ในสภาพที่ปฏิบัติอย่างทุลักทุเล ลุ่มๆดอนๆ ขึ้นๆลงๆ หลงทางกันไป เดินทางผิดก็มาก ท้อแท้หมดกำลังใจ เสียเวลาไปกับการคลำทางที่ไม่รู้ว่าจะใช่ทางที่แท้หรือเปล่า มีเพียงคำให้กำลังใจจากเจ้าสำนักปลอบประโลมให้สู้ต่อไป หลายคนก็ตายไปเสียก่อนที่จะได้พบพระนิพพานในชาตินี้ หลายคนก็เปลี่ยนสำนักเป็นว่าเล่นเพราะที่สุดแล้วพอปฏิบัติไปก็เจอทางตันทั้งนั้น

บางครั้งผู้ปฏิบัติเกิดสภาวะธรรมอันเดียวกันนี่แหละ แต่แก้กรรมฐานต่างกันไป แล้วแต่สำนักใครสำนักมัน ทำให้เกิดความสับสนมึนงงเป็นอย่างยิ่ง ไม่รู้ว่าใครผิดใครถูก เถียงก็เถียงไม่ได้เพราะผู้ปฏิบัติเองก็ไม่รู้ความเป็นจริงแห่งพระนิพพานเหมือนกัน

ในความเป็นจริงแล้ว ระบบการปฏิบัติวิปัสสนาที่สอนๆกันอยู่ก็คือกับดักขนาดใหญ่ที่พาคนไปหลงทางจำนวนมาก จนหาทางออกให้กับตัวเองไม่ได้ หรือแม้แต่อาจารย์เจ้าสำนักเองก็ไม่รู้ว่าจบจริงหรือเปล่า นิพพานจึงกลายเป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องเฉพาะตัว ผู้ปฏิบัติจึงได้แต่อาศัยปิติสุขจากผลของสมาธิหล่อเลี้ยงตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าจนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง

พระพุทธเจ้าท่านทรงลงมาสั่งสอนเวไนยสัตว์ สรุปธรรมให้ออกจากทุกข์ ซึ่งการบำเพ็ญบารมีของพระองค์ท่านอย่างยาวนานนั้น ท่านไม่ได้ชี้ให้เราดำเนินตามความยากลำบากที่ท่านผ่านมาทั้งหมดแต่อย่างใด บารมีที่พระองค์ท่านมีนั้นมาเพื่อจบให้กับสรรพสัตว์ โดยไม่ต้องเหนื่อยยาก คลำหาทางด้วยตัวเอง หรือบำเพ็ญเพียรอย่างเอาเป็นเอาตายแบบที่สอนๆ ที่ทำๆกันอยู่ทุกวันนี้

ระบบวิปัสสนากรรมฐานที่สอนกันอยู่ทั้งหมดเป็นขั้นตอนและวิธีการ ที่ถูกแต่งเติม เสริมเข้ามาภายหลังทั้งนั้น มันจึงมีหลายสำนัก หลายวิธีการ หลายขั้นตอน มั่วกันไปหมด ตัวคนสอนก็ยังไม่จบจริง บางคนไปทรงอยู่ที่ขันธ์เดียวก็นึกว่าตัวเองนิพพานแล้วก็มี ไปรู้ตัวอีกทีโน่นเปลี่ยนภพภูมิใช้กรรมไปเรียบร้อยแล้ว

การฟังสัจธรรมแท้ๆแล้วบรรลุตามแบบในครั้งพุทธกาลจึงถูกทำให้เป็นเรื่องเล่าขานในตำนานเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นจริง โดยหารู้ไม่ว่าไอ้ที่ทำๆกันอยู่น่ะมันไม่ตรงต่อสัจธรรมยังไงเล่า มันเลยไม่จบ มันเลยไม่บรรลุ ยิ่งศึกษา ยิ่งปฏิบัติมากเท่าไหร่ก็วนอยู่อย่างนั้น สับสนอยู่อย่างนั้น ต้องศึกษาเพิ่มพูนไปเรื่อยๆ ได้ของใหม่ก็สับสนกับของเก่า ต้องวนเวียนศึกษาทบทวนตัวเองตลอด แล้วมันจะว่างได้ยังไง ซึ่งถ้าหากเจอสัจธรรมแท้ๆเมื่อไหร่ การฟังธรรมแล้วบรรลุตามก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ฟังแล้วจบ ฟังแล้วดับตามได้จริง

การปฏิบัติจึงไม่ใช่อะไรเลยนอกจากอุปาทานบนมายาแห่งวิธีการ ไม่ต่างจากมายาบัญญัติอันซับซ้อนที่ถูกใช้สอนในขั้นตอนการฝึก ซึ่งทำให้ผู้ปฏิบัติมัวแต่สาละวนอยู่กับความกังวลว่า จะปฏิบัติถูกไหม มีอะไรผิดหรือเปล่า เข้าใจถูกหรือยัง ทำไมอาจารย์ท่านนี้สอนแบบนี้ ท่านนั้นสอนอีกอย่างหนึ่ง เรียนเท่าไหร่ก็ไม่พอ รู้เท่าไหร่ก็ไม่มั่นใจเสียที ไม่รู้จุดจบจนต้องยึดเหนี่ยววิธีการเอาไว้อย่างเหนียวแน่น และเพราะด้วยขั้นตอนพะรุงพะรังทั้งหมดที่ว่ามานั่นแหละทำให้ผู้ปฏิบัติเข้าไปวนเวียนในขันธ์ต่อภพต่อชาติอยู่ภายในแบบไม่รู้ตัว

สุดท้ายพอไปติดอยู่กับวิธีการมากๆเข้า ก็จบไม่เป็นครับ เพราะการปฏิบัตินั้นสอนให้เริ่มต้น สอนให้เป็นนักเรียน สอนให้ศึกษาดำเนินตามไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้สอนให้ใครจบครับ ก็เลยปฏิบัติเพลินไปเรื่อย คิดฝังหัวเสมอว่าตัวเองยังห่างไกลนิพพานเหลือเกินต้องสั่งสมๆๆบุญ(หรือกรรมนั่นแหละ) พอมีใครมาบอกว่ามันนิพพานอยู่แล้ว ไม่ต้องเข้าไปทำ ก็ไม่เชื่อ ก็กลับไปสั่งสมๆๆไปเรื่อย กลัวบุญจะส่งไม่ถึงนิพพาน หารู้ไม่ว่านิพพานนั้นบุญก็ไม่เกี่ยวครับ (บุญก็ยังเป็นธรรมคู่ อันเป็นเนื้อหาของสังสารวัฏอยู่)  แม้แต่บุญก็เอาไปด้วยไม่ได้ เพราะเนื้อหานิพพานก็คือว่างอยู่แล้วนั่นเอง

No comments:

Post a Comment