Friday, February 8, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ตอนที่ 7: ไม่ใช่ตรงที่รู้ (ความจริงของรู้)

ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงอีกข้อหนึ่งของวิปัสสนากรรมฐานที่สอนกันอยู่ในปัจจุบันก็คือ สอนเรื่องให้มีสติระลึกรู้

ทุกสำนัก ทุกที่เน้นไปที่การมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม สอนให้ปฏิบัติกับตัวรู้ทั้งนั้น ซึ่งมันผิดครับ!!

พอเน้นสอนตรงที่รู้ มันเลยกลายเป็นการเข้าไปสร้างความรู้สึกตัวขึ้นมา รู้สึกตรงนั้น รู้สึกตรงนี้ รู้จิตเกิดดับ รู้ไปทั่ว โดยเป็นการรู้ที่จงใจรู้ แม้กระทั่งการรู้ด้วยจิตเป็นกลางหรือรู้แล้วละหรือรู้ซื่อๆก็ยังเป็นการรู้ โดยจงใจ รู้โดยการเข้าไปมีเจตนาในการรู้ ซึ่งนี่แหละคือกรรมซ้อนธรรม เป็นมโนกรรมซ้อนธาตุขันธ์ ซ้อนสภาวะธรรมต่างๆไปเรื่อย

การจัดตั้งคอร์สปฏิบัติขึ้นมา แล้วมีการสอน มีการฝึกฝนปฏิบัตินี่เอง ทำให้ทุกๆคนที่เข้าไปปฏิบัติ ถูกจูงให้ต้อง "ทำ" หรือ "สร้าง" สติขึ้นมาด้วยความจงใจที่จะเข้าไปรู้ ไปแทรกแซงสภาวะธรรม ที่มันเกิดและดับอยู่แล้วเป็นปกติธรรมดาตามกฎข้ออนิจจัง เสร็จแล้วก็คิดว่ามันถูกต้อง (ทั้งคนสอนและคนเรียนนั่นแหละ)

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดจากการที่ไม่มีใครรู้จริงว่า ความแตกต่างระหว่าง "รู้โดยธรรม" และ "รู้โดยเจตนา" นั้นแตกต่างกันอย่างไร ไม่มีใครรู้ว่ามีตรงนี้เพราะโดยความเป็นปุถุชนนั้น การรู้ทั้งสองแบบมันปนกันมั่วจนแยกแยะไม่ออก พอแยกแยะไม่ออก ทุกคนก็เลยนึกว่าการ "รู้" นั้นมีเพียงเจตนารู้เพียงอย่างเดียวตามธรรมชาติของความเป็นสัตว์ อีกทั้งยังไม่รู้ว่าหากปลง "รู้แบบเจตนารู้" แล้วก็ยังมีการ "รู้โดยธรรม" รองรับอยู่(นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อบอกนั่นแหละว่านิพพานรองรับสังสารวัฏอยู่ แล้ว) ซึ่งเป็นคุณสมบัติของที่มีอยู่โดยธรรมชาติของธาตุขันธ์อยู่แล้ว ซึ่ง "รู้โดยธรรม" นี่แหละที่มันไร้ขณะจิต ไร้เจตนากรรม คือรู้แล้วดับ รู้แล้วไม่ต่อ รู้แล้วไม่แส่ไปข้างหน้า รู้แบบไม่มีความหมายอะไรกับสิ่งที่ถูกรู้ รู้บ้างไม่รู้บ้างก็เป็นไปตามธรรมชาติของมัน โดยไม่มีการดัดจริตรู้ รู้แบบนี้แหละที่ไม่เป็นกรรมซ้อนธรรม รู้แล้วดับๆๆของมันเองไม่มีใครไปบังคับ และมันไม่เชื่อมโยงไปกระตุ้นการทำงานของ สังขาร สัญญา และเวทนาขันธ์ให้เกิดการคิด การวิเคราะห์วิจัยวิจารณ์ หรือจดจำอีกต่อไป นี่คือสติอริยะ ซึ่งผู้ที่ปลงรู้ได้นั้น จะรู้บ้างไม่รู้บ้าง รู้ก็ไม่เอาปล่อยผ่าน รู้ขึ้นมาแต่ไม่คิดต่อ รู้แล้วไม่จำ เพราะมันดับทันที หากไม่มีเจตนาที่จะจำจริงๆ มันก็จะไม่จำให้ปวดหัว ผลก็คือ มันเบาสบายและเป็นปัจจุบันไปเองโดยอัตโนมัติแบบที่ไม่ต้องไปพยายามอยู่กับ ปัจจุบัน คอยอยู่กับปัจจุบัน จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ดูอาการที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบันแบบที่ฝึกๆกัน...ซึ่งมันผิดหมด

และไอ้ที่ "รู้โดยเจตนา" นี่แหละ เมื่อ "รู้" ขึ้นมาเมื่อไหร่ แม้ขณะจิตเดียว มันก็จะไปดึงเอาสัญญาขันธ์ เอาสังขารขันธ์ ขึ้นมาแจมทำงานเชื่อมโยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปรียบเทียบ หาความเห็นความหมาย วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ จนก่อให้เกิดเวทนา เกิดวัฏฏะวนอยู่ภายใน แล้วเราก็เอาสติแบบมีเจตนาเข้าไปรู้ไปดูมันซ้ำอีกที แล้วก็วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ ซ้ำสองลงไปอีก ซึ่งยิ่งฝึกมากก็ยิ่งวนมาก เป็นวัฏฏะมาก แบบนี้เรียก “สติปุถุชน” ไม่ฝึกก็ไม่มี หยุดฝึกก็ฟุ้ง ก็รั่วไปเรื่อย ไม่เชื่อลองไปสังเกตดูก็ได้ เวลาปฏิบัติกรรมฐานน่ะ มันตึงๆ แน่นๆ ไปหมด พอเลิกปฏิบัติถึงได้คลายสบาย แล้วคนส่วนใหญ่ก็ไปติดว่าปฏิบัติแล้วดี โดยมองข้ามไปว่าไอ้ตอนปฏิบัติน่ะเหมือนคือการทรมานตนเองดีๆนี่เอง ทุกข์ฉิบหาย พอเลิกถึงได้สบาย ก็เลยไปติดสบายตอนเลิกนั่นแหละ มันก็เลยไปติด ไปหลุดอยู่ตลอด สงสัยเป็นพวกซาดิสม์

หรืออย่างบางค่ายบางสำนักที่สอนให้รู้แล้วละ รู้แล้วทิ้ง รู้ซื่อๆ มันก็ยังไปมีเจตนารู้อยู่อีกนั่นแหละ คือมัวแต่เข้าไปติด แล้วก็ละให้หลุดออกมาอย่างรวดเร็ว ก็ยังถือว่าเป็นการฝึกรู้โดยเจตนาอยู่เหมือนกัน เป็นรู้แบบปุถุชนที่ฉลาดขึ้นมาหน่อยตรงที่เจตนาอาจจะบางกว่า แต่ยังไงเสีย มันก็มีเจตนากรรมเหมือนกันนั่นแหละ การสอนให้รู้ซื่อๆ นั่นก็คือการบอกให้เข้าไปทำแล้วครับ คือเข้าไปบอกให้ทำเป็นรู้ซื่อๆไงเล่า แค่นี้ก็เป็นความพยายามดัดจริตที่จะเข้าไปรู้ซื่อๆแล้วครับ

สรุปสั้นๆคือ ถ้าเข้าไปสอน มันก็ผิดแล้ว เพราะเมื่อเข้าไปสอนปฏิบัตินั่นก็แสดงว่า มีการตั้งเจตนาเอาว่า คนที่เข้ามาปฏิบัติจะต้องทำ ต้องปฏิบัติแล้ว ไม่ว่าคนสอน คนเรียน มันก็จะตั้งใจไปในทางเดียวกันคือ ฉันเข้ามาคอร์สแล้วฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ต้องปฏิบัติ แค่นี้ก็ผิดธรรมตั้งแต่ยังไม่เริ่มปฏิบัติด้วยซ้ำ

นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อฯ สอนย้ำเสมอว่า ไม่ใช่ตรงที่รู้(แบบมีเจตนา) แต่ให้ปลงรู้(แบบมีเจตนา) มันก็จะนิโรธ(ไร้ขณะจิตของการรู้แบบมีเจตนา) ซึ่งก็คือนิพพานไปเอง

นี่แหละครับ "เนื้อหาเดิมแท้" ที่สรรพสัตว์ทุกตัวตนมีอยู่แล้ว...อยู่แล้ว และเป็นคำอธิบายว่า ทำไมหลวงพ่อถึงได้พร่ำบอกว่า มันนิพพานอยู่แล้วนั่นเอง

กระจ่างหรือยังทีนี้!!

No comments:

Post a Comment