Tuesday, February 26, 2013

คุยข้างเดียว#5: สัจธรรมสัญจร on the rock!!

ใครที่เข้ามาในเว็บนี้บ่อยๆก็คงจะรู้ว่าผมไปวัดร่มโพธิธรรมมาเมื่อวันที่ 25-26 ก.พ.55 ที่ผ่านมา ได้ไปนอนที่วัดแค่คืนเดียว แต่สำหรับผมแค่คืนเดียวก็โอเคแล้ว ไม่ต้องเยอะ

ทริปนี้เกิดขึ้นเมื่อคุณติ่ง สหายธรรมที่เคยไปวัดด้วยกันชวนมาทางเฟสบุ๊คว่าจะไปวัด ซึ่งทีแรกผมก็นึกว่าจะไปช่วงวันเกิดหลวงพ่อ(12 ก.พ.55) แต่คุยไปคุยมาก็มาลงวันที่ 25-26 ก.พ. แทน ซึ่งทีแรกผมไม่แน่ใจว่าจะได้ไปหรือเปล่า แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจไปสักวันก็แล้วกัน


คุณติ่งกับผมออกเดินทางกันเช้ามืดวันเสาร์ที่ 25 ก.พ. โดยนัดเจอกันที่ สถานีรถไฟฟ้า BTS วงเวียนใหญ่เวลาประมาณตี 5 ครึ่ง ตลอดทางผมกับคุณติ่งก็คุยกันหลายเรื่อง เนื่องจากไม่ได้เจอกันแบบเห็นหน้าค่าตามาปีกว่าๆเกือบๆสองปี โดยเรื่องราวส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการทำเกษตร ส่วนการสนทนากับคุณติ่งตลอดทางนั้นก็เป็นไปด้วยความเพลิดเพลินของผมฝ่ายเดียว เพราะที่บ้านคุณติ่งทำการเกษตร ก็เลยมีประสบการณ์และความรู้มากกว่าผม ซึ่งเป็นคนกทม.โดยกำเนิด เรื่องปลูกต้นไม้เพิ่งมารู้จักไม่นานนี้เอง(ฮา) ระหว่างทางก็ชี้ชวนกันดูไร่นาของชาวบ้านข้างทางไปเรื่อย ว่าเขาปลูกอะไรกัน ส่วนสัจธรรมพวกเราไม่ได้คุยกันแล้วครับ

เราไปถึงวัดราวๆบ่ายโมงกว่าๆ พอได้ที่พักเรียบร้อย เราต่างคนก็ต่างแยกย้ายออกไปเจอผู้คนในวัด ผมก็ไปนั่งคุยกับแม่ชีหนิง หลวงพี่ปัง และอาจารย์โก๊ะ ที่ได้ยินเรื่องของแกมานาน แต่ก็ไม่เคยเจอสักที คุยได้พักใหญ่ด้วยความสนุกสนาน เพราะนานๆเจอกันที พอมองนาฬิกา อ้าวเลยไปเกือบสามโมงแล้วนี่หว่า หลวงพี่ปังก็เลยพาผมไปกราบแม่ชีเล็ก ได้สนทนาทักทายกันพอสมควร หลังจากนั้นผมก็โทรหาคุณติ่งเพื่อชวนไปกราบหลวงพ่อด้วยกัน ซึ่งช่วงสุดสัปดาห์นี้วัดค่อยข้างเงียบครับ ญาติโยมไม่มาก ผมกับคุณติ่งก็เลยได้สนทนากับหลวงพ่อพักหนึ่งแต่ไม่นานมาก

ที่ผมต้องใส่วลีว่า on the rock เพราะ มาวัดคราวนี้หลวงพ่อท่านจัดเพียวๆเต็มๆเหมือนเดิม คือโดยสถานการณ์ของผม นับตั้งแต่มาวัดวันแรกจนวันนี้คือ ผมจะไปวัดได้แค่ช่วงสั้นๆ เพราะต้องเลี้ยงลูก แม้แต่ช่วงปี 53 ที่หลวงพ่อมาที่กทม.บ่อยๆ ผมก็ไม่ค่อยได้ไปกราบท่านทุกครั้ง หรือไปก็ไปได้แค่ช่วงสั้นๆ เมื่อท่านเจอผมก็ให้สัจธรรมแบบสั้นๆฉับพลันทุกครั้งเช่นกัน พอเหมาะกับเวลาที่ผมหาได้ดีแท้

แต่ครั้งนี้ค่อนข้างต่างออกไปครับ ซี่งส่วนใหญ่หลวงพ่อท่านเหมือนจะรับรองสภาวะธรรมเสียมากกว่า เพราะสิ่งที่หลวงพ่อท่านพูดกับผมนั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมมาเกือบสามเดือนแล้ว

ท้าวความย้อนกลับไปสักนิด ถ้าใครสังเกตดีๆ ก็จะพบว่าในช่วงเดือนธันวาคม 54 ผมจะอัพเดตบทความน้อยมาก เหตุผลหนึ่งก็คือไล่ดูหนังที่ตกค้าง(ฮา) และแก้หนังสือฉบับหนึ่งตามที่มีคนจ้าง(ฮาอีก) แต่เหตุผลจริงๆคือ มันดับสนิทเลยครับ ดับชนิดที่ว่านั่งหน้าจอทีไร มันไม่มีอะไรออกมาเลย ช่วงแรกก็ตกใจครับ ประมาณว่า เฮ้ย!!! มันหายไปไหนหมดวะเนื้อหาสัจธรรม หรือ เฮ้ย!!!! หลวงพ่อริบบารมีคืนหรือเปล่าวะ(ฮา) หรือ ทำไมมันเหมือนคนที่ไม่มีอะไรเลยวะเนี่ย เหมือนโง่สนิทเลยล่ะ(ฮาอีก) จำอะไรก็ไม่ได้ แต่จะว่าไปมันก็สบายดีนะครับ จากที่เคยอยากไปวัดมากๆ ความรู้สึกนั้นมันก็หายไปเลย ไอ้ความรู้สึกอยากเจอหลวงพ่อนี่หายเรียบ..เอ๊ะนี่เราเป็นอะไร งง

ที่ผมเล่านี่ไม่ค่อยสนใจเรื่องฟอร์มหรอก ไม่มีฟอร์มถึงได้เล่าแบบนี้ไง ไม่ต้องเก็ก งงก็คืองง เพราะจริงๆมันก็งงมาตั้งแต่เจอหลวงพ่อครั้งแรกแล้ว งงจนวันนี้จริงๆ 5555

อาการดับสนิทศิษย์ส่ายหน้านั้น ดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งเดือนมกราคม 55 ที่ผ่านมา ได้มีคนมาสนทนาธรรมด้วย ไอ้จากที่ดับอยู่แล้ว มันก็สะท้อนเนื้อหาออกมาอย่างอัตโนมัติ แถมเนื้อหาละเอียดและลงลึกกว่าเดิมจนผมเองก็ตกใจ(เห็นตัวเองในกระจกก็ผวาเฮือก...นี่กรูเป็นไรอีกเนี่ย - -") นอกจากนี้ยังเข้าใจสังสารวัฎและนิพพานในองค์รวมได้กว้างขวางขึ้น ละเอียดขึ้น ในทุกเรื่อง ถึงตรงนั้นจึงได้รู้ว่า ยิ่งดับ ยิ่งไร้ ก็จะเข้าใจเนื้อหาโลกุตระมากขึ้นไปเอง

นอกจากนี้ยังทำให้ผมเข้าใจหลวงพ่อมากขึ้นไปอีกในทุกด้าน ทั้งทึ่งและซาบซึ้งในความเป็นบรมครูของท่าน ที่ได้ถ่ายทอดเนื้อหาการโปรดสัตว์ให้อย่างไร้ขีดจำกัดโดยตลอด แม้ผมจะไม่ค่อยได้เจอท่านหรือคุยกับท่านทางโทรศัพท์ก็ตาม (ผมคุยกับหลวงพ่อน้อยมากนะครับ ถ้าใครคิดว่าผมใกล้ชิดกับหลวงพ่อ ก็บอกได้เลยว่าเข้าใจผิดแล้ว ผมมันพวกนักเรียนหลังห้องครับ)

เนื้อหาใจความที่หลวงพ่อท่านถ่ายทอดให้ผมในวันที่ 25 ก.พ.นั้นก็คือ ให้ปล่อยเลย ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่รู้อะไร ไม่ต้องกลัวว่าจะอยู่ยังไง เพราะเมื่อมันไร้ เดี๋ยวมันจะตอบสนองต่อทุกสิ่งอย่างอัตโนมัติ อัจฉริยะไปเองตามเหตุปัจจัย โดยเฉพาะการถ่ายทอดสัจธรรมก็จะละเอียด ลึกซึ้ง กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมรู้สึกได้มาตั้งแต่ม.ค.55 อย่างที่เล่าไปแล้วครับ และท่านก็พูดรับรองตรงตามนี้เลย ทั้งๆที่ผมไม่ได้เล่าอะไรให้ท่านฟังแม้แต่น้อย ส่วนเนื้อหาที่เหลือ ผมจำไม่ได้ครับ เดี่ยวถ้ามีไฟล์เสียงสนทนาตรงนี้มาก็จะลงให้ฟังกันครับ

หลังจากเข้าพบหลวงพ่อแล้ว ผมก็เดินไปกราบพระอาจารย์วิสิษฐ์ ได้ซีดีใหม่ๆมาเพียบ โดยเฉพาะซีดีสนทนาธรรม แล้วก็ได้พบกลุ่มพระและญาติโยมจากวัดไร่ขิงกลุ่มหนึ่ง ได้สนทนากับพระจากวัดไร่ขิงที่เข้าใจสัจธรรมแล้ว จากนั้นผมก็กลับไปที่พัก เพื่อเตรียมตัวไปฟังเทศน์ที่ลานธรรม เย็นวันนั้น หลวงพ่อท่านเทศน์สั้นๆ ส่วนใหญ่จะดับนานครับ วันแรกนี่ผมไม่ได้ถ่ายภาพหรือบันทึกเสียงอะไรไว้เลย เพราะไปถึงวัดก็ลุยไปพบคนนั้นคนนี้จนหมดวัน

คืนนั้นก่อนเข้าที่พักผมก็ไปเดินเล่นรอบๆวัดกับน้องเอ็ม และแม่ชีอีกท่านหนึ่ง ได้ไปพบพี่หมอกำพลที่เรือนพัก ไม่นานผมก็กลับไปอาบน้ำนอน คุณติ่งสารถีนั้นหลับไปก่อนผมแล้ว เพราะขับรถมาแทบทั้งวัน ท่ามกลางควันจากไฟป่าที่โชยมาจนผมหายใจไม่ค่อยออก

วันรุ่งขึ้น ผมตื่นมาราวหกโมงครึ่ง กว่าจะออกมาจากที่พักก็เกือบๆ 7 โมงเช้าแล้ว จึงรีบเดินไปลานธรรมเพื่อฟังเทศน์ตอนเช้า ซึ่งเทศนาธรรมตอนเช้านี้ก็ดีมากครับ เพราะท่านได้เทศน์แก้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปล่อย การวาง การคลายจนหมด ซึ่งผมเองก็เขียนหัวข้อเรื่องนี้รอเอาไว้เกือบอาทิตย์แล้ว แต่ยังไม่ได้เขียนก็ไปวัดเสียก่อน ซึ่งตรงนี้เป็นเนื้อหาที่เข้าใจผิดกันมาก คือพยายามเอาตัวเองไปวาง ไปว่าง ซึ่งแบบนี้ก็ถือว่ายังมีตัณหาในการคอยวางอยู่น่ะครับ

พอฟังเทศน์เสร็จ น้องเอ็มก็พาผมกับคุณติ่งไปเดินสำรวจแปลงผักผลไม้ในวัด ซึ่งผมแปลกใจมากเพราะพื้นที่วัดนี่ดินไม่ค่อยดีครับ ดูแล้วไม่น่าจะปลูกอะไรได้สักเท่าไหร่ แต่ก็ปลูกไปแล้ว เห็นว่าพื้นที่ปลูกเป็นสิบไร่เหมือนกัน พวกเราเดินดูกันจนพอใจ ผมน่ะโคตรลั้นลาเลยเพราะกำลังสนใจเรื่องเกษตรอยู่ ผมจึงเกิดไอเดียว่าอาจจะมาฝึกงานทำเกษตรเสียที่วัดเลยดีกว่า เพราะเห็นฝืมือคนที่พลิกฟื้นผืนดินแล้วก็ได้แต่ทึ่งครับ

หลังจากนั้นผมก็ไปหาพระอาจารย์วิสิษฐ์ ก่อนที่จะกลับไปเก็บของที่กุฏิ เสร็จแล้วก็ไปกราบลาหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็ไม่ได้พูดอะไรมากเลย พอลาท่านออกมา ท่านก็หยาดน้ำให้หนึ่งขวด

ขากลับคุณติ่งพากลับทางน้ำหนาว ลงเพชรบูรณ์ ซึ่งน้ำหนาวสวยมากครับ ถ้าเป็นหน้าหนาวคงจะน่าเที่ยวทีเดียว วันนั้นผมกลับถึงบ้านสองทุ่มกว่า โดยเราแวะพาแม่ชีเปิ้ลไปส่งที่พักก่อน แล้วคุณติ่งก็มาส่งผมที่บ้าน ทริปนี้ถ้าไม่ได้คุณติ่งนี่คงไม่ได้ไปแน่ๆครับ อนุโมทนาบุญด้วยจริงๆ

ส่วนเดือนมีนาคมที่คิดว่าจะไปสัก 5 วันก็อาจจะไม่ได้ไปแล้ว คงต้องเลื่อนออกไปก่อนครับ

No comments:

Post a Comment