Tuesday, February 19, 2013

ความเป็นจริงที่ทุกคนรอคอย ตอนที่ 5

ถาม: ไม่มีขั้นตอนอะไรเลย ?

หลวงพ่อ: นี่จบมรรคจบผลให้ที่พูดให้ฟังนี่ จบให้ทุกเส้นทางของคนผู้เดินทางอยู่ คำว่า “เดินทาง” นี่ก็ยังหลงสำคัญตัวเองอยู่ไงลูก เมื่อหลงสำคัญตัวเองแล้วก็ยังอุปโลกน์ทางให้ตัวเองเดินอีก มันโง่สองต่อ เขียนกันรุ่นหลังผิดนะ รุ่นหลังนี่เขียนผิดมากๆ เราเรียนตามเขาเขียนนี่ เราเรียนตามเขา รุ่นหลังนี่ มันเพี้ยน มันเพี้ยนเยอะไงลูก มันไม่ตรง ฉะนั้น ยุคนี้สมัยนี้ ก็ควรจะได้ฟังสิ่งที่มันสั้นๆ แล้วก็จบเป็น

ถาม: มรรคผลก็เป็นกรรม ?

หลวงพ่อ: กรรมทั้งนั้น

ถาม: นิพพานไม่ใช่สภาวะ ?

หลวงพ่อ: นิพพานไม่ใช่อะไร แล้วเราหลงไปเจริญสภาวะอยู่ แล้วมันก็ เป็นกรรมในสภาวะอยู่ ท่านจบให้ทุกเส้นทาง มรรคมีองค์แปดประการไม่ใช่หนทางนะลูกนะ

ถาม: มาแปลกนะครับ ท่านขยายความ...

หลวงพ่อ: ท่านพยายามบอกว่า “ทางสายกลาง” “กลาง” กลางจริงๆนี่มันหมายถึง “ศูนย์กลาง” กลางจริงๆก็คือ “ศูนย์” ศูนย์ก็คือ “ว่าง”

ดังนั้น เมื่อบุคคลไม่สามารถจะสรุปมรรคองค์แปดให้ถูกตรงต่อสัจธรรมได้ ก็จะหลงเดิน หลงคร่ำวอดการดำเนิน ดำเนินธาตุดำเนินขันธ์ แล้วคิดว่าเป็นทางสายกลาง ยิ่งทำก็ยิ่งอิน แบ่งโลกแบ่งธรรมเป็นสองส่วน คิดว่าตัวเองปฏิบัติธรรมไม่เอาโลก ในขณะที่ตัวเองปฏิบัติธรรมก็คือตัวเองก็คือตัวโลกอยู่แล้ว เป็นโลกอยู่แล้ว เป็นเนื้อหาของโลกอยู่แล้วที่ดำเนินธรรม ได้สองอย่าง “โลกกับธรรม” แต่ที่หลวงพ่อสะท้อนให้ฟังนี่ก็คือมันไม่ใช่ทั้งโลกและไม่ใช่ทั้งธรรมลูก ก็คือ “ว่าง” มันไม่ใช่การคอยเริ่มคอยจบ

ฉะนั้น เมื่อตรงต่อสัจธรรมแล้วนี่ ระบบที่ดำรัสตรัสกล่าวไว้ในมรรคมีองค์แปดประการนี่มันจะพร้อมหมดพรึบเดียว เป็นเอง แต่ถ้าไม่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมแล้วมันจะมีแต่ตัณหาอุปาทานซ้อนในมรรคมีองค์แปด มันเอาความเป็นสัตว์โลกไปเจริญ  สัมมาทิษฐิข้อเดียวก็ฟังกันให้จบ ก็หมายถึง “ความไม่ยึดติด” แล้วมันจะจบหมดเลย อันนี้ไม่เจริญ มรรคองค์แปดนี่มันเด็กเล่นไง เด็กเล่นหมากเก็บน่ะ เคยเห็นเด็กสมัยก่อนเล่นหมากเก็บไหม เอามาห้าเม็ด เล่นเก็บอยู่นั่นแหละ เก็บอยู่นั่นแหละ เอาสักแปดเม็ดก็ได้มาเก็บอยู่นั่นแหละ เล่นอยู่นั่นแหละ มันไม่ตรง จงฟังในสิ่งที่เป็นสัจธรรม

ฉะนั้น พระองค์ทรงสรุปให้เท่านั้นเอง คำว่า “มรรคมีองค์แปดประการ” อะไรนี่  ในลักษณะแปดประการนี่  ท่านสรุปให้เท่านั้นเอง ว่ามันจะไม่เพี้ยนไปจากนี้ เมื่อลูกตรงต่อสัจธรรมแล้ว ชีวิตมันจะไม่เพี้ยนไปจากนี้ ธาตุขันธ์มันจะไม่เพี้ยนไปจากนั้น

ถาม: ไม่ได้เริ่มจากมรรคก่อน ?

หลวงพ่อ: ท่านสรุปทีหลัง แต่เวลาท่านแสดงธรรมกับสาวกแต่ละพระองค์น่ะ ท่านไม่ได้พูดมรรคมีองค์แปดประการ ท่านก็ให้คลาย ให้คลาย ไอ้เรานี่มันยึดติดพระไตรปิฎกซะไม่มี แล้วใครเขียนบ้างก็ไม่รู้  ท่านให้คลาย ประโยคนี้ก็คลายแล้ว ประโยคนั้นก็คลายแล้ว ประโยคนี้ก็คลายแล้ว จบ จบแล้ว จบแล้ว ที่ว่าฉับพลัน ฉับพลันน่ะลูก

ไม่ใช่โอวาทปฏิโมกข์มีทั้งหมดตั้งเก้าประการอย่างนี้ แล้วเธอก็เดินตามนั้นมันไม่ใช่ นั่นท่านสรุปให้ฟังว่าเนื้อหามันไม่พ้นมันไม่หนีไปจากนี้ เมื่อเธอตรงต่อสัจธรรมแล้ว ตรงต่อความไม่ยึดติดแล้ว เนื้อหาไม่ได้หนีไปจากนี้เลย

แต่ไม่ใช่ว่าให้เธอเอาความเป็นตัวเองเข้าไปบำเพ็ญ หรือเอาไปเจริญ หมายถึงว่า “ให้คลายตัวเอง วางตัวเอง” อนัตตาไง อนัตตาไม่ใช่ตรงเอาตัวเองไปทำ แล้วนั่นแหละ มันก็คือ “การคลายความเป็นตัวมันเอง” ขึ้นมาทันทีลูก ความสำคัญตัวมันเองน่ะ ที่ไปคอยดำเนินๆน่ะ คลาย ก็อนัตตาทันที

แล้วไปแปลว่า “อนัตตา” ก็คือ “ไม่ใช่ตัวตน” ไปแปลกันเท่าไหร่ก็ยังหัวแตกอยู่ลูก คือมันไม่จบซักที ก็ยังมีเราอยู่เหมือนเดิมไงลูก ในการรู้มีเรา ในการเห็นมีเรา ในการปฏิบัติ แล้วมันอนัตตาตรงไหน ไปพิจารณาว่าอนัตตา ก็ได้แค่พิจารณา แต่มันไม่ละตัวเองในการพิจารณา ก็ยังมีตัวเองเป็นผู้สังเกต มีตัวเองเป็นผู้รู้อยู่ แล้วตรงไหนมันอนัตตาน่ะลูก

ก็มันไม่ใช่เอาตัวเองไปรู้ ไม่ใช่เอาตัวเองไปพิจารณา ไม่ใช่ต้องเอาตัวเองไปสังเกตนะ มันไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบแบบไหน คอยติดคอยหลุดอย่างไรก็ไม่ต้อง นั่นแหละ ก็คือ “ไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบอะไร” ลูก เรียกว่า “อยู่แล้ว” “โดยเนื้อหานิพพานอยู่แล้ว”

ฉะนั้น สัจธรรมอย่างนี้เมื่อถูกประกาศออกไป โลกย่อมสั่นสะเทือน อะไรคือ “สั่นสะเทือน” รู้ไหม ทิษฐิมานะซึ่งเคยยึดมาของสรรพสัตว์ในแนวทางอย่างนี้บ้างแนวทางอย่างนั้นบ้าง เพราะยึดซึ่งหนทางของตัวเอง ยึดตัวเอง แล้วก็อุปโลกน์หนทางให้ตัวเองเดิน มันหลงสองต่อ โง่สองต่อ ย่อมสะเทือน เหมือนกับท่านพูดแบบนี้ เหมือนกับให้คลายกับตัวยึด แล้วตัวเองมันยึดแล้วไม่ได้ดั่งยึดไง จะให้คลายกับตัวยึดนั้น ก็รู้สึกขัดใจ   นั้นเรียกว่า “โลกสะเทือน” เคยยึดอย่างนี้ เคยทำอย่างนี้ แล้วอยู่ๆจะให้เลิกทำ ไม่ต้องทำเหรอ ไม่ได้ดั่งใจไง ไม่ได้ดั่งยึดนั่นเอง “สะเทือน”

ฉะนั้น สัจธรรมแบบนี้ เมื่อถูกประกาศออกไปแล้ว โลกสะเทือน โลกแห่งมานะของทุกคนสะเทือน นอกจากผู้มีอธิวาสนา จะฉับพลันเร็วหน่อยนะ แต่นอกนั้นก็กลั่นกรอง ฟังไปเรื่อยๆแล้วขออโหสิกรรมไป อันไหนเป็นกรรมบังก็ขออโหสิกรรมไปเรื่อยๆ มันจะไม่บัง พอกรรมไม่บังแล้วที่นี้ก็ เอาล่ะ ฟังรู้เรื่อง เพราะว่าไม่มีใครปรารถนาทุกข์อยู่แล้ว แต่เพียงแต่ไม่รู้ว่าอย่างไรคือทำให้เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะอะไร ไม่ใช่ให้ไปรู้ทุกข์  แต่จงเข้าใจว่าไอ้ตัวที่เข้าไปรู้นั่นก็คือ “ตัวทุกข์” เสียเอง

ที่สอนรุ่นหลังนี้คือ “ให้เข้าไปรู้ทุกข์แล้ววางทุกข์” แต่ไม่มีใครรู้ว่า ไอ้ตัวที่เข้าไปรู้คือตัวทุกข์เสียเอง

อวิชชาตัวแรก คือ “ตัวหลงรู้” มันไม่มีใครสอนหรอก มีแต่ให้ไปรู้ทุกข์แล้วปลงทุกข์ ทุกข์ข้างนอก ไปรู้ทุกข์ข้างนอกแล้วปลงทุกข์ข้างนอก แต่ไอ้ตัวรู้นั่นแหละตัวทุกข์เอง อวิชชา  ตัวหลงยึดรู้ไง ยังไงมันก็ไม่หมดไง ถ้ายังทรงตัวนี้อยู่ เหมือนกับคุณไปตัดกิ่งก้านสาขา ตัดกิ่งนั้นกิ่งนี้ ก็แตกเหมือนเดิม ถึงจะตัดทุกกิ่ง เดี๋ยวทุกกิ่งก็แตกขึ้นมาใหม่เหมือนเดิม เพราะว่ารากเหง้ามันยังอยู่ ต้นขั้ว คุณไปรู้ทุกข์ตรงนั้น ปลงทุกข์ตรงนั้น แต่ตัวรู้มันยังอยู่ไง เดี๋ยวตัวรู้ตัวนี้มันก็ไปสร้างรูปแบบทุกข์ต่างๆนานาประการตามมาให้เหมือนเดิม เพราะว่าตัวนี้เป็นตัวหลงตัวแรก ตัวหลง อวิชชา วิญญาณขันธ์ หลง

ฉะนั้น ไม่ต้องไปเน้นรู้ แล้วสัญญาจะอ่อนตัวลง  เวทนาจะอ่อนลง

ถาม: ไม่เน้นตัวรู้ ?

หลวงพ่อ: ไม่ต้องไปเน้นในการรู้ ทุกอย่าง แล้วมันจะไม่ตอกย้ำเป็นความปรุงแต่งในใจ สัญญา สังขาร ไม่ตอกย้ำในสัญญา นั่นคือ “ปลงขันธ์” แล้ว เวทนาจะไม่จัด มันจะไม่จัดตามมา มันจะไม่จัดเวทนาให้ แต่พอเราไปย้ำรู้ปั๊บ เดี๋ยวมันจัดตัวสังขารให้ไง สังขารเกิดจากความปรุงแต่งของมัน จะจัดตามมา มันจะจัดให้ ถ้าจัดแล้ว สัญญาเขาจะจัดให้ เขาจะจัดสัญญาให้ จำ หมายมั่น หมายมั่น แหละต่อไป เขาก็จัดเวทนาให้ เวทนาจัด ตัวผัสสะก็คือตัวสัมผัส คือรู้นั่นแหละ อีกอย่างหนึ่ง ก็เรียกว่า “ปฐมเหตุของปุถุชน” ชน ตัวไปรู้ก็คือตัวไปชนนั่นเอง

ฉะนั้น ก็ไม่ต้องเสียดายในตัวรู้นี้ รู้ไม่รู้ ก็คือ “ไม่ต้องไปเน้นตรงที่รู้หรือไม่รู้” แล้วก็จะเบาลงทั้งหมด เนื้อหาปุถุชนจะเบาลงทั้งหมด เรียกว่า “ก้าวข้ามโคตรปุถุชน” เรียกว่า “ทิ้งโคตรปุถุชน” เดี๋ยวนี้ ไม่มีเดี๋ยวก่อนลูก คือไม่เน้นเดี๋ยวนี้ ก็โอเคเดี๋ยวนี้เลย

ขนาดเทพเทวาก็ยังอุทาน ไม่รู้มาก่อนเลยว่า “ตัวปฏิบัติธรรมนี่คือการซ้อนธรรม” สะเทือนนะ เขาฟังธรรมนี้ เขาตามแค่ประโยคเดียว เขาบอก “ไม่ต้องไม่ตั้งจิต” ก็คือไม่ต้องไม่ตั้งแค่นี้แหละ ธาตุขันธ์ทุกอย่างมันคลายออกๆ พอสว่างปุ๊บ ความสว่างของอานุภาพตัวนี้ ก็การันตีแล้ว ถ้าเขาไปต้องขนาดไหน ความสว่างก็ลดลง พอไปตั้ง หรือไปเน้นรู้เน้นเห็น เน้นจิตเน้นธาตุหนึ่งขันธ์ใดปั๊บ ความสว่างมันก็ลดลงทันที แล้วก็ในที่สุดมันก็ไม่สว่าง ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ ก็เลยเป็นสิ่งการันตีเขา เขาก็เลยไม่ลังเล ตาม ประโยคสั้นๆ ตาม ตาม

ในชั้นภูมิที่ทรงเวทนาเพราะการปฏิบัติในภาคมนุษย์มันเยอะ พอละสังขารไป ก็ไปเข้าสู่ภูมิชั้นที่ปฏิบัติใช้กรรมการปฏิบัติ ไปทรงไปบล็อกอยู่ในขันธ์สี่ขันธ์  ขันธ์ที่ห้ามันสลายไปแล้ว บล็อกอยู่ในขันธ์สี่ขันธ์นี่มันถูกจำกัด อึมครึมอยู่อย่างนั้น ทำไง ก็ไม่ต้องไปคอยติดคอยหลุดอะไร ท่ามกลางนั่นแหละ วิบากนั่นแหละ ติดก็ไม่ต้อง หลุดก็ไม่ต้อง สรุปแค่นี้แหละ

No comments:

Post a Comment