Tuesday, February 26, 2013

คุยข้างเดียว#6

นึกไปนึกมาก็ยังแปลกใจตัวเองอยู่จนทุกวันนี้...

หากใครที่รู้จักผมในอดีตสมัยยังเป็นเด็กนักเรียน ก็จะรู้ว่า ผมเกลียดวิชาภาษาไทย เกลียดวิชาพระพุทธศาสนา เกลียดวิชาประวัติศาสตร์ แถมด้วยวิชาเกษตร

มาวันนี้กลายเป็นนักเขียนสมัครเล่น(เกือบได้เป็นมืออาชีพ ถ้าไม่โดนหลวงพ่อเบรคเสียก่อน 555) และทำงานเผยแพร่สัจธรรมในเว็บนี้ ดีที่วิชาประวัติศาสตร์ไม่ได้ใช้ เพราะเกลียดจริงอะไรจริง เนื่องจากเป็นคนไม่จำรายละเอียด

เรียกว่าชอบที่จะเข้าใจแก่นของศาสตร์นั้นๆอย่างถึงกึ๋น มากกว่าที่จะจำรายละเอียดยิบย่อย เพราะเมื่อถึงแก่นจริงๆแล้วมันจะอธิบายพลิกแพลงยังไงก็ได้หมด

ในทางกลับกัน กับวิชาที่เคยชอบมากๆอย่างฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ ขนาดที่ว่าทำโจทย์โอลิมปิคทะลุทะลวงเป็นว่าเล่นก็เคยมาแล้ว มาวันนี้มันกลับกลายเป็นยาขมไปซะงั้น เรียกว่าถ้าลูกๆหลานๆเรียกให้ติว คงต้องเดินหนีสถานเดียว (เพราะจำอะไรไม่ได้เลย) หรือไม่ก็ต้องถามมันกลับว่าเรียนไปทำไม จบมาก็ใช้แค่บวก ลบ คูณ หาร (หรือไม่จริง?)

ที่เกริ่นๆมานี่อยากจะสื่อว่า เราเสียเวลาเรียนอะไรที่มันไม่จำเป็นกับชีวิตเยอะทีเดียว นี่แหละครับการศึกษาสมัยใหม่ เรียนไปก็มีแต่วน

เข้าเรื่องเลยดีกว่า อารัมภบทยืดยาว 555

ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ เจ้านโมจะเริ่มเข้าโรงเรียนแล้ว ผมคงมีเวลามากขึ้น คงจะต้องหาอะไรทำไปพลางๆ อาจจะเป็นงานประเภทแปลเอกสารหรืออะไรที่สามารถทำอยู่ที่บ้านได้และไม่เป็นภาระผูกพันมากนัก แล้วก็ยังมีเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเปิดโปงกลไกอันดำมืดของระบบทุนนิยมและเนื้อแท้แห่งหลักเศรษฐกิจพอเพียงที่ได้เริ่มไปแล้ว โดยผมเขียนเผยแพร่ในเว็บไซต์ให้อ่านกันฟรีๆก่อน ในชื่อ "ความลับในตู้ปลา" (เข้าไปอ่านได้ที่ http://capitalism-unfold.blogspot.com/ )

ผมอธิบายแนวเนื้อหาไม่ค่อยจะถูก เอาเป็นว่ามันเป็น insight ที่เกิดจากการเข้าใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงบนพื้นฐานของสัจธรรม พอเข้าใจกลไกของทุนนิยมทั้งหมด ก็พิจารณาแล้วว่าสมควรจะเขียนเผยแพร่ออกไปเพื่อเปิดหูเปิดตาทุกคนให้สามารถเข้าใจและเท่าทันกลไกของมันได้

นอกจากนี้ก็คงจะได้เตรียมต้นฉบับ "บันทึกสัจธรรม" และ เล่ม 2 ที่ชื่อ "ไม่ต้องนับหนึ่ง มันก็นิพพานอยู่แล้ว" ที่ผมจะพิมพ์เป็นฉบับธรรมทานแจกในวงกว้าง ซึ่งก็คงจะใช้เวลาพอควร เพราะผมทำเองคนเดียวหมด แถมต้องเขียนบทความใหม่ๆลงเว็บด้วย

ก็ยังไม่รู้ว่าจะพิมพ์ได้หรือเปล่านะครับ ขึ้นกับยอดเงินสมทบทุนจากญาติโยมด้วย ซึ่งตอนนี้ก็มีญาติธรรมโอนเข้ามาให้บ้างแล้ว แต่ก็ขอแจ้งเอาไว้ตรงนี้อย่างเป็นทางการเรื่องการจัดพิมพ์หนังสืออีกครั้งก็แล้วกัน เผื่อท่านใดสนใจจะร่วมทำบุญ แต่ถ้ายอดบริจาคไม่ถึง ผมอาจจะนำเงินบางส่วนมาใช้ในการเผยแพร่ แล้วส่วนที่เหลือจะนำไปทำบุญกับทางวัดร่มโพธิธรรม อันนี้ขอแจ้งเอาไว้ให้ทราบก่อนเบื้องต้น

เพราะทุกวันนี้ผมเองก็ใช้ทั้งเงินทำบุญที่มีเข้ามาไม่มากนักและเงินส่วนตัวในการเผยแพร่โดยที่ไม่ได้มีรายได้ทางอื่นเลย เอาแค่เลี้ยงลูก 24 ชม.ก็จะตายแล้วครับ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการหาเงิน ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เลย(สงสัยว่าจะหมดบารมีทางโลกซะแล้ว)

ข้อดีของการไม่มีเงินก็มีนะครับ คือไม่ต้องวางแผน เพราะมันวางไม่ได้ หมดอนาคต หมดความดิ้นรนจริงๆ ตรงต่อสัจธรรมลูกเดียว สบายดี 5555

นอกจากนี้ผมว่าจะเริ่มจัดบรรยายธรรมอีก เพราะลูกเริ่มเข้าโรงเรียนแล้ว พอมีเวลามากขึ้นที่จะเตรียมงานและบรรยายได้แล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่คิดถึงรายละเอียดว่าจะจัดอย่างไร (เห็นว่าพี่ณัฐแห่ง The Manor สุขุมวิท 39 เสนอตัวอีกแล้ว 555 ดีจัง) ส่วนเนื้อหาไม่ต้องห่วงครับ เพราะยังมีที่นอกเหนือจากที่เขียนลงเว็บไปแล้วอีกมากมาย (คือเขียนไม่ทันน่ะ)

ทั้งเรื่องจัดพิมพ์หนังสือและการบรรยายธรรมจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบเป็นระยะๆในเว็บและใน facebook ครับ

ช่วงวันที่ 25-29 มีนาคม นี้ ผมต้องไปอบรมเกษตรธรรมชาติ ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ สองสลึง อ.แกลง จ.ระยอง ประมาณ 5 วัน คงรับโทรศัพท์ใครไม่ได้ ในระหว่างนี้จะไม่มีการอัพเดตเนื้อหาใหม่ครับ กลับมาแล้วค่อยว่ากัน

สาธุ

ปริ๊นซ์

ปล. ช่วงตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่เป็นต้นมา มันก็มีเหตุให้ต้องเข้ามาสนใจด้านการเกษตรครับ ทั้งๆที่เป็นอะไรที่เคยเกลียดมาก แต่ตอนนี้สนใจจริงๆ แปลกดีเกลียดอะไรได้แบบนั้นเลย สงสัยเป็นการเชื่อมต่อบารมีอีกสายหนึ่ง ไม่ต้องคิดมาก ทำงานไปตามวาระจัดสรรครับ

No comments:

Post a Comment