Thursday, February 28, 2013

นิวรณ์ 5

นิวรณ์ 5 ในความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไปคือ เป็นธรรมที่เป็นเครื่องกั้นความดี ปิดกั้นสมาธิ มีอยู่ 5 สภาวะด้วยกันก็คือ

1. กามฉันทะ ความพอใจ ติดใจ หลงใหลใฝ่ฝัน ในกามโลกีย์ทั้งปวง ดุจคนหลับอยู่
2. พยาบาท ความไม่พอใจ จากความไม่ได้สมดังปราถณาในโลกียะสมบัติทั้งปวง ดุจคนถูกทัณท์ทรมานอยู่
3. ถีนมิทธะ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ หมดอาลัย ไร้กำลังทั้งกายใจ ไม่ฮึกเหิม
4. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความคิดซัดส่าย ตลอดเวลา ไม่สงบนิ่งอยู่ในความคิดใดๆ
5. วิจิกิจฉา ความไม่แน่ใจ ลังเลใจ สงสัย กังวล กล้าๆกลัว ไม่เต็มร้อย ไม่มั่นใจ

คัดลอกจาก wikipedia

สถานะของนิวรณ์ 5 ในปัจจุบันจึงกลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจสำหรับคนทั่วไปและนักปฏิบัติธรรมไปเสียแล้ว ทั้งๆที่มันก็เป็นเพียงสภาวะธรรมอย่างหนึ่งที่ไม่มีค่า ไม่มีความหมายอะไรเลย เป็นธรรมโดยธรรมเองอยู่แล้ว แต่ดันหลงไปให้ค่าให้ความหมายมันเองทั้งนั้น

เมื่อคนส่วนใหญ่เกิดอคติกับนิวรณ์ ผลักไสไม่อยากได้ไม่ต้องการ ขัดแย้งในธรรมไปเสียเอง แวดวงการปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่จึงปฏิบัติต่อนิวรณ์ด้วยการไปกดข่มเอาไว้ หรือถ้าสู้มันไม่ได้ก็จะหลีกหนีไปเจริญในอารมณ์อื่นๆแทน โดยหารู้ไม่ว่า แค่มีอคติกับมันก็ถือว่าไปมีตัวตนซ้อนลงในนิวรณ์ธรรมเสียแล้ว

นิวรณ์เกิดจากอะไร?

นิวรณ์นั้นเกิดจากการที่ “ไหล” เข้าไปแช่ ไปจมจ่อม ไปติดอยู่กับสภาวะธรรมทั้งหลายจนเป็นอัตตาตัวตนขึ้นมานั่นเอง นิวรณ์จึงเป็น "อาการ" ข้างเคียงจากกิเลสตัณหาอีกทีหนึ่ง ซึ่งสภาวะต่างๆนั้นก็ล้วนอนิจจังอยู่แล้ว ไม่เว้นแม้แต่นิวรณ์เอง ซึ่งพออุปาทานเข้าไปในสภาวะต่างๆ จนเป็นอัตตาบนความอนิจจังขึ้น ไอ้ที่เกาะเอาไว้มันจึงออกอาการอนิจจังให้เห็น คือสภาวะที่หลงเข้าไปเกาะมันเกาะไม่อยู่ มันเปลี่ยนแปลงไป พอมันเปลี่ยนแปลง ไอ้ที่เอาจิตไปจดจ่อ ไปยึดเกาะ มันก็อนิจจังตามไปด้วย พอมันแปรปรวน ก็ออกอาการตามกันไป ทั้งๆที่นิวรณ์นั้นก็ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เหมือนกัน ไหลไปได้ เดี๋ยวมันก็ดับไปเองได้ อย่าไปอะไรๆกับมัน มันก็คลายไปเองอยู่แล้ว

แต่โดยที่ผู้ปฏิบัติมักจะมีอคติกับนิวรณ์เป็นตัวตั้ง มันจึงเกิดอาการผลักไส เพราะทำให้สภาวะ “ของตน” ไม่ดี คือมุ่งไปที่การทรงสภาวะจิตให้มันดี ให้มันใส ให้มันมีสติ ให้มันมีสมาธิเข้าไว้ เป็นการ"เลือก" สภาวะ ซึ่งจริงๆมันเลือกไม่ได้ บังคับไม่ได้หรอกครับ

บางคนถึงขนาดกับตั้งหน้าตั้งตาสู้กับนิวรณ์อย่างเอาเป็นเอาตายก็มี ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดครับ ไม่ต้องไปสู้มัน ถ้าไปสู้มัน ก็จะเกิดเป็นวิภวตัณหาอีก หลุดจากอีกข้างไปติดอีกข้างด้วยความหลง(ทั้งๆที่มันไม่มีอะไรติดกับอะไรจริง) กลายเป็นอัตตาตัวตนซ้อนในนิวรณ์ เหมือนกับการเติมเชื้อไฟให้มันเข้าไปอีก

สู้ไปเถอะครับ ต่อให้อีกกี่ร้อยชาติก็สู้มันไม่ได้หรอก เพราะมันอนิจจัง มันไม่มีตัวตน ขืนหลงไปสู้กับมันหรือไปตอบสนองมัน แก้ไขมัน ที่สุดก็จะดูไม่จืดเหมือนหมาไล่งับหางตัวเองนั่นแหละ

มาดูกันว่านิวรณ์แต่ละข้อนั้นเกิดขึ้นได้ยังไง

1. กามฉันทะ เกิดจากตัณหาที่ได้รับการสนองตอบบ่อยๆ พอได้รับการตอบสนองบ่อยๆก็เกิดเป็นราคะจริต คือ ชอบไหลไปตามความพอใจในโลกียวิสัย
2. พยาบาท เกิดจากความไม่พึงพอใจ เป็นตัณหาที่ไม่ได้รับการตอบสนอง จนเกิดเป็นวิภวตัณหาและวิราคะจริตแทน คือ รังเกียจ ผลักไส คลั่งแค้น
3. ถีนมิทธะ เกิดจากตัณหาที่ได้รับการตอบสนองบ้างแต่ไม่เต็มอิ่ม จนเกิดเป็นวิภวตัณหาแทรกขึ้นมาสลับกับตัณหา แบบครึ่งๆกลางๆ ทำให้ท้อแท้ เลือกไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเลือกรักหรือเลือกเกลียดดี ทางโลกเรียกว่า ทั้งรักทั้งเกลียด เลยเกิดอาการเบื่อๆอยากๆ ไม่รู้จะเอายังไงดี
4. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน ซัดส่าย ไม่สงบนิ่ง เกิดจากการพุ่งไปบนตัณหาหรือวิภวตัณหาในสภาวะหลายๆอย่างพร้อมๆกัน แต่ก็ไม่ได้พอใจที่จะเลือกเกาะสภาวะใดสภาวะหนึ่ง พอไหลไปตามสภาวะนี้นิด สภาวะนี้หน่อย จิตไปเกาะสภาวะหลายๆอย่างในเวลาสั้นๆแล้วหาที่ลงไม่ได้ จิตก็ซัดส่าย แปรปรวนรวนเร ก็ฟุ้งไปตามสภาวะจิตที่พยายามจะเกาะแต่ก็เกาะไม่ได้นั่นเอง
5. วิจิกิจฉา ความลังเล สงสัย กังวล กล้าๆกลัวๆ ข้อนี้เป็นนิวรณ์อันเกิดในการเจริญปัญญา เป็นสภาวะที่เกิดจากตัณหาในปัญญา ตัณหาในทิฏฐิ ที่พุ่งไปวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ธรรมต่างๆ คือพยายามจะตอบสนองตัณหาในปัญญาของตน แต่ก็สนองได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากไม่ได้แจ้งจริง(ถ้าแจ้งจริงแล้วมันจะหมดจด หมดสงสัยไปเอง) จึงเกิดอาการค้างคา ลังเลสงสัย กล้าๆกลัวๆขึ้นมา

นิวรณ์ทั้ง 5 จึงไม่ต่างจากสภาวะธรรมอื่นๆที่ตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ คือเหมือน “ผีหลอก”เท่านั้น วูบไหวไปมาหาตัวจริงไม่เจอ จับต้องก็ไม่ได้ ก็ไม่ต้องไหลตามมันไป ไม่ต้องไปอคติกับมัน อย่าให้มันหลอกเอา มันจะมาอีท่าไหนก็ช่างมัน แล้วมันก็จะคลายออกไปเอง

อย่างบางคนได้ฟังสัจธรรม หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ แล้วสงสัยอะไรขึ้นมา บางทีท่านก็ตอบแก้ความสงสัยให้ แต่บางทีท่านก็พูดดับให้เลย แล้วแต่สภาวะของแต่ละคน คือบางคนที่ตอบแล้วจบ ท่านก็ตอบให้ แต่บางคนท่านรู้ว่าตอบไปก็จะมีต่ออีกเรื่อยๆไม่รู้จบ เหมือนราดน้ำมันเข้าสู่กองไฟ ท่านก็ดับให้เลย ไม่ต้องต่อไปข้างหน้าอีก คือไม่ใช่ที่ตอบคำถามเพื่อแก้ความสงสัย แต่อยู่ที่ว่าปล่อยให้ความลังเลสงสัยนั้นดับไปโดยตัวมันเองต่างหาก

สภาวะธรรมทั้งหลายเหล่านี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราอยู่แล้ว ดังนั้นก็ไม่ต้องไปอะไรกับมัน จะเกิดนิวรณ์ก็ช่างมัน ไม่ดิ้นหนีดิ้นสู้มัน เดี๋ยวมันก็จะหมดเชื้อตัณหาที่จะพุ่งต่อไปเอง พอเชื้อหมด ความหลงไปอุปาทานเอาสภาวะทั้งหลายว่าเป็นเรา เป็นของเรา ก็จะคลายออกโดยตัวมันเอง ซึ่งสภาวะทั้งหลายนั้น เราจะหลงเข้าไปแก้ หลงเข้าไปทำไปเร่งให้มันคลายไม่ได้ การฟังสัจธรรมก็จะเป็นตัวช่วยได้ตรงนี้ ฟังๆไปบางทีก็ยังไม่คลายตรงนั้น แต่พอมันกลั่นกรองตัวเองไปเรื่อยๆ ถึงจุดที่ประโยคหรือคำที่เราจำได้ มันทำงานขึ้นมา มันก็จะคลายออกเอง บางคนถึงกับโพล่งออกไปตอนทบทวนตัวเองเลยก็มีครับ

ก็ระลึกเอาไว้เสมอเลยว่า มันไม่มีอะไรเป็นอะไรกับอะไรอยู่แล้ว ไม่มีใครเป็นอะไร มีอะไร ทำอะไรจริงอยู่แล้ว เข้าใจสัจธรรมให้ตรงได้ตามนี้ ระลึกได้บ่อยๆ มันก็จะคลายออกจากความหลงไปเอง ตื่นออกจากความหลงไปเอง

ทุกอย่างก็ปลงไปเลย ช่างมัน ไม่ต้องอะไรกับสภาวะทั้งหลายอีกแม้กระทั่งอารมณ์ใจทุกชนิด คือ หยุดทำ หยุดปฏิบัติ หยุดดิ้นรน หยุดเติมเชื้อ มันก็จะไม่ไหลนิวรณ์ไปเอง แล้วมันก็จะคลายออกจากความหลงว่าเป็นอัตตาไปเอง

No comments:

Post a Comment