Friday, February 15, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#42

การที่พระองค์มีการระลึก(สติ)รู้ลมหายใจเข้า – ออก ก็ไม่ใช่เรื่องจงใจทำการเจริญสติ ไม่ได้หมายความว่าพระองค์มีเจตนาที่จะเอา “รู้”ไป “อยู่”กับลมหรือกำหนดลม  ไม่ใช่เช่นนั้นแน่ แต่การนั่งเฉย ๆ ไม่ทำอะไร ใจมันจะไปรับรู้ลมเข้า – ออกได้เองโดยปริยาย  เพราะเมื่อนั่งนิ่ง ๆ มันก็มีแต่เพียงลมเข้า - ออกเท่านั้นที่เป็นส่วนของกายที่เคลื่อนไหวอยู่  แต่ไม่ใช่การรู้ลมเพราะเจตนากำหนดหรือประสงค์จะ “อยู่”กับลมแน่นอน  เพราะพระองค์ก็ได้บทเรียนจากสิ่งที่เคยปฏิบัติมาแล้วทั้งหมดว่ามันคือ  การติดฝั่ง

เมื่อเห็นนิมิตหมายจากการเสี่ยงทายลอยถาดทองแล้ว  พระองค์ก็มั่นใจว่าจะได้ตรัสรู้ความดับทุกข์ได้แน่  ประกอบกับการที่พระองค์รู้ชัดถึงผลของเจตนาทำอะไร ๆ ว่านั่นคือการติด  พระองค์จึงงดเว้นเจตนาที่จะทำอะไรแม้แต่ทำดู – ทำรู้ – ทำเห็น – ทำห้าม – ทำตาม  ก็พอดีอยู่บนทางสายกลางโดยปริยาย  แบบไม่ใช่การคอยอยู่นั่นแหละที่เรียกว่า นั่งเฉย ๆ  เมื่อไม่มีเจตนาที่จะทำอะไร ๆ ไม่สนใจที่จะเอาอะไรแม้ความพ้นทุกข์  แม้การตรัสรู้  เมื่อปราศจากเจตนาที่จะเอา  ความเป็นไปของจิตที่ไม่ถูกกำกับโดยตัณหาตั้งแต่ต้น หมดการค้นหา – เฝ้า – คอย – รักษา – ฝืน - ตาม  จิตก็ตั้งมั่นไปเอง  สงบรำงับไปเอง ( สัมมาสมาธิ)  ดังที่ปรากฏในตำราตั้งแต่ฌาน 1 ถึงฌาน 4  เนื้อหาในตำราที่กล่าวถึงสมาธิจิตของพระองค์เริ่มแต่ฌาน 1 ถึงฌาน 4  นั้นเราต้องเข้าใจว่านี้ไม่ใช่ฌานในสมถะที่ต้องอาศัยเจตนาในการกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เป็นอารมณ์เดียว  แต่หมายถึงความตั้งมั่นของจิตที่เป็นไปเอง  เพราะไม่มีเจตนาที่จะเอาอะไร  จึงไม่มีเหตุที่จะทำให้จิตเคลื่อน – แส่ส่าย  สภาวะใดปรากฏก็รับรู้โดยอาการที่เรียกว่า   “สักแต่ว่า”  คือไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยในทุกรูปแบบ , ใจตั้งมั่นไม่ถูกครอบงำให้เพลินตาม ทำตามหรือปฏิเสธ  ฝืน  ทำต้าน แง่มุมของสมาธิจิตแบบนี้แหละที่เป็นสมาธิในวิปัสสนา เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เห็นสภาวะต่าง ๆ ตามความเป็นจริงว่าทุกข์เกิดได้อย่างไร

   เป็นลำดับจากโสกะ  ปริเทวะอุปายาสคือ ความโศก  ความคร่ำครวญ  ความร่ำไรรำพันก็เนื่องด้วยเมื่อชรามรณะปรากฏแล้วยึด-ติด(อุปาทานใน)ชรามรณะนั้น, ชรามรณะมีได้ก็เนื่องด้วยเมื่อชาติปรากฏแล้วยึด-ติด(อุปาทานใน)ชาตินั้น, ชาติมีได้ก็เนื่องด้วยเมื่อภพปรากฏแล้วยึด-ติด(อุปาทานใน)ภพนั้น, ภพมีได้ก็เนื่องด้วยเมื่ออุปาทานปรากฏแล้วยึด-ติด(อุปาทานใน)อุปาทานนั้น, อุปาทานมีได้ก็เนื่องด้วยเมื่อตัณหาปรากฏแล้วยึด-ติด(อุปาทานใน)ตัณหานั้น, ตัณหามีได้ก็เนื่องด้วยเมื่อเวทนาปรากฏแล้วยึด-ติด(อุปาทานใน)เวทนานั้น, เวทนามีได้ก็เนื่องด้วยเมื่อผัสสะปรากฏแล้วยึด-ติด(อุปาทานใน)ผัสสะนั้น, ผัสสะมีได้ก็เนื่องด้วยเมื่อสฬายตนะปรากฏแล้วยึด-ติด(อุปาทานใน)สฬายตนะนั้น, สฬายตนะมีได้ก็เนื่องด้วยเมื่อนามรูปปรากฏแล้วยึด-ติด(อุปาทานใน)นามรูปนั้น, นามรูป มีได้ก็เนื่องด้วยเมื่อวิญญาณปรากฏแล้วยึด-ติด(อุปาทานใน)วิญญาณนั้น, วิญญาณมีได้ก็เนื่องด้วยเมื่อสังขารปรากฏแล้วยึด- ติด(อุปาทานใน)สังขารนั้น, สังขารมีได้ก็เนื่องด้วยอวิชชา เรียกว่า เห็นปฏิจจสมุปบาท ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทั้งกุศล – อกุศล – กลาง ๆ ก็ได้ปรากฏอย่างอิสระเต็มที่ และเมื่อพระองค์ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของ สภาวะๆต่าง ๆ ก็แสดงสัจจะของเค้าออกมาคือ  ความไม่เที่ยง  ความทนอยู่ไม่ได้  ความไม่ใช่อะไรจริงๆ ( ไตรลักษณ์)

มันอาจจะขัดแย้งกับความเข้าใจแต่เดิมของเราซักหน่อย  แต่ขอให้พิจารณาดูดีๆ  การที่พระองค์ไม่ได้ตั้งเจตนาที่จะทำอะไร  พระองค์จึงได้พบเห็นการเผยตัวของสัจธรรม

ธรรมะแท้ที่เรียกว่าสัจธรรม  มิใช่สิ่งที่ใครจะสร้างหรือปรุงขึ้นมาได้  แม้พระพุทธองค์ก็ไม่ใช่ผู้สร้างสัจธรรมขึ้น  ช่วงแรกพระองค์ค้นหาทางพ้นทุกข์ – ดับทุกข์ ด้วยความไม่รู้ – ไม่เข้าใจ – ไม่มีประสบการณ์ พระองค์ก็เลยทำ – สร้าง – ปรุง – งม –– แสวง -  หา – เฝ้า – รอ  ซึ่งเป็นสิ่งที่เนื่องด้วยเจตนากรรมจากความไม่รู้  และสิ่งเหล่านี้เองที่ปิดบังสัจธรรม ( คือความมีหรือสมบูรณ์อยู่เองแล้ว) ปิดบังสิ่งที่มีอยู่เองแล้วไว้เสีย

   พระองค์จึงไม่อาจตรัสรู้ได้เพราะก่อนนั้นสภาวะเห็น – รับรู้ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เนื่องจากการ  “ปรุงขึ้น – ทำขึ้น” เมื่อไม่ทำอะไร ๆ จึงได้พบเห็น – รับรู้ถึงสิ่งที่มีเองอยู่แล้ว  ดับก็ดับเองอยู่แล้ว, ไม่ยึดกันเอง-หลุดกันเองอยู่แล้ว , วางก็วางอยู่เองแล้ว , ไม่มีความหมายในตัวมันเอง , ไม่อาจจะเป็นอะไร ๆ ที่จริงแท้ได้เลย แม้แต่การไปรู้อารมณ์ทางใจ   จึงได้รู้ว่าที่ใจเป็นใจ , รูปเป็นรูป, เวทนาเป็นเวทนา , สัญญาเป็นสัญญา , สังขารเป็นสังขาร , วิญญาณเป็นวิญญาณ  , ธาตุเป็นธาตุได้เพราะเนื่องด้วยการหลงไปจงใจรู้ – เจตนารู้  จึงก่อเกิดความเป็น... ,ความเห็น – ความหมายขึ้น  เรียกว่าได้ตรัสรู้อริยสัจทั้ง 4 (ปฏิจจสมุปบาท)  ซึ่งเริ่มต้นด้วยความไม่รู้ก็เลยหลงปรุง – แต่ง – สร้างอะไรๆขึ้น  เรียกสิ่งที่หลงปรุงขึ้นนั้นว่าสังขาร เป็นต้นไปจนถึงผัสสะ - เวทนา – ตัณหา –
อุปาทาน - ภพ – ชาติ – มรณะ    โสกะปริเทวะ  ซึ่งจะได้กล่าวถึงรายละเอียดของปฏิจจสมุปบาทในภายหลังต่อไป      

         ขอให้พิจารณาคำตรัสตอบคำถามของเทวดาที่ทูลถามพระองค์ว่า “ท่านข้ามโอฆะได้อย่างไร” และพระองค์ตรัสตอบว่า  “เพราะเราไม่พักและไม่เพียรจึงข้ามโอฆะได้”  ดังที่ได้เคยกล่าวถึงในเนื้อหาก่อนหน้านี้แล้ว  ลองไปทบทวนดูอีกที  การตรัสรู้ของพระองค์ไม่ใช่เกิดขึ้นจากการเพียรทำๆๆอะไร ๆ จนสมบูรณ์สุดขีดแล้วจึงจบ   แต่ตรงกันข้ามพระองค์ไม่ได้ทำสภาวะและไม่ให้ค่ากับสภาวะ  แม้แต่สภาวะรู้ – ดู – เห็น  ก็มิได้จงใจทำขึ้น  จึงได้ค้นพบสัจธรรมที่มีอยู่ก่อนแล้วที่เรียกว่าไตรลักษณ์หรือสามัญญลักษณ์คือ  อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ขอทบทวนอีกทีว่า อนิจจัง  - ทุกขัง เนื้อหาโดยสภาวะคือ  ทุกธาตุ – ทุกขันธ์ – ทุกสภาวะไม่ยึดติดกันอยู่แล้ว, ปล่อยกันเองอยู่แล้ว, วางกันเองอยู่แล้ว, ดับกันเองอยู่แล้ว  ปราศจากเจตนากรรม

อนัตตา  เนื้อหาโดยสภาวะคือ  ไม่มีความหมายในตัวเอง , ไร้ความเป็นอะไร ๆ
ที่จริงแท้  ไม่ต้องพูดถึงความเป็นตัว เป็นตน   มัน      
                                                             ไม่อาจเป็นอะไร ๆ จริง ๆได้ เพราะมันหลุด        
                                                             กันเอง – วางตัวเอง – ดับกันเองอยู่แล้ว ไม่ใช่
                                                             อะไร นั่นแหละ อนัตตา

ถ้าเกิดความจงใจหรือเจตนาขึ้นเมื่อไหร่  นั่นแหละก็จะเกิดอัตตา (คือความเป็น) ขึ้นในสภาวะนั้น  ธาตุนั้น  ขันธ์นั้นทันที  และถ้าหลงผิด – เข้าใจผิดว่าเป็น...นั้น  เป็น...นี้จริงๆ  เข้าใจว่า “ใช่” ความเป็น...ก็เลยหลงตอกย้ำความรู้สึกนั้นเหมือนเป็นจริง ๆขึ้นมา  ความเป็น....ความใช่ นั่นแหละที่มีความหมายถึงอัตตา  แต่ความจริงโดยสัจจะ  มันไม่อาจจะเป็นอะไรได้จริง  คำกล่าวที่ตรงต่ออนัตตาหรือสอดคล้องต่ออนัตตาก็คือ  ไม่ใช่ทั้งหมด  ไม่ต้อง ไม่ตั้ง นี้เรียกว่าใช้ภาษาสะท้อนสภาวะ  ไม่ใช่ใช้ภาษาแล้วทำให้เกิด “เรา”  หลงสภาวะ  หลงทำ หลงอยาก  หลงยึด  เกิน – เลย สัจธรรมไปโดยไม่รู้ตัว  เนื้อหาของอนัตตายังหมายถึงความไม่มีอะไรที่จริงแท้ จึงเรียกว่า “ว่างอยู่แล้ว”   ความที่แต่ละธาตุ – ขันธ์  ไม่มีจุดมุ่งหมาย  หรือวัตถุประสงค์ของตัวมันเอง , ความที่แต่ละธาตุ – ขันธ์ไร้เจตนาที่จะเป็นตัวมันหรือปฏิบัติตัวมันเองให้เป็นอะไร

No comments:

Post a Comment