Friday, February 15, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม#41

                                           ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
         
                  เนื้อหาคำตรัสของพระพุทธองค์ที่สำคัญมากและอาจถือได้ว่า  เป็นเนื้อหาของสัจจะล้วนๆเลย ก็คือ  การแสดงธรรมครั้งแรกของพระองค์ต่อปัญจวัคคีย์  ยังผลให้มีพระสงฆ์องค์แรกเกิดขึ้น  ที่รู้จักชื่อท่านว่า  อัญญาโกณฑัญญะ  มีดวงตาเห็นธรรม  หลังจากพระพุทธองค์ได้แสดงธรรมที่ตั้งชื่อให้ภายหลังว่า  ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร   โดยแสงสว่างแห่งปัญญาที่เกิดแก่ท่านโกณฑัญญะคือ
       “ ยังกิญจิ  สะมุทะยะธัมมัง  สัพพันตัง  นิโรธะธัมมัง ”
    “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา  สิ่งนั้นทั้งปวงย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา”

เนื้อหาของพระสูตรที่ชื่อ  ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จะว่าไปแล้วก็คือแก่นของการปฏิบัติ (โดยภาษา)  แบบบริสุทธิ์  โดยลำดับก็คือ  ท่านแสดง
      ทาง -  ฝั่ง  สุดโต่ง 2 ข้างที่ไม่ควรข้อง – แวะ    -  กามสุขัลลิกานุโยค
                                                 -  อัตตกิลมถานุโยค
             ทางสายกลาง  (มัชฌิมาปฏิปทา)  คือมีมรรคมีองค์ 8  แล้วสรุปลงที่
                  ญาณ : สัจจญาณ – กิจจญาณ – กตญาณ  ในอริยสัจ 4

     ภาษาที่ว่า  แสดงธรรม  ก็มีนัยสำคัญที่ควรทราบเช่นกัน  ซึ่งเราจะได้ยิน  ได้อ่านกันบ่อย ๆ   แต่ถ้าฟัง หรืออ่านผ่าน ๆ ก็อาจจะละเลยเนื้อหาที่ถูกตรงได้  การแสดง(สัจจะ)ธรรมไม่เหมือนกับการสอน(ให้ทำ)ธรรม

ซึ่งการสอนธรรม มักจะมีลักษณะคือ สอนให้ทำ  ทำให้ถูก  ทำให้เป็น  ทำให้ต่อเนื่องซึ่งก็ต้องตั้งใจฟัง – อ่านให้เข้าใจ แล้วก็ต้องพยายามทำให้ถูก ทำให้เป็นตามที่ท่านสอน , ครูบาอาจารย์ให้ทำอย่างนั้น  ให้ทำอย่างนี้ก็ทำไปด้วยใจเคารพเลื่อมใสศรัทธาในตัวครูบาอาจารย์  อันนี้ให้เข้าใจว่าเป็นเรื่องของเทคนิค,อุบาย, กุศโลบายต่างๆนานา  ผลลัพธ์(รับ)ก็จะเป็นไปจากเหตุที่ได้ทำไว้

 แต่การแสดงธรรม  คือ การบอกหรือเล่าความจริง – สัจจะของสรรพสิ่ง ไม่ว่าสัจจะระดับไหน(ที่ว่ากันโดยสมมติ)  ไม่ใช่สั่งหรือสอนให้ทำใจแบบใหม่ๆขึ้นมาที่นอกเหนือไปจากการดำเนินไปในชีวิตประจำวัน  เพราะสัจธรรมก็มีอยู่แล้วในความเป็นไปของชีวิตประจำวันนี้เอง  เมื่อได้ฟังแล้วก็ตื่นต่อความเป็นจริงนั้น  ความสำนึก – สำเหนียก – แยบคาย – คำนึงถึง-เฉลียวใจถึงความเป็นจริงนั้น  จะเป็นสติเป็นปัญญาไปโดยธรรมชาติ  ไม่ใช่การตั้งท่าทำหรือทำท่า(ท่าเรือ-ท่ารถ) แต่หมายถึงปลง- วาง- สละ-จาคะ-ทาน –ให้ขันธ์ ซึ่งไม่ใช่การทำ หรือทำเอา

การแสดงธรรมของพระองค์ต่อปัญจวัคคีย์ที่ชื่อว่า ธัมมจักกัปวัตตนสูตร   ก็เป็นเหมือนพระองค์บอกเล่าเส้นทางชีวิตของพระองค์  จนกระทั่งได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ  เป็นไปเองโดยธรรมชาติ  ซึ่งเส้นทางนั้นไม่มีการวางแผนหรือรู้ล่วงหน้าให้เป็นขั้นตอนอย่างใด ๆ

สาธุชนเมื่อได้สดับพระธรรมเทศนานี้แล้ว  ก็คิด – นึก- รู้สึก – ตีความ – วิเคราะห์กันไปในแง่มุมต่าง ๆ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ก็เป็นความเข้าใจของผู้เรียบเรียงเอง  ซึ่งผู้อ่านก็ลองตรองดูเอาเองเถิด  ให้สำเหนียกในเนื้อหาของกาลามสูตรไว้ให้ดี  โดยผู้เรียบเรียงใช้หลักเทียบเคียงของสัจธรรม  สัจธรรมนี้มีมาอยู่ก่อนแล้ว  จะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นหรือไม่อุบัติขึ้น  สัจธรรมก็ยังคงมีอยู่  มิได้สูญหายไปไหนหรือเพิ่งเกิด  การบรรลุธรรมของพระองค์ก็คือ บรรลุถึงสิ่งที่ไม่ต้องทำการได้กลับไปรวมหรือเป็นหนึ่งเดียวกับสัจธรรม ( ขอยืมภาษาใช้)  คือได้แจ่มแจ้งว่าของแท้เดิม (ของเดิม)เป็นอย่างไร  จึงได้รู้ว่าของปลอม – ของหลอก (ของเก่า)ที่เป็นอยู่เป็นอย่างไร และรู้ว่าเหตุที่สัตว์โลกไม่อาจเข้าถึงของเดิมแท้ได้  หรืออยู่ในภาระที่เกินหรือเลยสัจธรรมไปเนื่องด้วยเหตุอันใด และได้รู้ว่าหนทางที่จะเข้าถึงหรือกลับเป็นหนึ่งเดียวกับสัจธรรมคืออะไร อย่างไร

และเช่นเคยว่า  ขอให้ผู้อ่านสำนึกเสมอว่า  ภาษาที่ข้าพเจ้ายืมใช้อยู่นี้อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้  ดังนั้นถ้าหากมีภาษาที่เนื้อหาชี้ ชวนให้มุ่งเกิดเจตนากรรม  อันจะไม่สอดคล้องหรือตรงต่อสัจธรรมแล้ว  ก็ขอให้รู้ว่าเป็นเพียงยืมภาษาใช้เท่านั้นตามสมมติโลก แต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้ทำอย่างที่เคยเข้าใจตามภาษาที่ยืมใช้นั้น  เนื้อหาดังกล่าวนี้  อาจไม่คุ้นเคย แต่ขอให้ตรองดูดี ๆ

ช่วงแรกของชีวิตพระองค์ก็เพียบพร้อมด้วยกามคุณทั้งหลาย  และพระองค์ก็เสวยกามสุขทางเนื้อหนังมังสาอย่างเต็มที่  ว่าโดยเนื้อหาก็คือ  การเพลินอยู่ – ไหลตามอารมณ์ – ความรู้สึก – ความนึก –ความคิด แบบสมมติโลก  เรียกว่า  เจตนาทำตาม  แบบปฏิบัติกิเลส  จัดได้ว่าเป็น กามสุขัลลิกานุโยค  ( การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข )

     ต่อเมื่อพระองค์ตื่นต่อความเป็นจริงของชีวิตว่ามีเกิด ก็ต้องมีแก่  เจ็บ  ตาย  ไม่อาจพ้นการเวียนตาย – เวียนเกิดได้  พระองค์จึงออกแสวงหาโมกขธรรมหรือความดับของกองทุกข์  โดยสละราชสมบัติออกบวชเป็นนักบวช  ช่วงแรกก็ไปศึกษาการทำสมาธิกับอาจารย์จนได้ฌาน 7 , ฌาน 8 พระองค์ก็รู้ได้ว่ายังไม่ใช่ทางดับทุกข์  ได้เพียงแต่เสวยความสุข –ความสงบ จากฌานขั้นละเอียด  ช่วงนี้ก็ยังจัดเป็นการเจตนาทำ – กรรมปฏิบัติ – ปฏิบัติทำอยู่ ยังจัดเป็น  “กามสุขัลลิกานุโยค” ได้อยู่

ต่อมาได้บำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างยิ่งยวด  จนเกือบสิ้นพระชนม์ก็พบว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ได้  อันนี้ก็ยังเป็นกรรมปฏิบัติ – ปฏิบัติทำ – กรรมเจตนา เรียกว่า “อัตตกิลมถานุโยค”  ( การกระทำตนให้ลำบาก – ยุ่งยาก  การบีบคั้นทรมานตน(ใจ)ให้เดือดร้อน )

  เมื่อพระองค์รู้ชัดด้วยประสบการณ์ตรงของพระองค์เองว่าไม่อาจพ้นทุกข์ได้ด้วยวิธีดังกล่าว  และได้นิมิตจากสายพิณ (ตามตำรา) ที่หย่อนเกินไปและตึงเกินไปว่าไม่อาจก่อประโยชน์ได้  จึงหันกลับมาเสวยพระกระยาหารจนพระวรกายแข็งแรงเป็นปกติแล้วอธิษฐานเสี่ยงทายลอยถาดทวนน้ำได้ ทำให้พระองค์มั่นใจหรือมีกำลังใจว่าจะสามารถตรัสรู้ได้อย่างแน่นอน  แล้วจึงนั่งขัดสมาธิใต้ต้นโพธิ์โดยอธิษฐานว่า ตราบใดที่ยังไม่ตรัสรู้  ไม่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าจะไม่ลุกจากอาสนะอันนี้ แม้เนื้อหนังเอ็นกระดูกจะแห้งเหือดไปก็ตามที

ตามตำรากล่าวว่าพระองค์เจริญอาณาปานสติอยู่   จนปฐมยามก็บรรลุ  ปุพเพนิวาสานุสติญาณ  (ญาณเป็นเหตุระลึกขันธ์ที่อาศัยอยู่ในกาลก่อนได้ , ระลึกชาติได้)  ต่อมามัชฌิมยามก็บรรลุจุตูปปาตญาณ (ญาณกำหนดรู้จุติ – อุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย  เรียกอีกอย่างว่า ทิพพจักขุญาณ)  และเมื่อถึงปัจฉิมยามพระองค์ก็บรรลุอาสวักขยญาณ    ( ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปของอาสวะทั้งหลาย, ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ) ปฏิญญาได้ว่าเป็น  พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
ที่น่าสนใจก็คือตั้งแต่พระองค์รู้ว่าหย่อนเกินไป – ตึงเกินไปก็ไม่ใช่ทาง  พระองค์ก็ดำเนินชีวิตตามปกติที่มิใช่การเพลินหมกมุ่นอยู่ในความสุข  และไม่ประกอบตน – บังคับ – ควบคุมให้ใจตึง - เครียด  ขอให้สังเกตว่าการดำเนินชีวิตที่เป็นไปตามปกตินั้นไม่ต้องเจตนาทำการคอยอยู่  เมื่อใจตื่นรู้ – ตระหนักชัดถึงความไม่ใช่ของทางหย่อนและทางตึง  ใจก็ไม่หลงไปติดฝั่ง 2 ฝั่งนั้นเองโดยปริยาย  ใจที่ไม่ติดฝั่ง 2 ฝั่งนั่นก็เป็นมัชฌิมาปฏิปทาไปโดยเนื้อหาทันที

พระองค์มิได้มีเจตนาจะสร้างหรือทำทางสายกลางขึ้นมาเพื่อการคอยอยู่กับทางสายกลางนั้น  มันจะเป็นไปได้อย่างไร  เพราะพระองค์ไม่รู้มาก่อนว่าทางสายกลางคืออย่างไร อีกทั้งพระองค์ก็รู้อยู่แล้วว่าการพยายามที่จะอยู่ มันก็คือ  การบังคับ – ประคอง – รักษา  เป็นเนื้อหาของการติดฝั่งเรียบร้อยแล้ว  และถ้าจะอยู่กับสภาวะอะไรได้สำเร็จ(เช่นฌาน ญาณ)ก็เป็นการแช่ – เพลิน – จมก็เป็นการติดฝั่งอีกคือกัน
ตรงนี้จึงอยากจะชี้ให้เข้าใจว่า  ด้วยความตื่นต่อความเป็นจริง – ตระหนักชัดถึงความไม่ใช่ทางของฝั่ง 2 ฝั่ง  ใจมันก็ไม่หลงไปติดเองและถ้ามันจะหลงไปติดอีกก็รู้ได้ – ตื่นออกเองไม่ใช่พยายามจะออกหรือคอยอยู่กับอะไร

เมื่อไม่ติดฝั่งเพลินและฝั่งดิ้นรน  ใจมันก็อยู่ในเส้นทางของมัชฌิมาปฏิปทาโดยปริยาย  ตรงนี้สำคัญมากเพราะจากประสบการณ์ของพระพุทธองค์เอง  ฝั่งสุดโต่ง 2 ฝั่ง  ล้วนแล้วแต่เนื่องด้วยเจตนากรรมทั้งสิ้น

กามสุขัลลิกานุโยค  :  เจตนากรรมสนใจอยู่กับกามสุขทั้งกายและใจ
อัตตกิลมถานุโยค    :  เจตนากรรมบังคับ – กดข่ม – ควบคุมทั้งกายและใจ

จะเห็นได้ทันทีเลยว่าเหตุที่ทำให้เกิดการติดฝั่งสุดโต่ง 2 ฝั่งของพระองค์  เกิดเนื่องมาจากการขาดความรู้ – ความเข้าใจ  ที่เรียกว่าเพราะความไม่รู้ก็เลยทำไป  เพราะเข้าใจว่าเส้นทางที่ทำนั้นอาจจะเป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์ได้  เรียกว่าพระองค์เองก็งมทาง – หาทาง – แสวงหาด้วยความไม่รู้นั่นเอง  ก็เลยต้องลองไปเรื่อย ๆ เหมือนคนหลงป่าจะหาทางออกจากป่าก็ต้องลอง เส้นทางนี้ๆ ไม่ใช่ๆ  ก็ลองเดินไปทางใหม่ไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มจะรู้ได้ว่าเส้นนี้ๆ  ไม่ใช่ ๆ  ก็เช่นกัน พระพุทธองค์ก็ลองผิดลองถูกเพราะความไม่รู้ฉันนั้น

ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าอาการที่ทำให้เกิดการติดฝั่ง 2 ฝั่งนั้น  ล้วนเนื่องด้วยเจตนากรรมที่ประกอบขึ้นด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจทั้งสิ้น ต่อเมื่อพระองค์ประจักษ์ชัดถึงความเป็นจริงดังกล่าว  ก็คือตื่นต่อความเป็นจริงจากประสบการณ์ตรงของพระองค์เอง  จะเรียกว่าเกิดปัญญาก็ได้  พระองค์ก็สามารถดำเนินตนอยู่บนทางสายกลาง  โดยเพียงแต่งดเว้นเจตนากรรมที่จะไปติดฝั่งทั้ง 2 เท่านั้น  แต่คำว่าการประกอบตนอยู่บนทางสายกลางมิได้หมายถึงเจตนากระทำอะไร ๆ  เพื่อให้ไม่ไปติดฝั่ง 2 ฝั่ง  หรือทำอะไร ๆ  เพื่อจะได้อยู่บนทางสายกลาง
 
             แต่เนื้อหาแท้ ๆ ของการอยู่บนทางสายกลางคือ  ไม่ทำอะไร ไม่ทำอะไรนั่นแหละคือการงดเว้นหรือละเจตนาที่จะติดฝั่ง 2 ฝั่ง  แล้วก็อยู่บนทางสายกลางโดยปริยาย  ไม่ใช่อยู่โดยเจตนาอยู่  แต่ตรงกันข้ามคือ  ที่เป็นทางสายกลางได้เพราะไร้เจตนากรรมที่จะอยู่  เพราะเมื่อไหร่ที่มีความต้องการจะอยู่กับสภาวะใด ๆ ก็ตาม มันต้องอาศัยเจตนาเท่านั้นจึงจะอยู่กับสภาวะได้ (แต่ก็อยู่ได้ไม่จริง)  เพราะโดยสัจธรรมแล้วธาตุทุกธาตุ – ขันธ์ทุกขันธ์  มันยังไม่ติดตัวมันเองเลย  มันปล่อยกันเองตลอด , วางตัวมันเองตลอด  แล้วมันจะไปอยู่กับธาตุอื่น – ขันธ์อื่นได้อย่างไร  ตัวมันเองมันยังไม่อยู่กับตัวมันเอง      นี้คือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติ  “ต้องสำเหนียกถึง” รหัสนัยของทางสายกลางให้ดี ๆ ตรง ๆ ต่อสัจธรรมแล้ว  จะได้ไม่หลง  เลิกหลงทางซะที

ดังนั้นเนื้อหาของทางสุดโต่ง 2 ข้างจะเกิดได้ก็เนื่องด้วยเจตนากรรม  ซึ่งสามารถเรียกได้ว่า  กรรมกิเลส เพราะมันเนื่องมาจากแรงผลักดันของโมหะ – ตัณหา – อุปาทานนั่นเอง  และเมื่อท่านเข้าใจตรงตามนี้จากประสบการณ์ของพระองค์เองก็เพียงแต่งดเว้นเจตนากรรมคือนั่งไม่ทำอะไร ใจก็เป็นปกติ  ตรงต่อเนื้อหาของทางสายกลางไปเองทันที

No comments:

Post a Comment