Wednesday, February 20, 2013

ธรรมะ 7 กันยายน 2553

ตรงที่ลูกคอยอยู่นี่มันใช้ไม่ได้นะ  ที่มันคอยอยู่ซ้อนลงไปนี่ ที่มันคอยอยู่กับความรู้สึกอยู่กับรู้กับเห็น
อยู่กับความรู้สึกอยู่กับอารมณ์นี่  อยู่กับการดูเนี่ย อยู่กับความเป็นปกติของชีวิตนี่ อันนี้มันไม่ใช่นะลูก
มันยังเป็นวิถีกรรมปกติ ปกติของวิถีกรรม ของสรรพสัตว์ทั้งหลายลูก  มันไม่ใช่ตรงที่ปกติของการเป็นอยู่มัน...ไม่ใช่  บางทีลูกอยู่กับรู้ อยู่กับเห็นมันไม่ใช่  อยู่กับความรู้สึก..ก็ไม่ใช่  ลูกก็คลายเป็นเรียกว่า
ทิ้ง...ทิ้งเป็นทิ้งสิ่งนี้เป็น  คลาย...ไม่ซ้อนรู้ ไม่ซ้อนเห็นเป็น  ไม่ซ้อนลงไปในความรู้สึกเป็น  ลูกก็ทิ้งเป็น
มันไม่ใช่ตรงคอยอยู่ มันไม่ใช่ตรงการเป็นอยู่ลูก มันไม่ใช่ตรงคอยอยู่  มันคอยอยู่นี่มันคอยยึด ฉะนั้นโดยที่ไม่ตั้งไม่ต้องเนี่ย  ก็คือไม่ซ้อนลงไป ไม่ซ้อนลงไปในสภาพความรู้สึกรึจิตทั้งหมดของจิตลูกก็ไม่เป็น ทิ้งเป็น ไม่ใช่คอยอยู่กับจิตเป็น ไม่ใช่ตรงคอยอยู่กับจิตเป็น และต่อไปลูกก็เลิกตามรู้ ตามเห็น ความนึก ความคิด เลิกตามความรู้สึก เลิกตามอารมณ์  เลิกตามความเห็นความหมาย เลิกตามรูป เลิกตามเสียง เลิกตามกลิ่น เลิกตามรส เลิกตามในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เลิกตามโลก เลิกตามธรรม มันไม่มีอะไรตามอะไร ต่อไปมันก็เลิกตามไปเอง  บางทีลูกคอยอยู่กับมันนั่นแหล่ะ คอยอยู่กับรู้ คอยอยู่กับเห็น คอยอยู่กับจิต คอยอยู่กับดู...เห็น...คอยอยู่ลงไปกับการเป็นการอยู่ ในสภาพชีวิตประจำวันทั้งหมด อันเนี๊ยะคือเลิก ที่มันไหลตาม ตาม ตาม ตาม ตาม มันไม่ใช่ตรงคอยอยู่ ไม่อยู่แล้วเนี่ย เรียกว่ามันคลายออกลูก คลาย...ออกจากตัวมันเอง...คลายออกจากตัวมันเอง คลาย...ลูก...ตัวมันเองในสิ่งไหน ตัวมันเองในรู้เหรอ  ลูกก็คลายออกจากรู้  เอาเป็นว่า ไม่ใช่ตรงคอยอยู่ซ้อนลงไปก็แล้วกัน กับการเป็นอยู่ที่มันอยู่แล้วของธาตุทั้งหลาย  ต่อไปลูกก็ไม่ใช่แล้ว  ตรงกายก็ไม่ใช่ ตรงจิตก็ไม่ใช่ ตรงสรรพสิ่ง สรรพธาตุทั้งหลายก็ไม่ใช่ มันก็ไม่ใช่  เขาเรียกว่า  ไม่อยู่ตรงกรรม ไม่อยู่ตรงวิบากไว้ ไม่อยู่ตรงอนุสัย ไม่อยู่ตรงจริต

ฉะนั้นลูกก็จะทิ้ง ทิ้งทุกความรู้สึก ทิ้งทุกอารมณ์  ทิ้งทุกสภาพรู้ สภาพดู ลูกก็ทิ้ง  ทิ้งตัวดูเอง ทิ้งตัวรู้เอง
ไม่เน้นรู้  ไม่เน้นดู เรียกว่าทิ้ง  ไม่เน้น...ไม่เน้นซ้อนลงไป  เรียกว่าทิ้ง ทิ้งตัวมันเอง  และต่อไปมันก็จะไม่มี
สภาพที่อะไรตามอะไร  มันจะไม่มีลูก อะไรตามอะไร..อะไร  มันจะไม่มี ตามรู้ตามเห็นตามนึกตามคิด  มันจะไม่ตาม มันจะนอกเหนือไปเอง มันจะทิ้ง ลูกก็จะเลิกเหนื่อย เลิกเมื่อย เลิกอ่อนล้า  เลิกเวทนา เลิกผัสสะ เลิกกระทบ  เลิกกระเทือน พอไม่ตามเลิกตามรู้ ไม่ตามเห็น มันก็เรียกว่าไม่ตามผัสสะ ไม่ตามตัวกระทบ เลิกตามรู้เลิกตามเห็น เลิกตามความรู้สึก เลิกตามความนึกความคิด ลูกก็เลิกเหนื่อย เลิกเมื่อย เลิกเหนื่อย เลิกทุกข์  เลิกทุกข์...เลิกทุกข์  เลิกกระทบกระเทือน  เลิกผัสสะ เลิกทั้งหมด  เลิกเป็นภพเป็นชาติในภายใน  ก็เลิกไปหมด

ฉะนั้นก็คือไม่เน้นเจริญมัน ไม่ต้องไปเน้นเจริญรู้  เจริญเห็น ไม่ต้องไปเน้นซ้อนลงไป  เรียกว่าไม่ต้องเอา  ปล่อย...ปล่อยเลยไม่ต้องเอา ไม่ต้องเน้น ไม่ต้องย้ำซ้อนลงไป  รู้เห็น รู้เห็น ดูรู้  ฉะนั้นโดยเนื้อหาของพุทธะ อรหันต์ ก็จะไม่เหมือนสรรพสัตว์โดยทั่วไป  ตรงที่ไม่ใช่ตัวคอยอยู่ คอยอยู่ซ้อนลงไป..ไม่ใช่  ไม่ใช่ตรงคอยอยู่ทางจิต เรียกว่าโดยเนื้อหาที่ว่างอยู่แล้ว  นิพพานอยู่แล้ว ไม่ใช่การคอยอยู่ ตามธาตุขันธ์ทั้งหลาย ซึ่งจะไปดูที่เปลือกภายนอกไม่ได้  ไปดูที่เปลือกไม่ได้ ไปดูที่เปลือกมันก็ติดหลายชั้น  ติดตัวดูของตัวเองด้วยแล้วไปติดรูปแบบอันเป็นปรากฏการณ์ทั้งหลาย ที่มันไม่ใช่เนื้อหาด้วย  ยิ่งกว่าสนุกอีก ถ้าลูกนอกเหนือรู้ของลูกเป็น นอกเหนือตัวดู..เห็นของลูกเป็น ยิ่งกว่าสนุกอีก ชอบสนุกใช่มั๊ย ชอบแบบมีรสชาติ ชอบแบบสนุก ๆ ไอ้นี่รู้มั๊ย มันยิ่งกว่ารสชาติ ยิ่งกว่าสนุกอีก
ทิ้งดูของลูกเป็น  ทิ้งรู้ของลูกเป็น ยิ่งกว่าสนุกอีก สนุกนี่ก็คิดว่าสนุกแล้วนะ แต่ยิ่งกว่าสนุกอีกคือมันยิ่งกว่าทุกข์ไง  ยิ่งกว่าความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ยิ่งกว่าความอ่อนล้าทางจิต ยิ่งกว่าทุกขเวทนาทุกรูปแบบ
มันไม่ต้องรำคาญ มันไม่ต้องระคายเคือง อ่อนล้าทางจิต  มันไม่ต้องรำคาญ ไม่ต้องระคายเคือง

ดังนั้นต้องผ่อนให้เป็น ไม่ใช่ตรงที่ลูกคอยอยู่กับการรู้นั่นนะ  อยู่กับการดูการเห็น ลูกก็ไม่เน้นซ้อนรู้ของตัวเองเป็น ไม่เน้นซ้อนเห็นของตัวเองเป็นทั้งนั้นแหล่ะ ส่วนความรู้สึกอารมณ์นอกนั้นทั้งหลาย  เข้าไปเสวยในรู้...เข้าไปเสวย มันก็จะเลิกไปเองทั้งหมด  เอาเป็นว่าที่คอยรู้มันไม่ใช่ลูก  ไม่ใช่ตรงคอยอยู่กับกาย ไม่ใช่ตรง
อยู่กับจิตทุกอย่าง  ไอ้ที่คอยดูคอยเห็นมันก็ไม่ใช่  ไอ้ที่คอยรู้สึกอย่างนั้น รู้สึกอย่างนี้มันก็ไม่ใช่ ไอ้ที่คอยนึกคอยคิด คอยตีความไปมากมายมันก็ไม่ใช่ มันก็ยังเป็นวิถีวิบากในเบญจขันธ์อยู่ เขาเรียกกรรมซ้อนขันธ์ กรรมซ้อนขันธ์ กรรมซ้อนกาย กรรมซ้อนจิต กรรมซ้อนรู้ ซ้อนเห็น ซ้อนนึก ซ้อนคิด ซ้อนเวทนา ซ้อนสัญญา ฉะนั้นลูกก็แค่ไม่ต้องไปเน้นเจริญมัน  และไม่ต้องไปเน้นการคอยอยู่ คอยซ้อนลงไปอะไร คือไม่ต้อง ไม่ต้อง นั่นแหละ  ไม่ใช่การคอยอยู่ทางจิตทั้งหมด  เรา ก็ ไม่ ไม่ ไม่ ทิ้ง ทิ้ง ทิ้งและอันนี้ก็ไม่ต้องบอกใครหรอก ยิ่งกว่าปัจจัตตัง ไม่ใช่ปัจจัตตังรู้ได้เฉพาะตน ไม่ใช่ ยิ่งกว่าปัจจัตตัง นอกเหนือรู้เป็น นอกเหนือเห็นเป็น  ยิ่งกว่าปัจจัตตัง ไอ้ปัจจัตตัง ที่แปลกันว่ารู้ได้เฉพาะตน รู้ได้เฉพาะตน นั่นเหรอ ก็มาแปลกันเองไงลูก ว่ากันไปเอง  เนี่ยมันยิ่งกว่าปัจจัตตัง ยิ่งกว่ารู้ ยิ่งกว่ารู้เป็น ยิ่งกว่าเห็นเป็น ถ้าจะมาอยู่แค่รู้ได้เฉพาะตน ก็วนอยู่เหมือนเดิม วนกับตัวรู้เหมือนเดิม

ฉะนั้นทำไมถึงไม่ค่อยพาสวด ก็เพราะว่าไม่รู้ว่าใครแต่งบ้างบทสวดนี่  ตรงบ้างไม่ตรงบ้างอะไรนี่ มันไม่ใช่รู้ได้เฉพาะตน ไม่อยู่แค่รู้เฉพาะตน รู้ได้เฉพาะตนก่อน ก็วนกับตัวรู้เหมือนเดิม  เรียกว่าคลายรู้เอง นอกเหนือการรู้เป็น ไม่ซ้อนรู้เป็น “ไม่” เป็น แล้วไม่มีความหมายต่อแล้ว  มันไม่ต้องตีความต่อแล้ว  มันไม่ต้องหมายถึงอะไรต่อแล้ว ฉะนั้นการแสดงธรรมแห่งพุทธะและมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย  จะไม่ส่งเสริมตัวรู้นะลูกนะ  ของใคร...จะไม่ส่งเสริม

อวิชชาของใคร  จะไปส่งเสริมทิฏฐิของใครตัวเห็น ตัวความเห็น ตัวความหมาย แต่จะล้างทิฏฐิ ล้างอวิชชา  ล้างโมหะ ในญาณทัศนะในรู้ทั้งหลาย  ล้างโมหะในทิฏฐิความเห็น ตัวเห็น ไอ้ตัวซ้อนเห็นน่ะ เรียกว่าตัดเส้นทางแห่งกรรมวิบากในโมหะวิชา  ตัดเส้นทางแห่งกรรมวิบากในโมหะทิฏฐิตัดเส้นทางในโมหะในการรู้ ตัวหลงรู้นั่นแหล่ะ  ตัดเส้นทางโมหะ ทิฏฐิ ตัวเห็น ตัวเห็น ตัวเห็น ตัวดูตัวเห็น ตัวความคิดความเห็น ตัดทุกเส้นทางแห่งโมหะทิฏฐิและโมหะญาณทัศนะทั้งหลาย ไม่ใช่การบำเพ็ญ

ไอ้การบำเพ็ญมันจะเป็นหนทางขึ้นมา ตัดสั้นๆ หมดสั้นๆ ไม่ย้ำในนามธาตุที่มีอยู่แล้ว ไม่ย้ำในขันธ์ที่มีอยู่แล้ว  ไม่ส่งเสริม ไม่ส่งเสริมให้ทับซ้อนลงไปส่วนไหน เรียกว่าลูกทิ้งเป็น ทิ้งตัวมันเองเป็น  คลายตัว
มันเองเป็น  ฉะนั้นมันจะไม่มีมากลูก ตัดไปตามแง่ที่ปรากฏ สลายไปตามมุมที่ปรากฏ ก็สลายไปตามแง่ตามมุมที่ปรากฏเฉพาะหน้าเท่านั้น มุมไหนไม่มีก็ไม่ต้องไปสลายมันเพราะมันไม่มีอยู่แล้ว  มันไม่ปรากฏ  มีรู้ก็แค่ผ่อนจากรู้ ไม่ต้องไปคลายความคิด เพราะความคิดมันจะไม่มี มันมีรู้มีคิด ลูกผ่อนจากความคิด ผ่อนจากการต่อในความคิด

ส่วนไหนไม่มีก็ไม่ต้องไปขวนขวายเพื่อดับเพื่อละเพื่อจางอะไรไม่ต้อง แค่คลายจากตัวมันเองที่มันมีอยู่แค่นั้นแหล่ะ  ลูกก็จะได้ตรงต่อสัจธรรมด้วยแล้วก็โปรดสัตว์โลกเป็นด้วย พร้อมกันไป ทั้งศาสตร์แห่งความพ้นทุกข์และศาสตร์แห่งการโปรดสรรพสัตว์พร้อมกันไป ที่ให้ทุกวันนี้ให้พร้อมกันไปสองอย่าง ไม่ตามรู้ของใครลูกแต่หมายถึงคลายจากรู้ซะเอง ไม่ตามรู้ตามเห็นของตัวเอง ไม่ตามรู้ตามเห็นของใครแต่หมายถึงคลายรู้ซะเอง  จะได้เบาขึ้น ฉะนั้นลูกไม่ใช่ตรงที่รู้หรือไม่รู้นั่นแหล่ะ ไม่ใช่ตรงที่รู้หรือไม่รู้...ไม่ใช่ที่ลูกรู้อยู่หรือไม่รู้...ไม่ใช่ตรงที่รู้หรือไม่รู้นั่นแหล่ะ

ลูกจะได้หมดห่วง แล้วไม่มีต่อ...จบเลย แล้วมันจบเลยลูกไม่มีต่อ...จบเลย  นั่นแหล่ะนอกเหนือการคอยอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่ตรงคอยอยู่...คอยอยู่  เรียกว่าว่างอยู่แล้ว ว่างอยู่แล้ว ลูกก็ไม่ใช่ตรงที่รู้...ไม่รู้ ไม่ใช่ตรงที่คอยรู้ไม่รู้อะไรของลูกนั่นแหล่ะ  รู้ไม่รู้ไม่ต้องเอาลูก...ไม่ต้องเอาและเดี๋ยวมันจะยิ่งกว่าความเป็นคนเป็นสัตว์ไปทั้งหมดทิ้งความเป็นปุถุชนนั่นแหล่ะ  ทิ้งวิชชา ทิ้งอวิชชา มันไม่ใช่ตรงที่รู้หรือไม่รู้ของลูก แล้วมันจะทิ้งเหตุทั้งหมดแหล่ะ อวิชชา...อวิชชา..อวิชชา ทิ้งหมด ความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ปรุงแต่ง มันทิ้งไปหมดแหล่ะลูก เอ้า...โสโสโส  สิ่งไหนที่ไม่ตรงต่อสัจธรรมลูก ทุกสิ่งสิ่งทุกอย่างอโหสิ...

โยม : อโหสิ อโหสิ อโหสิ

หลวงพ่อ : โส โส .....

No comments:

Post a Comment