Monday, February 11, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#5

กิเลส  คุณรู้จัก มัน ดีหรือยัง?
คนทั่วไป   รู้จัก กิเลส แต่ ชื่อ ส่วนเนื้อหาของ กิเลส จริง ๆ กลับไม่เข้าใจ
  • รับรู้จน “ฝังใจ” ว่ากิเลสไม่ดี , ตอกย้ำแบบ “ไม่เข้าใจ” จนกระทั่ง “เกลียดชัง” อคติ , ปฏิฆะต่อกิเลส, ผู้ที่ยังหลงอยู่นั้นต้องการหนี ต้องการละ ต้องการกำจัด สิ่งที่เรียกว่ากิเลส  ทั้งที่ไม่รู้จักหน้าตามันจริงๆเสียด้วยซ้ำ
  • เราต้องเข้าใจว่า กิเลส ก็มีธรรมะ มีสัจจะของสภาวะเหมือน ๆ กัน คือ ดับกันเอง, หลุดกันเอง ,ไม่ยึดติดตัวมันเอง วางตัวมันเองอยู่แล้ว , ไม่ใช่อะไรจริง ๆ อยู่แล้ว นี้เรียกว่า มีธรรมะในกิเลส หรือ โดยสัจจะแล้วพระแท้ –มารแท้ ก็ไม่มี ท่านจึงกล่าวไว้ว่า พระกับมาร คืออันเดียวกัน มีแต่โมหะทิฐิ  ที่ตอกย้ำ – ชี้นำ ให้เกิดคติ – อคติ  ชอบไม่ชอบ เอา-ไม่เอาอะไรๆ

เมื่อ “ยึด” “กิเลส” ว่า ไม่ดี พวกหนึ่งก็จะรู้สึก  - สะใจที่ได้เป็นคนชั่ว , มั่วกับกิเลส                              - ตอกย้ำความต้อยต่ำว่าตัวเองมีกิเลสตัณหามาก แถมปัญญาน้อย พวกหนึ่งก็จะรู้สึก - look down พวกมีกิเลส - “ยึด” “ธรรมะ” รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดีกว่า, สูงส่งกว่า

  • เอาเข้าจริง ๆ ก็ “ติด” คือกัน  มีกิเลสก็ติด - ไหลตามกิเลสเรียก ปฏิบัติกิเลส ทำกรรมต่างๆ ไปตามอำนาจของกิเลส   เมื่อเข้าใจว่าตนเองมีกิเลสเยอะยังไม่มีธรรมะ ก็เลยดิ้นรนแสวงหาธรรมะ , สร้าง – ปรุง – แต่ง –ธรรมะขึ้น ไม่รู้ว่าอาการเช่นนั้นเป็นการ  เอากิเลสไปปฏิบัติ(ทำ)ธรรม  ต่อเมื่อมีธรรมะ(ตามที่คิด)ก็ยึดติดธรรมะเรียกว่า  กิเลสในธรรม

            เนื้อหา “ติด” ก็เท่ากับ “ยึด” ไหนเลยจะพ้นจากอำนาจ “ตัณหา – อุปาทาน” , “อวิชชา”

  • กิเลส ไม่มีอยู่จริง  ชื่อนี้ถูกสมมติขึ้น เพื่อใช้ เรียก “สิ่งใด” ก็แล้วแต่ที่ “ขัดแย้ง” ต่อความเป็นจริงหรือสัจธรรม มันเป็นแค่ความหลงผิดเข้าใจผิดเท่านั้น
  • ผล ของการไป “ขัดแย้ง” ต่อ “ความเป็นจริง” ก็คือ “ทุกข์” , “ท่าน” จึงเรียกเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ว่า “กิเลส” โดยสัจจะ ทุกสภาวะแปรเปลี่ยนตลอด แต่ด้วยความไม่รู้ จึงหลงอยาก  หลงยึด หลงพยายามจะให้คงที่   ทุกสภาวะไม่ใช่อะไรที่จริงแท้ แต่หลงอยาก หลงยึด  หลงพยายามจะให้เป็นจริงเป็นจัง   ก็เลย “ทุกข์ฟรี”

          พระพุทธองค์  •“แสดงเหตุ” ของการเกิดทุกข์ไว้ คือ “ตัณหา”  “อยาก”
“ไม่อยาก” เรียกว่าทุกขสมุทยสัจ นี้แหละ “กิเลส” ตัวจริง
                     • แสดงญาณทัสสนะไว้ว่า
   1.  รู้ว่านี้คือ เหตุของการ “เกิด” ทุกข์ คือ ดังนี้
   2. รู้ว่ากิจต่อเหตุของการ “เกิด” ทุกข์ คือ “ละ”
   3. รู้ว่ากิจต่อเหตุของการ “เกิด” ทุกข์ คือ “ละ” ได้ “ละ” แล้ว


  • ความเข้าใจอันดับแรกในเรื่องสมุทยสัจ ก็คือต้องรู้จัก “หน้าตา” “เนื้อหา” หรือ “อาการแสดงออกของ” กิเลส(ตัณหา อุปาทาน)ว่าเป็นอย่างไร มีเล่ห์เหลี่ยมที่แนบเนียนแพรวพราวเพียงใด , โดยเฉพาะที่จะแฝงมาอยู่ในรูปของการปฏิบัติธรรมได้อย่างไร มิฉะนั้นก็จะได้แต่รูปแบบปฏิบัติ-ทำ  แต่เนื้อหากลับกลายเป็นการเจริญเหตุของทุกข์ไปเสียแทน
  • ส่วนการ “ละ” นั้นไม่ใช่การ “กระทำ” มิใช่กิริยากรรมแต่เนื้อหาที่แท้ คือ “ไม่สนใจ” “ไม่ยุ่งด้วย” “ไม่เกี่ยว-ไม่ข้องด้วย” เรียกว่า “ไม่(แตะ)ต้อง”กับสภาวะนั้น ๆ เพราะมีความเข้าใจที่ตรงต่อความเป็นจริงรองรับ  ที่เรียกว่า สัมมาทิฐิ

No comments:

Post a Comment