Friday, February 15, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#43

จริง ๆ แล้วพระองค์ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงนิโรธสัจกับมรรคสัจก็ได้  เพราะการเห็นทุกข์ – รู้ทุกข์ ( อย่างเป็นธรรมชาติของธาตุรู้ )  โดยความเป็นสัจจะอันเป็นที่สุดของกองทุกข์เองและ  ไม่มีเนื้อหาของการเข้าไปสนใจ ข้องเกี่ยวใด ๆ กับสภาวะทุกข์  ตัณหาก็ดับ  นั่นก็นิโรธในตัวอยู่แล้ว  นั่นก็เป็นมรรคพร้อมเพรียงอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเรียกชื่อก็ได้  แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์จึงได้แจกแจงอย่างครบถ้วนกระบวนความ  ชนิดจะไม่ก่อให้เกิดความลังเลสงสัย  ทุกข์ยากลำบากแก่สาวกของพระองค์เลยทีเดียว

การอุบัติขึ้นขององค์พุทธอรหันต์  ก็เพื่อลงมาสรุปโลกสรุปธรรมให้เวไนยสัตว์  ได้บทสรุปทางใจที่ตรงต่อสัจธรรม  อย่างองค์พระพุทธเจ้าโคดมก็ได้แสดงชีวิตจริงของพระองค์ที่ต้องลองผิด – ลองถูก – สุ่ม – เดา – ค้นหา – แสวงหาด้วยความทุกข์ยากลำบาก  ดังนั้นการแสดงความรู้ที่พระองค์เป็นมาก็คือประสพการณ์ของพระพุทธองค์ที่ได้ตรัสรู้  จึงมิได้มีวัตถุประสงค์ให้สาวกของพระองค์ต้องทุกข์ยากลำบาก  เวไนยสัตว์จะได้ไม่ต้องไปหลงทำ  หลงปฏิบัติ  ปฏิบัติแบบหลง ๆ แบบเดาสุ่ม  แบบค้นหา  หรือรอคอยพระนิพพาน  ท่านลงมา “จบให้”กับสังสารวัฏ

 โดยพระองค์ได้ตรัสแสดงเนื้อหาของสัจจะไว้เป็นอันมาก  ที่เป็นบทสรุปเลยก็คือ  ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น   สัพเพสังขาราอนิจจา , สัพเพสังขาราทุกขา , สัพเพธัมมาอนัตตา, ขันธ์ 5 เป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา,  อุปาทานขันธ์ 5 เป็นตัวทุกข์ ฯลฯ  เพียงแต่สาวกเมื่อได้สดับแล้ว เห็นจริงตามนั้น  ศรัทธาต่อเนื้อหาของสัจธรรมอย่างไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน  แล้วดับตาม  คลายตาม  ไม่หมกมุ่นตาม ผู้นั้นก็จะสงบเย็นไปเอง

การประทานความรู้ความเข้าใจของพระองค์มาให้  เปรียบเหมือนกับการมอบอาวุธที่คมสุดๆ มาให้สาวกใช้ฟันต้นไม้  เหมือนที่เคยเปรียบเทียบไว้ในบทก่อน ๆ นี้แล้ว สาวกฟังประโยคใดประโยคหนึ่งแล้วเห็นจริงตามนั้น เกิดความประทับใจ  แจ้งตาม  สว่างไสวตาม  โพล่งตาม  ไม่…ตาม  ดับตาม  ไร้ตามไปเรื่อยๆ (ภาษาในตำราจะว่า เจริญให้มาก  (ไม่)ทำให้มาก)  ก็เพียงพอแล้วกับประโยคนั้น ๆ  ไม่จำเป็นต้องหลายประโยค

  แต่เนื้อหาจริง ๆ  ก็เพียงแค่ระลึกถึงหัวข้อหรือเนื้อหาของสัจธรรมที่พุทธองค์ได้แสดงแก่ตนนั้นเรื่อยๆบ่อยๆ  มิใช่ต้องไปถือ (แบก)ศีล  สร้างสติ  ปรุงสมาธิ  รอปัญญาชนิดใหม่ๆขึ้นมาอีก  เพราะการเข้าใจและดำเนินชีวิตจิตใจให้ตรงต่อสัจธรรมมากเท่าไหร่มันก็เป็นเนื้อหาของศีล  สติ  สมาธิ  ปัญญา  ครบถ้วนไปในคราวเดียวกันอยู่แล้ว  ไม่ใช่เนื้อหาที่จะต้องไปปรุง – แต่ง – สร้าง – ค้นหา - รอคอยสภาวะใด ๆ อีกต่อไป และประเด็นสำคัญที่เราต้องสำเหนียกหรือแยบคายถึงเนื้อหาในปฏิจจสมุปบาท ที่พุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า “เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย  สังขารจึงมี”  คำว่า “สังขาร”โดยนัยยะของปัจจยาการนับตั้งแต่ ความเกิดขึ้นของเจตนา หรือ ความจงใจทางใจ
คือ “กรรมภพ”ที่เรียกว่า   มโนสัญเจตนา  

      โดยเฉพาะ “นักปฏิบัติ”ทั้งหลาย หารู้ไม่ว่าเส้นทางที่ตนเองกำลังบำเพ็ญจิต  ตั้งใจ-มุ่งมั่นกับการฝึกจิต(ทำใจ)อยู่นั้น เป็นเนื้อหาของ “สังขาร” อันหนึ่งเหมือนกันคือ “อาเนญชาภิสังขาร” นับเป็นจิตตสังขาร หรือ มโนสังขารเช่นกัน
 สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังสารจักร – สังขารทุกข์  มิใช่เนื้อหาของความดับ  แต่มันกลับเป็นเนื้อหาของความเกิดและเป็นปัจจยาการ(สมุทัย)ของการเกิดทุกข์นั่นเอง

 การที่เราเตือนใจตนเอง  การคำนึงถึง  ระลึกถึงความเป็นจริงอยู่เรื่อยๆ นี้แหละที่ท่านกล่าวว่า
                                    ทำให้มาก เจริญให้มาก

ภาษาเรียกว่า  เป็นการเจริญสติเจริญปัญญา  เป็นสติสัมปชัญญะที่มีเนื้อหาตรงกับสัจธรรม  ดับเย็นอยู่เองแล้วโดยปริยาย  จะเรียกสตินิโรธก็ได้   เพราะเป็นสติตัด  ไม่ใช่สติต่อ  ปัญญาก็ตัดปัญญา     ไม่ใช่ปัญญาต่อปัญญา ให้กลายเป็นปัญญาติดปัญญา, ปัญญาก่อปัญหา หรือปัญญาติดห่วง(ห่วงจะไม่รู้)   ซึ่งมีเบื้องหลังก็คือ  อวิชชาหิววิชชา,   ตัณหาแสวงหาปัญญา


มรรคมีองค์ 8 ประการก็เช่นกัน ในขณะที่พระองค์ดำเนินอยู่บนทางสายกลางพระองค์ก็ยังไม่รู้  เรียกว่า เป็นหรืออยู่บนทางสายกลางโดยเนื้อหาโดยไม่รู้ตัว  ต่อเมื่อพระองค์เกิดญาณหยั่งรู้สภาวะต่าง ๆ ตามความเป็นจริงเป็นลำดับนั้น  จึงได้บทสรุปและพระองค์ก็มาแยกแยะ  แจกแจงเป็นข้อ ๆ เพื่อง่ายในการเรียนรู้ถ่ายทอดแล้วเรียกว่า  “มัชฌิมาปฏิปทา”  มีองค์ 8 ประการ ดังนี้

1.  สัมมาทิฐิ   คือ ความเห็นชอบหรือความเห็นตรง ได้แก่ เห็นไตรลักษณ์ ,อริยสัจ 4  , หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท
2.  สัมมาสังกัปปะ  คือ  ความดำริชอบ ได้แก่ ดำริออกจากกาม (ความนึกคิดในทางเสียสละ) , ดำริปลอดจากพยาบาท – เพ่งโทษ , ดำริที่ไม่เบียดเบียนมุ่งร้าย
3.  สัมมาวาจา  คือ  เจรจาชอบ  ได้แก่  วจีสุจริต 3 คือ  ไม่พูดเท็จ  ไม่พูดส่อเสียด  ไม่พูดเพ้อเจ้อ , ไม่พูดคำหยาบ
4.  สัมมากัมมันตะ  คือ  กระทำชอบ  ได้แก่  กายสุจริต 3  คือ  เว้นการฆ่าเบียดเบียน , เว้นการลักทรัพย์ , เว้นการประพฤติผิดในกาม
5.  สัมมาอาชีวะ  คือ  เลี้ยงชีพชอบ  ได้แก่  เว้นมิจฉาชีพประกอบสัมมาชีพ
6.  สัมมาวายามะ  คือ  พยายามชอบ  ได้แก่  สัมมัปปธาน 4
7.  สัมมาสติ  คือ  ระลึกชอบ  ได้แก่  สติปัฏฐาน 4
8.  สัมมาสมาธิ  คือ  ได้แก่  จิตตั้งมั่นชอบ  ได้แก่  ฌาน 4

 สัมมามรรค หรือมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง  ได้เคยกล่าวถึงไว้พอสมควรแล้วในที่นี้  จะกล่าวถึงในแง่มุมอื่นประกอบบ้าง  พอเป็นข้อสรุป  คือ  สัมมา...ทั้งหลายจะเป็นเช่นนั้นได้ต้องตรงต่อสัจธรรม  ไม่ว่าภาษาสมมติจะอธิบายในรูปแบบใดก็ตาม  ให้เข้าใจว่านั้นเป็นเพียงการยืมใช้  แต่เนื้อหาคือต้องตรงต่อความเป็นจริงรองรับตลอดทุกข้อ  มิฉะนั้นแล้วจะถูกตัณหา – อุปาทานซ้อน – สอดแทรก – สอดไส้ – เคลือบคลุมไปตลอดสาย มิอาจเป็น “อริยมรรค”  คือทางออกจากทุกข์ได้จริง เพราะกลับเจริญเหตุหรือสมุทัยไปด้วย  โดยมิได้เฉลียวใจ – เอะใจ  ภาษาเรียกว่า โดยไม่รู้ตัว

No comments:

Post a Comment