Friday, February 15, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#44

การไม่ติดฝั่ง  หรือทางสายกลาง  ยังกินความหมายถึง  การไม่ติด  ข้อง  คาอยู่ในสภาวะคู่  หรือธรรมคู่  คือให้เข้าใจ อย่างเด็ดเดี่ยว  เด็ดขาดไปเลยว่า “ไม่ใช่”ทั้งคู่นั่นแหละ  ทั้งตัวรู้ – สิ่งที่ถูกรู้ , นอก – ใน , ผิด – ถูก , ดี – ไม่ดี , ใช่ – ไม่ใช่ , อดีต – อนาคต  แม้ปัจจุบัน , เอา – ไม่เอา ฯลฯ  แล้วมันจะได้เลิกดิ้นรนแสวงหาสิ่งที่ถูก  เลิกเลือกข้าง  เลิกเลือกฝ่าย  จะตรงต่อดับอยู่แล้วเลยทันที  ใจมันจะยุติทำๆๆอะไรๆๆ  ที่เป็นการมุ่ง , พุ่ง  ไปข้างหน้าอยู่เรื่อย  เพราะเข้าใจว่าที่ถูก – ที่ดี  ที่สมบูรณ์  รออยู่ข้างหน้า , ที่ปรากฏอยู่ขณะนี้ไม่ดี     ไม่พอ ไม่ได้  ถ้าเข้าใจอย่างนั้นจิตมันก็ตะเกียกตะกายไปหน้าเรื่อย  สงสารใจมันบ้าง...

ข้อปฏิบัติทั้งหลายทั้งปวง (ยืมภาษาใช้) ต้องสอดคล้องต่อสัจธรรมที่  ไม่...อยู่แล้ว , ไม่ต้อง – ไม่ตั้งอยู่แล้ว , แล้วแล้วไป  อยู่แล้วตลอด  ไร้ซึ่งเจตนากรรมในแต่ละธาตุ – ขันธ์  เจตนากรรมทั้งหลายทั้งปวงในการดำเนินชีวิตสามารถมีได้แต่ก็ให้มีเนื้อหาที่สอดคล้องหรือตรงต่อความดับ  เช่น  เป็นไปในลักษณะของการยุติ , ตัด , ไม่ต่อ , ไม่ปรุง , ไม่แต่ง , จบ  เช่น  ปัญญาก็จบในปัญญา , ปัญญาตัดปัญญาไม่ใช่ปัญญาแตกซ่านซึ่งมันจะเป็นชีวิตที่เรียบง่ายไปเอง  ดำริออก
ก็เพื่อออกจากดำริ  ไม่ใช่ดำริไปเรื่อย, นอกจากนั้น

  เจตนากรรม ก็ให้เป็นไปในแง่มุมเพื่อการสละ,  จาคะ , จางคลาย  มีเนื้อหาที่ตรงต่อ
“ไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่แล้ว”ในทุกรูปแบบ  เรียกว่าเป็นไปเพื่อการเกื้อกูล   สงเคราะห์ –  อนุเคราะห์ – ช่วยเหลือ  ทำให้ มิใช่ทำเอา ไม่มีวัตถุประสงค์อื่นแอบแฝง เช่นหวังผลใด ๆ ก็ตามแม้จะเป็นบุญ , กุศล ฯลฯ เรียกว่าเป็นการกระทำดีล้วนๆ  วางใจอย่างนี้แล้วจะได้ไม่ถูกตัณหา – อุปาทาน(สร้างสมุทัย)แทรกหรือซ้อนไปในการกระทำนั้นเลย  เป็นเนื้อหาของการให้  การสละด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ และเมื่อใจตรงต่อสัจธรรม จะเป็นการทำให้แบบแล้ว ๆ ไป  มิใช่ให้หรือกระทำแล้วยังมีเนื้อหาติด – ขัด – ข้อง – คา  กับสิ่งที่ได้ทำไปหรือผลที่จะเกิดตามมา

สัมมาทิฐิ  จึงเป็นประธานของมรรคทั้งปวง  ถ้าขาดซึ่งข้อนี้เสียแล้ว  แน่ใจได้เลยว่าจะหลงปฏิบัติ  หรือปฏิบัติแบบหลง ๆ ผลคือ  ทุกข์ยาก – ลำบาก – เนิ่นช้า ต่อเมื่อใดที่ศรัทธาและตรงต่อสัจธรรม  เลิกทำ – ยุติทำ การงมทางก็สิ้นสุดลง เรียกว่าหมดทาง หมดความอาลัยในทาง         ( เมื่อมีทางก็มีผู้เดินทาง) ตั้งอยู่บนสัมมามรรคโดยปริยาย แน่นอนว่า ความพ้นทุกข์ ความดับลงแห่งตัณหา – อุปาทาน  จึงจะเป็นไปได้  โดยที่ไม่ต้องพูดว่าจะถึงนิโรธอย่างไร

   อีกอย่างหนึ่งที่ต้องขยายความของภาษากันการหลงผิดเกี่ยวกับมรรค หรือข้อปฏิบัติต่าง ๆ ที่ได้ยินบ่อย  เช่น  เจริญให้มาก  ทำให้มาก  ขอให้เข้าใจว่า  คำว่า  เจริญที่ถูกตรงต่อสัจธรรมนั้น  มิใช่เนื้อหาในลักษณะของการพอกพูน – สะสม – รอคอยความสมบูรณ์พร้อม เพราะถ้าเป็นเนื้อหาดังกล่าวมันจะมีสิ่งตรงกันข้ามทันทีคือ  เจริญได้ก็เสื่อมได้  ก็เพราะใช้ขันธ์มาทำการเจริญมันก็ของไม่เที่ยงทั้งนั้น  ดังนั้นคำว่า เจริญ  จึงมิได้มีความหมายถึงเจตนาปรุงหรือสร้างอะไร ๆ หรือให้ทำๆๆๆ ให้หนักหน้าไปเรื่อย
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า อนิจจสัญญา1,  อนัตตสัญญา1,  มรณสัญญา1, อาหาเรปฏิกูลสัญญา1,  และสัพพโลเกอนภิรตสัญญา1 ( สัญญาที่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เบื่อระอาในโลกอันเป็นที่อาศัยอยู่แห่งธาตุ 3 ทั้งหมดได้แก่  กามภพ , รูปภพ , อรูปภพ )  สัญญา 5 ประการนี้อันบุคคลเจริญแล้ว  ทำให้มากแล้ว  ย่อมมีผลมีอานิสงค์มาก  หยั่งลงสู่อมตะ  มีอมตะเป็นที่สุด จะเห็นว่าสัญญา 5 ประการ มีเนื้อหาที่เป็นสัจจะรองรับ  (อนิจจสัญญา , อนัตตสัญญา )  และอีก 3 ก็เป็นไปเพื่อความยุติ , ความจบหรือตัด – ละความเพลิน – ความมัวเมา – การปรุงแต่ง

 คำว่า เจริญให้มากหรือ ทำให้มาก ในที่นี้จึงหมายถึงขณะชีวิตดำเนินไป “ใจ”ก็คำนึงถึง สำเหนียกถึง – ระลึกถึง – แยบคายถึง – พิจารณาถึง – สำนึกถึง  หรือเตือนใจตนเองถึงความเป็นจริง(สัญญา)เรื่อย ๆ นี้เรียกว่า ทำให้มาก  แน่นอนว่าเบื้องต้นมันเป็นเจตนา  แต่มันเป็นเจตนาที่เมื่อใช้แล้วยังผลให้ใจเลิกหลง “ทำ” ตรงกับภาษาที่ว่า “ตัด”การเพลิน – มัวเมา – ยึด – อยาก  มันก็ตรงต่อดับอยู่แล้ว  นิโรธอยู่แล้ว วิมุติอยู่แล้วทันที  จบตรงที่ระลึกถึง  ไม่ใช่อยากระลึกถึงหรือแอบหวังผลในการเตือนใจตนเอง (จะได้ไม่ถูกตัณหา –อุปาทานแทรกซ้อน)

 ไม่มีการรอผลหรือหวังผลสำเร็จใด ๆ เรียกว่าระลึกถึงด้วยความบริสุทธิ์ใจ (สักแต่ว่าเตือน สักแต่ว่าระลึกถึง) มันก็ตรงกับดับอยู่แล้วทันที(ด้วยตัวของสัจจะเอง) เตือนจิตของตนเองเรื่อย ๆ ใจก็จะตรงต่อความเป็นจริงเรื่อย ๆ ต่อไปก็ไม่ต้องเตือน  เพราะใจมันเป็นเนื้อหาของความไม่ดิ้นรนเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งไปเอง  เรียกว่า มีศีล  สติ  สมาธิ  ปัญญา พร้อม(สมังคี) ไม่เน่าในด้วยตัณหาแทรก อุปาทานซ้อน  นั่นแหละที่ท่านว่า   หยั่งลงสู่อมตะ  มีอมตะเป็นที่สุด (อมตะหมายถึงพระนิพพาน)

             ดังนั้นจึงให้สำเหนียกคำว่า  เจริญให้มาก   ทำให้มาก  ไว้ให้ดีๆ ไม่ใช่ทำกายอย่างไรทำใจอย่างไรจึงจะดีจึงจะถูก  เน้นว่าไม่ใช่เจตนาปรุง – แต่ง – สร้าง – จงใจที่ทำสภาวะขึ้น  แม้แต่สภาวะรู้ – ดู – เห็น – สติ – สมาธิ –– ฌาน – ญาณ –ปัญญา  มันไม่ใช่เรื่องของการทำกายอย่างไรหรือทำใจอย่างไรจึงจะถูก จึงจะดี จึงจะพ้น  อย่างที่เคยกล่าวไว้ว่า ไม่ได้ทำ มิได้หมายความว่า
ไม่มี  ( คนทั่วไปจะติดนิสัยกับทางโลก (อนุสัย – เคยชิน)ที่จะมีอะไร ได้อะไร ถึงอะไรก็ต้องเนื่องมาจากการกระทำหรือสร้างด้วยฝีมือของตนเอง  พอบอกไม่ต้องทำก็กลัวจะไม่มี  กลัวจะไม่ได้  เกรงจะไม่ถึง )  ตรงกันข้ามคือ  มีแบบไม่ต้องทำขึ้นมาเอง  มีแบบนี้จะเป็น “มี”ที่ไม่ยึด “มี”เป็น,  เป็น “เป็น”ที่ไม่ยึด “เป็น”เป็น  แต่ถ้าเราไปทำขึ้น  มีจะติดมี , เป็นจะติดเป็น  เมื่อติดก็ตัน  เมื่อตันก็ต้องหา  ยิ่งหาก็ยิ่งตัน ท่านจึงเรียกว่า ตัณหา  อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ เพราะความดิ้นรนแส่ส่ายนั่นเอง

      สติ  ศีล  สมาธิ  ปัญญาสามารถมีได้เมื่อใจเราตื่นต่อความเป็นจริง จริงๆ และซื่อตรงต่อสัจจะนั้น  แล้วต่อไปจึงใช้ชีวิตเป็น  ถึงเวลาใช้(กรรม) “ขันธ์”ก็ใช้เป็น ไม่ใช้(กรรม)ขันธ์ก็ไม่แบกขันธ์
ไม่ต้อง ไม่ตั้งกับการดำเนินชีวิต  ก็จะไม่ติดการเป็นการอยู่ มันจะเป็นชีวิตที่เรียบง่าย  เรียกว่า  นอกเหนือชีวิตเป็น  ไม่ใช่ทาสรับใช้ชีวิต  และไม่ใช่ขี้ข้าของชีวิต

                                         “ท่าน” จึงกล่าวเตือนไว้ว่า
                               “ พ่อแม่ให้ความเป็นชีวิตจิตวิญญาณ
          แต่องค์พุทธอรหันต์ มหาโพธิสัตว์ ท่านให้นอกเหนือชีวิตจิตวิญญาณ ”

        เพราะคำว่าชีวิต ๆ  มันก็คือขันธ์ 5 การจะนอกเหนือชีวิต ก็คือการนอกเหนือขันธ์ทุก(ข์)รูปแบบเป็น เพียงใจซื่อตรงต่อสัจจะที่ ไม่ต้อง ไม่ตั้ง ไม่จงใจ ไม่มีเจตนากรรมใด ๆ ไม่เอาอะไร  ไม่อะไรกับอะไร  แล้วแล้วไป นอกเหนือเจตนากรรม

          เนื้อหาของ  ความไม่แปลกแยก,  ความไม่แตกต่าง,  ความไม่เหลื่อมล้ำ , ไม่ใช่คติ – อคติ , นอกเหนือความเป็นธรรมคู่หรือของคู่ , ไม่ใช่การเลือก , ไม่ใช่เรื่องของเหตุ – ปัจจัย,  ไม่ใช่เพื่อ... มิใช่เพราะ...,  ไม่ใช่การคอยอยู่กับอะไร,  ไร้ขั้นไร้ตอน , ไร้ขณะ , ไร้การเดินทาง , นอกเหนือเวลา , ไม่เกี่ยวกับเวลา  นี้แหละธาตุ ขันธ์จะสามัคคี  หรือสมังคี หรือเป็นหนึ่งไปเองโดยธรรม  ไม่ใช่ทำจนเป็นหนึ่ง  แต่เพราะไม่ทำนั่นแหละจึงเป็นหนึ่ง  คือเสมอกันด้วยสัจจะ , เสมอกันด้วยเพราะไม่มีตัณหา – อุปาทาน มานะทิฐิ  มาทำให้เกิดความแปลกแยกแตกต่าง

         การหลงกระทำนั่นแหละเป็นเหตุทำให้แตกแยก  แตกสามัคคี  ยิ่งทำจึงยิ่งแตกต่าง, ยุติทำก็ยุติความแตกต่าง  มันก็เสมอกัน - สามัคคีกันโดยเนื้อหา  เป็นหนึ่งไปเองโดยปริยาย  นี่แหละ อริยมรรค , มัชฌิมาปฏิปทา , ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา  ที่แท้จริง

ตามตำรากล่าวไว้ว่า มรรคมีองค์ 8  ย่อได้เป็น 3 คือ  หลักไตรสิกขา  ประกอบด้วย  ศีลสิกขา จิตตสิกขา  ปัญญาสิกขา (แต่ถ้าเรียงตามลำดับองค์มรรคจริง ๆ จะเป็นปัญญา  ศีล  สมาธิ)  ตามตำราแปลว่า  ฝึกหัดอบรม  กาย  วาจา  ใจ  และปัญญา  ให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุจุดหมายสูงสุดคือ  พระนิพพาน  กล่าวคือ

อธิศีลสิกขา      แปลว่า   ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติอย่างสูง
                                             เรียกว่า  ศีลอันยิ่ง
อธิจิตตสิกขา    แปลว่า   ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตเพื่อให้เกิดสมาธิอย่างสูง
                                             เรียกว่า  จิตอันยิ่ง
อธิปัญญาสิกขา   แปลว่า    ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง
                                                  อย่างสูงเรียกว่า  ปัญญาอันยิ่ง

ถ้าเราเข้าใจหลักการทั้ง 3 ตามนัยของภาษาที่อธิบายมาและเอามาปฏิบัติ  จะเห็นได้ว่ามันไม่ตรงต่อสัจธรรม  เพราะภาษาที่ใช้ล้วนแต่ชี้นำไปสู่การกระทำ , รอ – คอย , มีเป้าหมาย  เรียกว่า หวังผล, มีแต่ทำๆๆ...   เพราะๆๆๆ... เพื่อๆๆๆ...  อันนี้เป็นวงจรของปัจจยาการซึ่งเป็นปัจจยาการที่เนื่องด้วยขันธ์ 5 ตลอด  และอิง – อาศัย ขันธ์ 5  ตลอดสาย มันก็แบกขันธ์ตลอดสาย  แล้วจะพ้นทุกข์ได้อย่างไรกัน  ถ้ายังเห็นหรือเข้าใจว่าพระนิพพาน  จะถึงได้ด้วยปัญญาอันยิ่งแล้วละก็  ยิ่งไปกันใหญ่  เพราะจะกลายเป็นพระนิพพานมีเหตุ – ปัจจัย  แต่โดยสัจจะ  นิพพานเป็นวิสังขารธรรม - อสังขตธรรม , สมบูรณ์อยู่แล้วไม่อิง – อาศัย – เนื่องด้วยสิ่งใดนอกเหนือสิ่งอนิจจัง , สิ่งใด ๆ ที่เป็นสิ่งเนื่องด้วยต้องอิง – อาศัย เหตุปัจจัยอันนั้นมันเป็นสังขารธรรม – สังขตธรรม ซึ่งไม่อาจนอกเหนืออนิจจังไปได้

        นอกจากนั้นภาษายังชี้นำให้เกิดการค้นหา – แสวงหา  หรือเอาปัญญา  เพราะหวังว่า – คาดว่า - เข้าใจว่าเมื่อมีปัญญาอันยิ่ง (ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าปัญญาอันยิ่งนั้นเป็นอย่างไร)  จะบรรลุพระนิพพานได้  ก็เลยทำกันใหญ่ – ปรุง – แต่ง – สร้างเหตุปัจจัย  เพื่อให้เกิดปัญญากันเข้าไป  ทั้งศีล  สติ  สมาธิ  ก็เพื่อปัญญา  หวังว่า – คาดว่า – เข้าใจว่า – รู้สึกว่า  จะจบที่มีปัญญา  นั้นเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อสัจธรรมเป็นอย่างยิ่ง  เรียกว่า  อาจถึงขั้นกลับหัวกลับหางกันเลยก็ได้  ลองพินิจดูให้ดีเถิดท่านทั้งหลาย

คำว่าจะ, เพราะ,  เพื่อ , อาศัย , เหตุ , ปัจจัย ฯลฯ เนื้อหาของภาษาจริง ๆ คือ เป็นแง่มุมของปัจจยาการในการเกิดภพ – ชาติ และกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง

คำว่า  ไม่เนื่องด้วย , ไม่ต้อง , ไม่ตั้ง , นอกเหนือ , ไม่...อยู่แล้ว แล้วแล้วไป  ไม่อะไรกับอะไร เนื้อหาของภาษาคือ  ตัด , ยุติ , ดับ , วาง , ว่าง ,หลุด, พ้น , ไม่ข้อง , ไม่ขัด ,  ไม่คา ตรงกับนิโรธ, วิมุตติ , นิพพาน ความสงบเย็น

เพราะตัวการกระทำหรือเจตนากรรมนั้น  เป็นเนื้อหาของสมุทัยเต็มที่อยู่แล้วในตัวมันเอง  ไม่ต้องพูดถึงผลิตผลที่เกิดตามมาไม่ว่า สติ  ศีล สมาธิ ปัญญา , สติก็เพื่อศีล , สติก็ทำเพื่อสมาธิ , สติก็เพื่อปัญญา , ศีลก็เพื่อๆๆ  สมาธิก็เพื่อ ๆๆ , ปัญญาก็เพื่อๆๆ  มันเหมือนงูกินหางไปเรื่อย  จึงเรียกว่า  ภวจักร (วงล้อหรือวงจรแห่งภพ)  ไม่มีต้น  ไม่มีปลาย  ไม่รู้วันจบสิ้น

แล้วจะจบอย่างไร  ก็ต้องตรงต่อสัจธรรมที่ไม่เนื่องด้วย , ไม่ต้องอย่างไร - ไม่ต้องแบบไหนกับรู้ – ดู – เห็น, ไม่ตั้งกับรู้ – ดู – เห็น ,นอกเหนือรู้ให้เป็น  จึงจะนอกเหนือขันธ์เป็น

       อธิศีล     แปลว่า ศีลอันยิ่ง  อันนี้อาจติดศีลได้  ถ้าตรงต่อสัจจะแล้วต้อง  ยิ่งกว่าศีล  หรือนอกเหนือศีลเป็น , ไม่เนื่องด้วยศีลเป็น     ก็จะเป็นศีลที่ไม่ติดศีล  เป็นศีลที่ตรงต่อนิพพาน    (สีเลนะนิพพุติง  ยันติ)

อธิจิต      แปลว่า  จิตอันยิ่ง  หมายถึง  สมาธิอย่างละเอียด  นี้ก็อาจติดสมาธิได้  ถ้าจะให้ตรงและไม่ติดก็ต้อง  ยิ่งกว่าจิตสมาธิเป็น  คือ  ไม่เนื่องด้วยจิตแบบไหน , ใจจะอย่างไร , ไม่ใช่ทำใจให้ดี – ให้ละเอียดจึงถูก  จิตทำจิตยิ่งติดจิต(ติดใจ)  ติดอยู่นั้น  ไม่ปล่อยใจ  ไม่วางใจ  ไม่ตัดใจ  มีแต่ข้องใจ คาใจ ก็เลยนิโรธไปเสีย , ไม่ตรงต่อดับอยู่แล้ว , หลุดอยู่แล้ว , นิพพานอยู่แล้วซักที

              เพราะไม่ว่าจิตแบบไหน  ใจจะอย่างไรมันก็ไม่พ้นจิตอนิจจัง – จิตทุกขัง – จิตอนัตตา  เมื่อมันไม่ใช่อะไรจริง ๆ แล้วจะเฝ้าทำใจให้มันเป็นอะไรขึ้นมา ธาตุโดยธาตุ – ธรรมโดยธรรมแล้ว  ใจก็ไม่เป็นใจอยู่แล้ว ใจมันไม่เป็นอะไรอยู่แล้ว  มันไม่ได้พยายามจะเป็นอะไร  แม้แต่พยายามจะเป็นตัวมันเอง ใจเป็นธาตุรู้อยู่แล้ว ไม่ใช่มันพยายามจะเป็นธาตุรู้อีก  มีแต่อวิชชา – ตัณหา – อุปาทานเท่านั้นที่พยายามจะทำใจให้เป็นใจ , ทำใจให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้  ม่ายช่าย...นั่นกิเลสมันหลอกเอา

              ทุกอย่างมันจบด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว , มันดับด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว โดยไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยใด ๆ ทั้งสิ้น  ไม่ใช่มันพยายามจะเป็นตัวมัน มันจึงไม่อาจเป็นอะไร ๆ ได้จริง ๆ จึงเรียกว่า อนัตตาๆ  ดังนั้น ให้ยิ่งกว่าจิตเป็น , นอกเหนือจิตใจให้เป็น  ก็คือ  ไม่ตั้งกับรู้ – ดู – เห็น , ไม่ต้องกับรู้ – ดู – เห็น ก็จบตรงนี้  จบตรงที่ไม่ต้อง -ไม่ตั้งกับจิตนั่นแหละ ภาษาเรียกว่าตัดใจ วางใจ  ใจมันก็ตั้งมั่นไปเองเพราะเลิกดิ้นรนแส่ส่ายเรียกว่าสัมมาสมาธิ

อธิปัญญา   แปลว่าปัญญาอันยิ่ง  อันนี้ก็อาจจะติดกลายเป็นตัณหาในปัญญา ,อวิชชาในวิชชา, ติดปัญญา , แบกปัญญา  ไม่อาจพ้นขันธ์ได้  ถ้าจะตรงต่อหลุดอยู่แล้วก็ต้องแปลว่า ให้ยิ่งกว่าปัญญา  คือ  ไม่เอาปัญญา  ไม่เอารู้ – ดู – เห็น นี้เรียกว่า  ปัญญาตัดปัญญา

                           เพราะการจะเอาปัญญานั่นเองจึงเป็นเหตุให้เจริญรู้ – ดู – เห็น, ทำรู้ – ดู – เห็น  แล้วก็แช่รู้ –หารู้ – คอยรู้ เมื่อไม่เอาปัญญา – ไม่ติดปัญญาจึงเรียกว่า ปัญญาแท้  ท่านจึงกล่าวว่าตัดซะรู้ นั่นแหละจึงจะเป็นการ  ตรัสรู้ที่แท้จริงในอริยสัจ 4 ก็ตรงต่อนิโรธเพราะตัณหาดับ(เอง) , ไม่มีเนื้อหาของสมุทัยที่จะดำเนินต่อไปได้  ใจก็ว่าง
                           การไม่ทำเอาปัญญาอื่นใดขึ้นมาเอง นอกเหนือจากที่องค์พุทธอรหันต์ได้ประทานมาให้ ( ความรู้ ความเข้าใจของสัจธรรม) ก็จะไม่เป็นการเปิดโอกาส  สร้างเป้าล่อให้อนุสัยยึด-อยากได้ช่องที่จะเจริญเติบโต อีกทั้งตัณหาและทิฐิได้ที่อิงอาศัย  เป็นเชื้อเป็นอนุสัย ก่อเกิดอาสวะชั้นดี ชั้นประณีตได้อีกต่อไป

           อธิศีลสิกขา - อธิจิตสิกขา - อธิปัญญาสิกขา เนื้อหาที่ควรจะเป็นคือ  พึงศึกษาว่า
                          แม้ “ศีล” ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง  อนัตตา
                                     แม้ “สมาธิจิต” ก็เป็น อนิจจัง ทุกขัง  อนัตตา
                                                แม้ “ปัญญา” ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง  อนัตตา

                   รู้ชัดว่า ศีลไม่ใช่อะไร  ไม่อาจยึดได้ – พึ่งได้ – อาศัยได้ตลอดกาล
                       สมาธิไม่ใช่อะไร ไม่อาจยึดได้ – พึ่งได้ – อาศัยได้ตลอดกาล
                                        ปัญญาก็ไม่ใช่อะไร  ไม่อาจยึดได้ – พึ่งได้ – อาศัยได้ตลอดกาล

  เพราะไม่ว่าศีล – สมาธิ – ปัญญา  มันก็เป็นสิ่งเนื่องด้วยขันธ์ 5 ทั้งนั้น  ขึ้นชื่อว่าขันธ์ 5 ก็คือกองทุกข์  อีกทั้งมิใช่สิ่งอมตะ  เมื่อเราไปเอา – ไปอิน(in) – ไปอิง – ไปอาศัย  ก็คือการเอาทุกข์ – ติดทุกข์ , เอาสิ่งอนิจจัง , ติดสิ่งอนิจจัง แบกหามแต่สิ่งอนิจจัง ก็เป็นเนื้อหาเดียวกับสิ่งโมฆะเรียกว่าคือกัน  คือไม่อาจเอาอะไรได้จริง , ไม่อาจพึ่งได้จริง  เข้าใจอย่างนี้  ตรงต่อสัจจะอย่างนี้  มันก็เลิกหลง , เลิกหลงยึด , หลงอยาก , หลงหา , หลงทำ , หลงเอา , หลงอิง , หลงอิน(in) , หลงอาศัย  เมื่อใจเลิกหลงมันก็สงบ , สะอาด  ,สว่าง , ประภัสสรอยู่เองแล้วทันที  หมดพันธะ  ภาระผูกพันรัดรึงให้ทุกข์ยาก ลำบากต่อไป

              ท่าน จึงเน้นมากเรื่องของ ถ้าผู้ใช้ไม่ระมัดระวังไม่แยบคาย ไม่รู้ทั่วถึงในอรรถะและพยัญชนะของภาษา  การยืมภาษาโลกมาใช้กลับจะกลายเป็นอุปสรรคไปซะเอง  สู้ไม่พูดซะเลยอาจจะดีเสียกว่า

No comments:

Post a Comment