Friday, February 8, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม ตอนที่ 5: ความแตกต่างของปัญญาตรัสรู้และโลกียะปัญญา

ทำไมหลวงพ่อถึงใช้คำว่า ตัด-ซะ-รู้ ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงของคำว่า ตรัสรู้ เพื่อที่จะบอกเราว่าตัดเถิดไอ้ตัวรู้ที่ฝึกกันแบบเอาเป็นเอาตายน่ะ

เหตุผลเบื้องหลังก็คือ ปัญญาอันเกิดจากการเจริญสตินั้นเป็น “โลกียะปัญญา” เท่านั้น ไม่สามารถทำให้ใครนิพพานได้จริง หลวงพ่อท่านจึงให้ตัดไปเลย ไม่ต้องไปเจริญ ไม่ต้องไปดำเนิน

เพราะอะไร?

ก็เพราะว่าปัญญาที่เกิดจากการมีเจตนาเข้าไปขับเคลื่อนอัตตา(หรือตัวรู้ )ให้ไปรู้ถึงสภาวะธาตุขันธ์ต่างๆนั้น เป็นปัญญาบนอัตตาที่มุ่งสร้างความเห็นความหมาย การจดจำ การวิจัยวิจารณ์ สร้างระบบการจดจำ สร้างข้อมูล สะสม สั่งสม เป็นปัญญาแบบโลกียะ (ไม่ใช่โลกุตระแบบที่เข้าใจกันผิดๆ) ไม่ต่างจากการอ่านหนังสือเตรียมสอบ ซึ่งเป็นลักษณะของความเป็นสังสารวัฏ เอาแค่ไปเจริญตัวรู้ก็ผิดกฎไตรลักษณ์ข้ออนัตตา(ที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ เป็นตัวตน) เต็มประตูอยู่แล้ว

ดังนั้นการเจริญปัญญาประเภทตามรู้ ตามดู จ้องรู้ จ้องดู กำหนดรู้ กำหนดดู หรือทำจิตให้ตั้งมั่นแล้วก็ดูเป็นกลางๆอะไรน่ะ เป็นการเจริญโลกียะปัญญาทั้งสิ้น เพราะมันมีเจตนาของอัตตาเข้าไปทำ คือ มันก็ยังเน้นไปที่การเอาตัวเองเข้าไปรู้ เข้าไปดู เข้าไปเข้าใจ แล้วรู้เพื่ออะไรเล่า ก็รู้เพื่อ“เพิ่มพูน” รู้เพื่อให้ "เกิด"(ก็เพิ่มพูนนั่นแหละ) ปัญญา รู้เพื่อให้เข้าใจวงจรของกรรม เข้าใจวงจรของปฏิจจสมุปบาท เข้าใจเหตุและปัจจัยอันสืบเนื่องกันทั้งหมดในสังสารวัฏ ซึ่งล้วนเป็นเนื้อหาของกรรมทั้งนั้น (กรรมนั้นมีลักษณะพอกพูนและยึดติดโดยตัวมันเอง ดังนั้นคนที่บอกว่าอย่ายอมจำนนต่อกรรมนั่นแหละเสร็จมันไปแล้วเรียบร้อย การที่จะออกจากกรรมได้จริงก็ต้องปลงเจตนา ไม่ต้องไม่ตั้งไปเลย) รู้แบบนี้ รู้แล้วไม่ได้อะไรหรอก เพราะเมื่อไหร่ที่ยังหลงอยู่บนโมหะอุปาทาน เมื่อนั้นเหตุและปัจจัยจึงยังมีอยู่ รู้ไปก็ละเหตุไม่ได้

แล้วจุดสุดท้ายของการรู้แบบโลกียะปัญญาจริงๆนั้นอยู่ตรงไหน?

ทั้งคนสอน และคนฝึกภาวนาก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ก็เพื่อมรรคผลนิพพาน รู้แล้ววาง รู้แล้ววาง เดี๋ยวมันก็วางจนหมดไปเอง แต่โดยความเป็นจริงแล้ว โลกียะปัญญาแบบนี้ จะมี deadlock หรือข้อยกเว้นร้ายแรงอยู่อย่างหนึ่ง(อันเกิดจากโมหะ) คือ ปัญญาชนิดนี้จะไม่ตัดหรือวางตัวมันเอง(ซึ่งก็คือ “ตัวรู้”)ทิ้งโดยเด็ดขาด เพราะถ้าตัดตัวรู้ทิ้ง ปัญญาที่สั่งสมมาทั้งหมดจะหายวับไปเลย…มันเสียดาย และจริงๆแล้วจิตผู้รู้มันตัดตัวมันเองไม่ได้ ดังนั้นต่อให้ฝึกโลกียะปัญญาให้ตาย มันก็จะไม่ตัดตัวมันเองทิ้ง เพราะตัวมันเอง(ตัวรู้) คือสิ่งที่มันไม่รู้จริงๆว่าคืออะไร ได้แต่เห็นเงารางๆในสัญญาขันธ์หลังจากที่มันไปเสวยอารมณ์หรือสภาวะต่างๆ แล้วอนุมานเอาว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งมันก็โมหะทั้งนั้น จิตเห็นจิตไม่มี สิ่งที่เห็นคือโดนโมหะมันหลอกเอา

จิตมันจะรับรู้สิ่งอื่นๆภายนอก (บนพื้นฐานของความหลงรู้)เท่านั้น จิตเห็นจิตคือโมหะ ไม่ใช่ตัวมันเองหรือนิโรธ มันจึงวางทุกอย่างได้ยกเว้นตัวเอง พอผู้ปฏิบัติพยายามจะตัดตัวรู้ ด้วยการฆ่าผู้รู้ มันจึงเกิด error ขึ้น มันจะจัดฉากสร้างภาพขึ้นมาหลอกตัวเองว่ากำลังฆ่าจิตผู้รู้ตามอนุสัยเก่า ประมาณว่า กูเป็นประธาน กำลังจะ “ฆ่า” (กิริยา) ตัวรู้ของกูทิ้ง(กรรม ซึ่งจริงๆแล้วก็ตัวมันเองนั่นแหละที่เป็นประธาน) ด้วยเหตุผลนี้แหละที่ปัญญาแบบทำเอานั้นไม่นำไปสู่นิพพานแน่ๆ เจริญให้ตายดิ้นก็เหลือแต่ตัวรู้กับโมหะอุปาทานติดหนึบข้ามภพข้ามชาติ ต่อคิวเกิดไม่รู้จบ เพราะมันวางแต่สิ่งที่ถูกรู้เท่านั้น พอคิดว่าฆ่าผู้รู้ได้แล้วมันก็จะเหลือขันธ์เดียวที่ยังยึดติดอยู่ ก็ทรงรู้อยู่อย่างนั้น เหลือขันธ์เดียวได้เดี๋ยวมันก็งอกมาใหม่ได้เรื่อยๆ

หากปัญญาชนิดนี้ทำให้นิพพานได้จริง ป่านนี้ฤาษีชีไพรคงนิพพานกันไปหมดแล้ว ไม่เชื่อลองไปสนทนาธรรมกับนักภาวนาดูก็ได้ มีแต่การประโยคประเภทรูปกับนามๆๆๆ เต็มไปหมด มีแต่ความเห็นความหมาย ลีลาภาษาเลื้อยกันเต็มไปหมด ในเมื่อมันไม่พ้นไปจากรูปกับนาม มันก็คือสังสารวัฏนั่นแหละ นิพพานที่ไหน ไม่มีหรอกเจริญสังสารวัฏก่อนแล้วค่อยนิพพาน ก็มันนิพพานอยู่แล้ว

ส่วนปัญญาตรัสรู้ที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตสอนนั้นคือปัญญาแห่งพุทธะของแท้ ปัญญาตรัสรู้นั้นเกิดจากการจาคะจนหมดจิตหมดใจ ให้จนไม่มีอะไรจะให้ ให้ทิ้งแม้กระทั่งกาย กระทั่งใจของตน ให้แม้ขณะจิตเดียวก็ไม่เอา จนหมดสิ้นแม้กระทั่งอนุสัย อาสวะ แล้วที่สุดก็จะเข้าถึงเนื้อหาปัญญาตรัสรู้เอง นี่คือที่มาของกฎไตรลักษณ์ซึ่งต่อให้เจริญสติ(ตัวรู้)มากแค่ไหน มันก็ไม่ ตรัสรู้กฎไตรลักษณ์ ก็เพราะ ตัวรู้มันมี deadlock ที่ป้องกันตัวมันเองอยู่ตลอด ไม่อย่างนั้นผู้ภาวนาก็จะตรัสรู้ได้เหมือนพระพุทธเจ้าไปแล้วด้วยการเจริญสติ นั่นแหละ แต่ที่เห็นไตรลักษณ์กันน่ะ เห็นตามคำสอน คำบอก มันก็เลยได้ไปเห็น อยากเห็นมันก็จัดให้เห็น ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางรู้หรอก

ปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามีเนื้อหาว่า สังสารวัฎเกิดจากการรับรู้สิ่งต่างๆของวิญญาณขันธ์ รู้โดยความหลงรู้ รู้บนอุปาทานว่าสิ่งนี้เป็นนี่ สิ่งนี้เป็นนั่น ดังนั้นการที่จะตรงต่อจิตเดิมแท้ได้นั้นก็ต้องปลงรู้ ไม่เอาอะไรกับการรู้ที่เคลือบไปด้วยโมหะอุปาทานนั้น เพราะมันเป็นการรู้ที่ใช้อ้างอิงอะไรเพื่อที่จะออกจากสังสารวัฏไม่ได้เลย เป็นการรู้ที่รู้ไปบนมายาอุปาทานทั้งนั้น

ดังนั้นการออกจากสังสารวัฏก็คือเลิกเล่นเกมไปกับมันโดยสิ้นเชิง ละที่ตัวเจตนาตรงๆคือทางออกจากสังสารวัฏ ไม่ใช่เข้าไปเจริญสังสารวัฏแบบที่ทำๆกันอยู่ ก็คือไม่ต้องไม่ตั้งแบบที่หลวงพ่อฯสอนนั่นแหละ

พุทธะโดยความเป็นจริงแล้วก็คือการตื่นออกจากพันธนาการความยึดติดทั้งหลาย ไม่ใช่ตื่นแบบลืมตาตื่น หรือ"ทำ" สติสัมปชัญญะให้ตื่น ปัญญาตรัสรู้จึงมีไว้ตัด ไว้ปลง ปลงทิ้งแม้กระทั่งรู้นั่นแหละเพราะทั้งหมดที่เราเห็น ได้ยินนั้น ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น

เมื่อใดที่ตรงต่อสัจธรรม(คือจาคะแม้กระทั่งขณะจิต จนหมดจิตหมดใจ) เนื้อหาปัญญาตรัสรู้แห่งพุทธะจะผุดโพล่งขึ้นมาเอง สว่างไปด้วยปัญญาแห่งพุทธะไปเอง อธิบายเรียงลำดับการหลุดพ้นให้เห็นง่ายๆว่า ว่าง(จากตัวตน)ก่อนแล้วจะฉลาดไปเอง (แต่ฉลาดแบบนี้มันก็ไม่เอาอะไรอีกเลย เพราะมันว่างอยู่แล้ว)

ส่วนปัญญาของสรรพสัตว์ที่ออกจากตัวเองไม่เป็นก็ต้องทำเอา กอบโกยเอา บำเพ็ญเอา ชนิด “ฉลาดก่อนว่าง” (จากตัวตน) ซึ่งมันสวนทางกับเนื้อหาแห่งพระนิพพานที่มันว่างอยู่แล้ว มันจึงเป็นไปไม่ได้

แค่เริ่มนับหนึ่งเข้าไปทำเอานิดเดียวก็ผิดต่อสัจธรรมแห่งพระนิพพานแล้วครับ

No comments:

Post a Comment