Friday, February 8, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ตอนที่ 8: การตีความอริยสัจสี่และอริยมรรคมีองค์แปดที่ผิดพลาด

อริยสัจสี่ แปลแบบทื่อๆ หมายความว่า ความจริงแท้แห่งอริยะ 4 ประการ (มาจากคำว่า อริยะ+สัจจะ)
อริยสัจสี่แบบที่เรารู้จักกันทั่วไปก็คือ

ทุกข์
สมุทัย หรือเหตุแห่งความทุกข์
นิโรธ หรือความดับแห่งทุกข์ หรือที่เรียกกันว่านิพพาน
มรรค หรือทางดำเนินไปสู่ความพ้นทุกข์

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมไม่เรียง ตามแบบที่ระบบวิปัสสนาปฏิบัติต่อๆกันมาคือ

ทุกข์
สมุทัย
มรรค
นิโรธ

ในระบบวิปัสสนานั้นจะต้องเดินหรือเจริญมรรคก่อนแล้วค่อยถึงนิโรธ พูดง่ายๆว่าต้องทำก่อนนั่นแหละถึงนิพพาน ซึ่งแนวทางปฏิบัติของวิปัสสนานั้นมันผิดลำดับที่บันทึกเอาไว้ในพระไตรปิฏกอย่างแรงครับ แล้วก็ไม่มีใครสังเกตความผิดปกติตรงนี้ด้วย

อริยสัจสี่ที่ไล่เรียงตามแบบที่เรารู้จักจากพระไตรปิฏกนั้นถูกต้องแล้ว ครับ แต่ระบบวิปัสสนาดันไปตีความเข้าข้างตัวเอง(ก็คือมีตัวเข้าไปทำ) มันก็เลยสับสน แล้วก็มั่วไปปฏิบัติแบบที่เห็นกันนั่นแหละ

อริยสัจสี่ที่แท้จริงนั้นเป็นแบบนี้ครับ

ทุกข์ ได้แก่ กิเลส ตัณหา อุปาทาน ซึ่ง ก่อให้เกิดกรรม สืบเนื่องวงจรแห่งกรรม สร้างความเห็น ความหมาย ความยึดติด ก่อให้เกิดเวทนา และวงจรของการดิ้นรนหนีทุกข์ ซึ่งก็เป็นทุกข์ต่อไปไม่จบสิ้น

สมุทัย คือเหตุแห่งทุกข์ นั่นก็คือการหลงรู้ หรือหลงโดยมีอัตตาเข้าไปรู้ ไปเข้าใจว่าสิ่งต่างๆที่รับรู้นั้นมีความหมายอย่างนั้นอย่างนี้ พอมีความหมาย ก็เกิดการยึดติด การผลักไส การดิ้นหนี ดิ้นสู้ ดิ้นรนแสวงหา จนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

นิโรธ คือความดับแห่งทุกข์ ก็คือ การไม่ต้องไม่ตั้ง เอากับธาตุหนึ่ง ขันธ์ใด หรือสภาวะใดๆที่เกิดดับเป็นอนิจจังอยู่แล้ว เป็นการปลงรู้ หรือปลงเจตนากรรมในการตั้งเอา ต้องเอาให้หมดไป ซึ่งมันก็คือการดับสมุทัยโดยตรง ดับสมุทัยได้เมื่อไหร่ก็นิโรธทันที

มรรค หรือ อริยมรรคมีองค์แปด เป็นแนวทางแห่งอริยะที่เกิดขึ้นเอง เป็นไปเอง เมื่อปลงรู้ หรือปลงเจตนากรรมลง เมื่อปลงเจตนากรรมได้ก็นิโรธ (เพราะไม่มีกรรมสืบเนื่องต่อไป) พอนิโรธ อุปาทานความยึดมั่นในขันธ์มันก็คลายตัวมันเองออก กิเลส ตัณหา มันก็ดับไปพร้อมกันทันที มันก็จะเป็นวิถีทางที่ไม่เบียดเบียนโลกไปเอง เป็นสัมมาทิฏฐิไปเอง เลิกสร้างเหตุไปเอง เลิกสนองกิเลสตัวเองไปเอง เป็นศีลบริสุทธิ์ไปเอง เพราะไร้เจตนาแม้แต่ขณะจิตเดียวที่จะก่ออกุศลหรือกุศลกรรมใดๆอีก เป็นสมาธิไปเองเพราะไม่เกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งกับสภาพอนิจจังทั้งหลาย เป็นสติเป็นไปเอง เพราะไม่จมแช่กับสภาวะหรืออารมณ์หนึ่งอารมณ์ใด ลุล่วงตลอด ดำริชอบ ประกอบอาชีพชอบไปเอง เพราะไม่มีตัวตนเข้าไปเบียดเบียน มันจึงพอดีกับธาตุขันธ์จริงๆ เป็นปัญญาไปเอง ซึ่งก็คือปัญญาตรัสรู้อันเกิดจากนิพพานนั่นแหละ เรียกง่ายๆว่าอริยมรรคนั้น "ต้องเป็นไปเอง" เท่านั้น ไม่ใช่ไปเจริญหรือดำเนินหรือทำเอาแบบที่มั่วทำกันอยู่ในการสอนกรรมฐาน

สิ่งที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านสอนย้ำเสมอๆว่า เมื่อไหร่ที่เราสว่างแล้ว มันก็จะเกื้อกูลโลก เกื้อกูลสังสารวัฏไปเอง ส่วนนี้ท่านหมายถึงมรรคนี่แหละครับ คนที่ยังวนเวียนเป็นวัฏฏะอยู่ ยังไม่นิโรธ มันก็ยังเป็นเนื้อหาการใช้กรรมอยู่ตลอด เพราะมีตัวเข้าไปทำ และมีตัวเข้าไปรับวิบาก มันไม่ใช่เนื้อหาการเกื้อกูลสงเคราะห์โลกที่แท้จริง

เนื้อหาในส่วนของมรรคที่หลวงพ่อสอนนั้นก็คือ ไม่ว่าจะสภาวะแบบไหนอย่างไรก็ไม่อะไรกับอะไรไปตลอดนั่นแหละ พอไม่อะไรกับอะไร มันก็ไม่ยึดติด ไม่เข้าไปมีความเห็นความหมายกับอะไร ไม่มีตัวเราเข้าไปรู้ ไปคิด ไปจำ พอไม่ติดขัดข้องคากับอะไร มันก็บรรลุ ลุล่วงตลอด จากที่สว่างจากผลของนิโรธ มันก็จะเริ่มเรียบ และไร้ไปเอง นี่คืออริยมรรคครับ ไม่ใช่การมีตัวตนเข้าไปเป็นคนทำหรือเจริญแบบที่มั่วทำๆกันมา สิ่งเหล่านี้จะเป็นไปเองเมื่อคลายจากอุปาทานในขันธ์แล้วเท่านั้น

การไปเจริญอริยมรรคแบบจงใจทำนั้น ไม่ได้ทำให้ใครเป็นอริยะครับ หากยังไม่ดับเหตุหรือสมุทัย สองข้อที่เหลือคือนิโรธกับมรรคก็ไม่เกิด ต่อให้ไปเลียนแบบให้ตายก็ยังเป็นปุถุชนอยู่ดี

ทีนี้โดยพฤตินัย ระบบวิปัสสนากรรมฐานนั้น เอามรรคขึ้นก่อนนิโรธ มันก็เป็นไปตามธรรมชาติของความเป็นสัตว์ ที่ก่อนจะไปสู่จุดหมายบางอย่างได้มันก็ต้องลงมือทำก่อน ต้องเดินทางก่อน ต้องฝึกฝนก่อน มีการดำเนิน และมีตอนจบ ซึ่งการเรียงลำดับอริยสัจสี่ในพระไตรปิฏกที่ขัดแย้งกับแนวทางปฏิบัติ วิปัสสนานี่แหละที่ทำให้ผมติดใจมาตลอดว่าทำไม ในเมื่อต้องปฏิบัติแล้วถึงไม่แก้เอามรรคขึ้นก่อนนิโรธให้รู้แล้วรู้รอด มันจะได้เป็นมรรค-ผล-นิพพานแบบที่สอนกันทุกสำนักนั่นแหละ

ซึ่งไอ้วลี "มรรค-ผล-นิพพาน" นี่เองที่สื่อนัยว่า นิพพานต้องทำเอาเท่านั้น คนส่วนใหญ่จึงปฏิฆะคำสอนของหลวงพ่อฯในครั้งแรกที่ได้ฟัง

ด้วยเหตุที่เข้าใจอริยสัจสี่ผิดเช่นนี้เอง ทำให้การที่จะไปถึงพระนิพพานจึงเป็นเรื่องยากเย็น สับสน ชวนงงมากๆ เพราะเอาอริยสัจของพระพุทธเจ้ามาเรียงลำดับใหม่ให้เข้ากับนิสัยแบบสัตว์ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งเพิ่มอัตตา ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งห่างนิพพานเข้าไปทุกที เพราะการไปเจริญมรรคของปุถุชนนั้นคือทำแยกเป็นข้อๆ ข้อไหนทำได้ก็ทำ ข้อไหนทำไม่ได้ก็เอาไว้ก่อน มั่วกันได้หลายแบบจนงงไปหมด แต่อริยมรรคจริงๆเวลาเกิดขึ้น มันจะเกิดขึ้นพร้อมๆกันทั้งหมดแปดข้อในขณะเดียวกัน โดยไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องดำเนิน ไม่ต้องเจริญ เกิดเอง เป็นเองแบบครบองค์โดยไม่มีตัวตนเข้ายุ่งเกี่ยวแม้แต่นิดเดียว ก็ไร้ขณะจิตเมื่อไหร่นั่นแหละ อริยมรรคมีองค์แปดสมบูรณ์ไปเอง ไปทำเอาไม่ได้

เอาแค่ผิดไตรลักษณ์ก็แย่แล้ว แต่นี่ระบบวิปัสสนากรรมฐานยังเรียงลำดับ ตีความและเข้าใจอริยสัจสี่ ตลอดจนอริยมรรคมีองค์แปดผิดไปจากความเป็นจริงอีก

ทีนี้ลองนึกเอาเองก็แล้วกันว่ามันจะพาผู้ปฏิบัติไปไหน?

No comments:

Post a Comment