Friday, February 15, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#46(จบ)

ส่วนความดับทุกข์ – ความพ้นทุกข์ – ความหลุดพ้น – วิมุติ – นิโรธ – นิพพาน  ไม่ต้องทำอะไร ให้เป็นเรื่องของมันเอง และอยู่แล้ว  ท่านจึงเรียกว่าเป็นธรรมเหนือโลก โลกคือกรรม  ธรรมเหนือโลก  ก็คือ  ธรรมเหนือกรรม  หรือ  พ้นกรรม , นอกเหนือกรรมนั่นเอง  ผู้ที่จะทำให้ถึงนิพพานจึงเป็นไปไม่ได้  มีแต่หยุดทำหรือยุติทำนั่นแหละจึงจะพบเห็นว่าความดับที่มีเองอยู่แล้วได้    เรียกความมีเองอยู่แล้วนี้ว่า  สัจธรรม ( ตถตา  =  ตะถะตา )

คำกล่าวที่ว่ารู้มัน – ดูมัน – เห็นมัน – เข้าใจมัน นั้นผิดสัจธรรม  แทนที่จะตรงต่อดับ แต่กลับตรงต่อเกิดเรียบร้อยเลย  เกิดอะไร?  เกิดกิริยากรรม – กลายเป็นกรรมกิเลส , กิเลสซ้อนธรรม , กรรมซ้อนธรรม , กรรมบัง , การปฏิบัติปิดบังพระนิพพาน  มันก็เลยดับอยู่แล้วไปซะหมด  เพราะมัวแต่เกิดอยู่นั้น ทั้งที่มันก็ดับก่อนเกิดอยู่แล้ว  มันไม่มีก่อนมีอยู่แล้ว
     
นักปฏิบัติทำสามารถปล่อยวางสิ่งอื่นได้ทั้งหมด  แต่มักไม่กล้าปล่อยวางหรือยุติตัวปฏิบัติของตนเอง  เนื่องจากไม่รู้ว่าตัวปฏิบัติของตนเองนั่นแหละ  คือแหล่งสั่งสมตัวตนที่แนบเนียนที่สุด  มันจึงไม่กล้าจะสละรู้  สละดู  สละเห็น  ไม่กล้าเลิกรู้  เลิกดู  เลิกเห็น  ไม่กล้าปล่อยรู้ วางรู้ ถ้าไม่เอะใจ – เฉลียวใจ หรือ ไม่มีผู้รู้ชี้แนะ  ผู้นั้นก็จะติดตัน แบกขันธ์อย่างละเอียดนี้ไว้(โดยไม่รู้ตัวจริงๆ)  คือขันธ์รู้  เมื่อไม่กล้าปล่อยจริง ๆ ก็เลยไม่ตรงต่อนิพพานจริง ๆ , นิโรธจริง ๆ ได้แต่เกือบนิโรธ  เกือบนิพพาน  ขอให้เข้าใจสัจจะของธาตุ – ขันธ์ให้ดี  แล้วจะได้เลิกหลง  จงใจทำ

ธาตุแต่ละธาตุ  ขันธ์แต่ละขันธ์  ไม่ใช่อะไร,  มันไม่ได้พยายามที่จะเป็นตัวมัน , มันไม่มีเนื้อหาที่จะปฏิบัติอะไร  แม้แต่จะปฏิบัติให้เป็นตัวมันเอง  ไม่ต้องพูดถึงว่ามันจะข้ามไปปฏิบัติต่อธาตุ – ขันธ์อื่น, มันไม่เนื่องด้วยสิ่งใด แม้แต่ตัวมันเอง  มันไม่ได้พยายามจะสามัคคีกันหรือสมานฉันท์กัน หรือพยายามจะรวมกันเป็นหนึ่งหรอก   เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่แตกต่างกันอยู่แล้ว

 ธาตุแต่ละธาตุ  ขันธ์แต่ละขันธ์  ไม่ใช่สิ่งอิง – อาศัยอะไร แม้แต่ตัวมันเอง  ตัวมันเองก็ปล่อยตัวมันเอง  ตัวมันเองยังไม่ยึดตัวมันเองเลย  แล้วมันจะไปยึดข้ามธาตุ – ข้ามขันธ์ได้อย่างไร , มันไม่เคยแคร์อะไร  มันอาจจะเกิดตามเหตุ – ปัจจัย แต่ตอนดับนั้นไม่ต้องการเหตุ – ปัจจัยใด ๆ ทั้งสิ้น  ดับเอง , ปล่อยเอง, วางเอง, ว่างเอง  อยู่แล้ว

                 การรู้และเข้าใจที่ตรงต่อความเป็นจริงนี้มีอานิสงส์ –อานุภาพมาก  ทำให้เลิกหลงได้ สมดัง   ที่พุทธองค์ตรัสไว้ว่า

เมื่อเห็นด้วยปัญญาว่า  สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง  ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง  นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน
เมื่อเห็นด้วยปัญญาว่า  สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์  ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง  นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน
เมื่อเห็นด้วยปัญญาว่า  ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา  ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง  นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน

           สังขารที่สัตว์โลกหลงกันที่สุดก็คือ  สังขารที่เรียกว่าการปฏิบัติทำ ไม่ว่าทำรู้  ทำดู  ทำเห็น  ต่อเมื่อรู้    เมื่อดู  เมื่อเห็นแล้ว  ก็แช่รู้  แช่ดู  แช่เห็น , จม - งม , เฝ้า – แบกรู้ ดู เห็นนั้น  เพราะหมายมั่น  จะให้ได้ ให้มี ให้เป็น  ซึ่ง... (ทั้งทางโลกและทางธรรม)

ท่านจึงกล่าวว่า  ตัดซะรู้ มันไม่ใช่ทั้งหมดแหละ  จะได้ไม่ติดรู้ , ไม่หลงรู้  มันก็จบตรง
ไม่หลงรู้  ไม่ติดรู้นี้แหละ  เรียกว่า  อวิชชาดับ – ตัณหาดับ - อุปาทานดับ  แต่ไม่ใช่ไปทำการดับมันหรอก  เพียงแต่รู้ความจริงแล้ว “ ไม่ต้อง(ทำ)”  เรียกว่า  เลิกหลง ก็ตรงต่อดับอยู่แล้วทันที

                                                        ไม่

                    ไม่...อยู่แล้ว
                                                                  ไม่ต้อง
                                           ไม่ตั้ง
                                                                                        นอกเหนือ
                                                           ไม่เนื่องด้วย
                          ไม่อะไรกับอะไร
                                                                             แล้วแล้วไป
                                                ช่..า...ง...มัน


                  ....  ก็ตรงต่อวาง  ว่าง  สงบ  เย็น     อยู่เองแล้ว   ไม่เลย   หยุดเลย  ...

No comments:

Post a Comment