Monday, February 11, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#8

ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไร

  • จะไม่เป็นเหตุให้มีผลสืบเนื่องให้เกิด   อาการซึม,  ลังเล , สงสัยตามมา
  • ไม่มีเนื้อหาของการอิง, อิน(in), แอบ, อาศัย, อยู่ กับอะไร เรียกว่าเป็นอยู่แบบไม่ต้อง...,  นอกเหนือ,  ยิ่งกว่า,  พ้น,  ไม่ติด, อิสระ
  • ตรงกับ ว่าง...อยู่แล้ว,  ไม่...อยู่แล้ว
  • ไม่ใช่การคอยตื่น เพราะตัว คอย นั่นแหละคือตัว สมุทัยไปซะเองเลย  ทั้งไม่ใช่เกิดจากการกระตุ้น เพราะการกระตุ้นก็เนื่องด้วยแรงยึด-แรงอยาก
  • การคอยอยู่ก็มีเนื้อหาเดียวกับการแช่ไม่ว่ากิเลสหรือธรรมะหรืออยู่กับสภาวะอะไร แม้แต่ ว่าง  เนื้อหาของการ คอย, เฝ้า, แช่นั้นเหมือนกันคือการจะเอานั่นเอง การแช่ก็หมายถึงการหมักการดองนั่นเอง  ท่านจึงเรียกว่า อาสวะ หรือ อนุสัย
  • แช่รู้  แช่ดู แช่เห็น  แช่รู้สึกตัว นั้นดูดี แต่ก็แค่ดูดี เอาเข้าจริงก็ไม่ดีจริงเพราะมันเป็นทั้งผลและเหตุของโมหะ ตัณหา อุปาทาน คุ้นเคยจนกลายเป็นอนุสัย หมักดองเป็นอาสวะ คือกัน  คือเป็นทายาทของโมหะ-ตันหาอุปาทาน

        ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไรนี้  ไม่มีเนื้อหาที่จะก่อเกิดเป็นพันธะ, ภาระ  หรืองานทางจิตใจ ไม่ก่อเกิดความ ผูกพัน  พัวพัน  ร้อยรัด เป็นสังโยชน์  คล้ายห่วงโซ่คล้องให้ติด ขัด ข้อง คาในเบญจขันธ์สืบไปเรียกว่า “ตื่นออกจากเบญจขันธ์”

   สิ่งที่เราต้อง ตระหนัก เสมอในการถ่ายทอดที่ต้องใช้สื่อหรือภาษาว่า
       1. “สื่อ” หรือ “ภาษา” มีขีดจำกัดในการใช้อธิบายสภาวะด้วยตัวมันเอง
       2. ผู้ใช้สื่อหรือภาษาที่ไม่แยบคาย  ลึกซึ้ง  ละเอียดอ่อนรอบคอบ, รอบรู้,ระมัดระวัง
           เพียงพอในการใช้  รวมทั้ง
       3. ผู้รับก็ไม่แยบคาย  ลึกซึ้ง  ละเอียดอ่อน  มักจะเข้าใจหรือ ตีความตามความคุ้นเคยหรือ

ประสบการณ์ของตนเอง บวกกับ ความอยากพ้นทุกข์ อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น   อยากมี และ ความไม่รู้เรื่องจะก่อให้เกิด

       - การชี้นำไปสู่การค้นหา แสวงหา รอคอย ปรุง แต่ง สร้าง ทำ ฯลฯ
       - ทุกข์ยากลำบากในการเข้าถึงสัจธรรมและอาจกลายเป็นสิ่งกีดขวางหรืออุปสรรคของความพ้นทุกข์ไปซะเอง  แทนที่จะเป็นเรื่องเรียบง่าย ไร้เงื่อนไข  ไร้ขั้นตอน  กลับยุ่งยาก  เป็นขั้น เป็นตอน เป็นเงื่อน เป็นปมให้ต้องสะดุดไปเสีย
       - การ “ปฏิบัติ” ที่ขัดแย้งต่อความเป็นจริง ผลก็คือ
           * ทุกข์กับการปฏิบัติธรรมะไม่ว่าจะรูปแบบใด
           * เจริญเหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย) ควบคู่ ติดตามไปตลอดสายของการปฏิบัติโดยไม่รู้ตัว

ยกตัวอย่าง ภาษา ที่ใช้แล้วก่อให้เกิดความเข้าใจผิด – กระทำผิดไปด้วย เช่น
ปฏิบัติ มิได้หมายถึง ทำ หรือ สร้าง หรือ ปรุงสภาวะใหม่ๆ ขึ้น
ธรรมะ มิได้หมายถึง ความดีรูปแบบต่าง ๆ สติ – ศีล – สมาธิ – ฌาน – ญาณ – ปัญญา แต่เนื้อหาจริง ๆ หมายถึง สัจจะ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)ของทุกสรรพสิ่ง

       ชำระ  ขัดเกลา  สำรอก  ละ  ปล่อยวาง  ปหาน  กำจัด  คำเหล่านี้ มักชี้นำไปสู่เจตนากรรมหรือกิริยาหรือ การกระทำ ถ้าทำในอย่างที่เข้าใจแล้วจะไปขัดแย้งกับความเป็นจริงทันที เนื้อหาที่แท้ของคำเหล่านี้คือ ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย  ไม่เพลิดเพลิน  ไหลตาม ทำตามและไม่ทำการฝืน  กดข่ม ควบคุม บังคม  ไม่ให้ความสนใจ  เป็นความตื่นพร้อม ตื่นโพล่ง ตื่นจ้า! “ตื่นแบบไม่อะไรกับอะไร”ขันธ์ก็จะผ่านไปของมันไปกันเอง เรียกว่าไม่หลงสร้างเหตุใหม่ และไม่หลงตอกย้ำของเก่า  นี้คือ ไม่ทำ – ยุติทำ – ยุติกรรม – ยุติกิจ... จบจิต!

No comments:

Post a Comment