Friday, February 15, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#45

ปฏิจจสมุปบาท

หมายถึง  การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลาย เพราะอาศัยกัน , ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อม , ธรรมที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดมีขึ้น  มีชื่อเรียกอย่างอื่นอีก  เช่น                     อิทัปปัจจยตา , ธรรมนิยาม , ปัจจยาการ   เริ่มต้นจาก

        เพราะอวิชชา   เป็นปัจจัย   สังขาร  จึงมี
เพราะสังขาร เป็นปัจจัย   วิญญาณ  จึงมี
เพราะวิญญาณ เป็นปัจจัย   นามรูป  จึงมี
เพราะนามรูป เป็นปัจจัย   สฬายตนะ  จึงมี
เพราะสฬายตนะ    เป็นปัจจัย   ผัสสะ  จึงมี
เพราะผัสสะ เป็นปัจจัย   เวทนา  จึงมี
เพราะเวทนา เป็นปัจจัย   ตัณหา  จึงมี
เพราะตัณหา เป็นปัจจัย   อุปาทาน  จึงมี
เพราะอุปาทาน เป็นปัจจัย   ภพ  จึงมี
เพราะภพ เป็นปัจจัย   ชาติ  จึงมี
เพราะชาติ เป็นปัจจัย   ชรา – มรณะ  จึงมี
       เมื่อมีชรามรณะ  ก็ถึงพร้อมด้วย  ความโศก  ความคร่ำครวญ  ทุกข์ โทมนัส  และความคับแค้นใจ
อันนี้ยกตำรามาให้ดู  ยังมีชื่อเรียกอย่างอื่นอีกว่า  กงจักรหรือสังสารจักร  ในการหมุนวนเวียนเรียก  ไตรวัฏฏ์    หรือวัฏฏ์ 3 ดังแผนผัง
เมื่อพิจารณาดูตามวงจรแห่งทุกข์นี้แล้ว  มีจุดที่น่าสนใจอันเกี่ยวเนื่องไปถึงสิ่งที่เรียกว่า  การปฏิบัติ(ทำ)ธรรม  เพราะถ้าหากเข้าใจรหัสนัยสำคัญตรงนี้ได้  อาจทำให้ไม่หลงปฏิบัติหรือ ปฏิบัติแบบหลง ๆ ได้  คำ ๆนั้นคือ  สังขาร
เนื้อหาก็เหมือนคนติดยาเสพติด  คือ 
                               เพราะเสพ (กรรมเป็นเหตุ)  จึงติด  ( เป็นผลหรือวิบาก)
                                               เพราะติด (เหตุ) จึงอยาก (ผล-ตัณหา)  
             เพราะอยาก (เหตุ)  จึงเสพ (กรรมเป็นผล-วิบาก)

   “สังขาร”โดยนัยที่แสดงอยู่ในปฏิจจสมุปบาทนั้น  หมายถึง  สภาวะที่มีเจตนาเป็นประธาน ทำให้เกิดขึ้น  มีขึ้น  สร้างขึ้น  ปรุงขึ้น  แต่งขึ้น  เริ่มต้นที่เรียกว่ากรรมภพ  (เป็นภพหรือการเกิดขึ้นของเจตนากรรม)  นับตั้งแต่ มโนสัญเจตนากรรม , วจีสัญเจตนา , กายสัญเจตนา  คือ  สภาพปรุงแต่งการกระทำทางใจ – ความจงใจทางใจ , สภาพปรุงแต่งการกระทำทางวาจา – ความจงใจทางวาจา  และสภาพปรุงแต่งการกระทำทางกาย – ความจงใจทางกาย  ตามลำดับ  ซึ่งทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นความจงใจปรุงแต่งการกระทำทางใด  จะมีเนื้อหาอยู่  3  ประการคือเป็น

1. อปุญญาภิสังขาร หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งด้วยความจงใจฝ่ายชั่ว ได้แก่   
                                                 อกุศลเจตนาทั้งหลาย
2.  ปุญญาภิสังขาร หมายถึง สภาพที่ปรุงแต่งด้วยความจงใจฝ่ายดี ได้แก่  
                                                กุศลเจตนาที่เป็นกามาวจร  และรูปาวจร 
3.  อาเนญชาภิสังขาร หมายถึง   สภาพที่ปรุงแต่งภพด้วยความจงใจ 
                                                หรือภาวะจิตที่มั่นคง  แน่วแน่  ได้แก่  
                                                 กุศลเจตนาที่เป็นอรูปาวจร 

จากเนื้อหานี้สามารถสรุปได้ว่า  การกระทำ , กรรม , กิจ  เป็นผลเนื่องมาจากความจงใจ หรือเจตนานั่นเองที่เป็นตัวขับเคลื่อนสังสารวัฏ  พระพุทธองค์จึงได้ตรัสว่า  สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม  เพราะเจตนาหรือความจงใจในที่นี้ถูกผลักดันหรือขับเคลื่อนมาจากอวิชชา ตัณหา อุปาทานให้หมุน(จร)อยู่ใน 31 ภพภูมิ  ท่าน จึงเรียกกรรมชนิดนี้  กิเลสกรรมหรือกรรมกิเลส คือ การเกาะอะไรก็ได้ ขอเกาะไว้ก่อน , ส่วนเจตนากรรมก็คือ  การแสดงออกหรือ  การส่งผลเพื่อการคงอยู่ของการเกาะไปเรื่อยๆ  เราไม่ต้องไปสนใจเลยว่ามันเป็นกุศล  อกุศล  หรือกลาง ๆ  เพราะทั้งหมดล้วนแต่เนื่องมาด้วยอวิชชา – ตัณหา – อุปาทานทั้งสิ้น 
                                                
             คำว่า “อวิชชา”  มิใช่แปลว่าไม่รู้  แต่เนื้อหาแท้ๆเลยก็คือ  ไม่รู้ว่ากำลังหลงรู้อยู่  จึงก่อเกิดเป็นปัจจยาการอื่นๆตามมาที่เรียก  สังสารวัฏ 3 คือ ภพทั้ง 3  อันเป็นคุกขังสัตว์โลก   ตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด  ได้แก่กามภพ  รูปภพ  และอรูปภพ  หมุนวนเวียนกันอยู่เช่นนี้  ไม่รู้ต้น  ไม่รู้ปลาย

 การจะนอกเหนือความเป็นสัตว์โลกได้ก็ตรงที่นอกเหนือเจตนากรรม , กรรมกิเลส , กิเลสกรรม  นี้เท่านั้น คือทั้งไม่ทำตามและทำตาม อย่างอื่นเราไม่อาจทำอะไรได้เลย มีจุดนี้จุดเดียวที่จะออกได้จริง  คือ  การงดเว้นความจงใจทางใจในทุกรูปแบบ(เพราะเข้าใจสัจจะ) ทั้งก่อนเกิด – ขณะเกิด – หลังเกิดขึ้นของสภาวธรรมต่าง ๆ  ตรงนี้แหละที่ท่านกล่าวว่า  

                 “ ขันติคือความอดกลั้น(ตบะ)   เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง ”
       พิจารณาดูตามกลไกจะพบได้ว่า  กิเลสไม่ว่าจะมาในรูปแบบไหน  มันจะหลอกล่อยั่วยวน – ชวนและเชิญให้เราเกิดการกระทำมโนกรรมหรือความจงใจทางใจเป็นปฐม 

       การที่เรามีความเข้าใจที่ตรงต่อความเป็นจริงทำให้ไม่หลงกระทำ  ไม่หลงเกิดความจงใจขึ้นนี้แหละที่เรียกว่าขันติ  คือการไม่สนใจ ทั้งการทำตามหรือไปทำต้าน  สิ่งที่เรียกกิเลส ยาง ใย อนุสัย ความเคยชินทุกรูปแบบที่ผุดโผล่ก็จะจางคลาย  เสื่อมสลายเรียกว่าหมดน้ำยาไปเอง จืดไปเอง หมดอิทธิพลไปเอง เพราะสิ่งเหล่านี้ก็อนิจจังในตัวเองอยู่แล้ว  

         “ท่าน”จึงว่า “ เมื่อเน้นจัด  fixจัด  เวทนาก็จัด  ตัณหาก็จัด ซึ่งทั้งหมดมีแต่จัดสรรความทุกข์  ความยาก ความลำบากมาให้ทั้งนั้น”  คำว่า “จัด” ในที่นี้แปลว่ามาก 

         จึงสามารถสรุปได้ว่า  ตัวไปหลงตั้งใจรู้นี้แหละเป็นจุดเริ่มต้นของปัจจยาการของสังสารวัฏ  หรือปฏิจจสมุปบาท  “ท่าน”  จึงว่า  ตัวรู้นั่นแหละตัวร้าย คือ  หลงรู้  หากไม่ไปปรุงรู้  ทำรู้ขึ้น  และเมื่อรู้สิ่งใดแล้วก็ไม่แช่รู้  แช่ดู ทั้งไม่ทำตาม – ทำต้าน  รู้นั้นก็ไม่ใช่ตัวร้ายอีกต่อไป
         การจะนอกเหนือกรรมกิเลสได้ต้องอาศัยสัมมาทิฐิ เป็นประธาน  อาศัยปัญญาขององค์พุทธอรหันต์  มหาโพธิสัตว์ที่ท่านแสดงสัจจะของสภาวธรรมที่เรียกว่า “สัจธรรม”ให้เราได้รับรู้(ฟัง)   รวมถึงเนื้อหาในอริยสัจทั้ง 4 ประการ เปรียบเหมือนแสงสว่างส่องนำทาง  หรือเป็นอาวุธอันคมกริบในการหักโค่นต้นไม้แห่งสังสารวัฏ – สังสารวน

          ประกอบกับการได้สนทนาธรรมแลกเปลี่ยนกับกัลยาณมิตรที่เข้าใจเนื้อหา  หรือสอดคล้องกับสัจธรรมอยู่แล้ว  เป็นการซักฟอกและเรียนรู้การใช้สื่อไปในตัว  ประกอบกับการไม่คลุกคลี  พูดคุย  ถ้ามีก็ให้เป็นไปตามโอกาส ตามควร ตามฐานะ ตามความจำเป็น  เป็นครั้งคราว  ก็จะเป็นการกลั่นกรองธรรมะสัจจะไปในตัวเอง 
         เมื่อมีกิจอันใดเห็นสมควร  เห็นประโยชน์เพื่อการช่วยเหลือ  เกื้อกูล  สงเคราะห์ อันจะไม่เป็นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นแล้วก็ทำไปด้วยสติ  สมาธิ  ปัญญา   แต่ภายในใจก็ตรงต่อสัจธรรมรองรับไว้  เรียกว่า  รู้อยู่แก่ใจ  ,โดยสามัญสำนึก ถึงสิ่งที่กระทำว่าเป็นเพียงสิ่งอุปโลกน์ , สิ่งสมมติ  เพื่อผู้อื่น ทำให้ ทำแบบแล้วแล้วไป  

      คนเราเมื่อนอกเหนือชีวิตเป็นก็ใช้ชีวิตเป็น  นอกเหนือสติ  สมาธิ  ปัญญาเป็น  ก็ใช้สติ  สมาธิ  ปัญญาเป็น  เรียกว่าไม่ติดอยู่หรือแบกไว้ ไม่แบกสติ  แบกสมาธิ  แบกปัญญา

No comments:

Post a Comment